เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยความโกลาหลเล็กน้อยภายในอาณาจักรยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซ เมื่อ BBC รายงานว่าอีเมลฉบับร่างที่ใช้ชื่อรหัสว่า ‘Project Dawn’ ถูกส่งออกไปโดยไม่ตั้งใจจากผู้ช่วยผู้บริหารของ คอลลีน ออเบรย์ (Colleen Aubrey) รองประธานอาวุโสแห่ง Amazon Web Services (AWS) เนื้อหาภายในอีเมลที่หลุดออกมานี้เผยให้เห็นความจริงที่พนักงานหลายคนหวาดหวั่น นั่นคือคำยืนยันเรื่องการเลิกจ้างรอบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาหลังจากอีเมลหลุด ความจริงก็ปรากฏอย่างเป็นทางการ Amazon ประกาศลดพนักงานในส่วนงานองค์กรลงอีกประมาณ 16,000 ตำแหน่ง ซึ่งนับเป็นระลอกที่สองในรอบเพียง 3 เดือน หลังจากที่เพิ่งมีการปรับลดไป 14,000 ตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
รวมแล้วบริษัทได้ดำเนินการปรับลดพนักงานไปตามเป้าหมายที่เคยวางไว้ราว 30,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของพนักงานส่วนออฟฟิศทั้งหมด
สิ่งที่น่าสนใจคือ การเลิกจ้างครั้งมโหฬารนี้ไม่ได้เกิดจากวิกฤตทางการเงินที่สั่นคลอนบริษัทแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของ Amazon นั้นแข็งแกร่งอย่างมาก ด้วยกำไรที่พุ่งขึ้นเกือบ 40% แตะระดับ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.6 แสนล้านบาท) และรายได้ทะยานเกินกว่า 1.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.65 ล้านล้านบาท)
แล้วทำไมบริษัทที่มีกำไรมหาศาลถึงต้องปลดพนักงาน?
แอนดี้ แจสซี (Andy Jassy) ซีอีโอผู้รับไม้ต่อจาก เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) ได้อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ว่า นี่คือความพยายามในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์กร เพื่อลบล้างความอุ้ยอ้ายที่เกิดขึ้นจากการจ้างงานกว่า 1 แสนคนในช่วงสั้นๆ ระหว่างการระบาดของโควิดทำให้โครงสร้างบริษัทมีลำดับขั้นที่มากเกินไป โดยบริษัทกำลังมุ่งเน้นไปที่การ ‘ลดความซับซ้อน’ เพิ่มความเป็นเจ้าของงาน และขจัดระบบราชการ
“ในฐานะทีมผู้นำ เรามุ่งมั่นที่จะดำเนินงานให้เหมือนกับ ‘สตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก’ และนั่นหมายถึงการลดลำดับขั้นการบังคับบัญชาลง” แจสซีกล่าวเน้นย้ำ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายในไม่ใช่สาเหตุเดียว การเลิกจ้างครั้งนี้ยังสะท้อนภาพรวมของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่กำลังชะงักงัน ข้อมูลเดือนธันวาคมชี้ว่าสหรัฐฯ มีการจ้างงานเพิ่มเพียง 50,000 ตำแหน่ง ซึ่งแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากตัวเลขในเดือนพฤศจิกายน
นักเศรษฐศาสตร์เรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็นสภาวะ ‘No hire-no fire’ หรือ ไม่จ้างเพิ่ม-ไม่ไล่ออก แต่สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ สถานการณ์กลับต่างออกไป
ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากนโยบายภาษีที่เปลี่ยนแปลงไปของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ภาวะเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวในระดับสูง และการแพร่หลายของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้หลายบริษัทชะลอการจ้างงาน ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของสถาบัน Brookings ที่ระบุว่า แม้งานด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมที่มีรายได้สูงจะเสี่ยงต่อการถูกแทนที่ด้วย Generative AI แต่กลุ่มคนที่น่าเป็นห่วงกว่าคือ ‘กลุ่มเปราะบาง’ ในสายงานธุรการและเสมียน
งานวิจัยชี้ว่ากว่า 86% ของแรงงานกลุ่มนี้เป็นผู้หญิงที่มีอายุและอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะถูก AI แย่งงานและปรับตัวได้ยากกว่ากลุ่มแรงงานทักษะสูง
สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ใน Amazon แต่ยังลามไปถึงบริษัทอื่นๆ เช่น UPS บริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่ ที่เพิ่งประกาศแผนลดพนักงานปฏิบัติการถึง 30,000 ตำแหน่งในปีนี้ ส่วนหนึ่งเพราะปริมาณการจัดส่งสินค้าที่ลดลงจากลูกค้ารายใหญ่อย่าง Amazon เอง หรือ Pinterest ที่ประกาศลดพนักงานเกือบ 15% เพื่อทุ่มทรัพยากรไปที่บทบาทงานที่เกี่ยวข้องกับ AI แทน
สำหรับชะตากรรมของพนักงานที่ได้รับผลกระทบในรอบนี้ ซึ่งครอบคลุมทั้งในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และคอสตาริกา เบธ กาเล็ตตี (Beth Galetti) รองประธานอาวุโสฝ่ายประสบการณ์พนักงานและเทคโนโลยี ระบุว่า ระบุว่า พนักงานในสหรัฐฯ จะได้รับเวลา 90 วันในการหางานตำแหน่งใหม่ภายในบริษัท หากไม่สำเร็จหรือไม่ต้องการทำงานต่อ จะได้รับเงินชดเชย บริการช่วยหางานภายนอก และสวัสดิการประกันสุขภาพ
หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.42 บาท ณ วันที่ 30 มกราคม 2569
ภาพ : SEBASTIEN BOZON / AFP
อ้างอิง:
- https://apnews.com/article/amazon-layoffs-job-cuts-tech-74387fae2313ff7b0b1e638c00863443
- https://www.wsj.com/tech/amazon-to-lay-off-around-16-000-corporate-employees-932df0be
- https://www.bbc.com/news/articles/cx2ywzxlxnlo
- https://abcnews.go.com/Business/amazon-reduce-staff-16000-company-email-staff/story


