Menu
223322

เปิดใจเส้นทางสู่การเป็นบิวตี้กูรูและเมกอัพอาร์ทิสต์ของ ฟลุค ชูสุวรรณ พร้อมแนะนำเมกอัพสำหรับผู้ชาย

15.03.2019
  • LOADING...
  • Loading...

HIGHLIGHTS

4 Mins. Read
  • เปิดใจเส้นทางสู่การเป็นบิวตี้กูรูและเมกอัพอาร์ทิสต์ของ ฟลุค-รพี ชูสุวรรณ หรือที่หลายคนรู้จักเขาดีในชื่อ Alwaysfluke ผู้มีประสบการณ์ทำงานร่วมกับแบรนด์เครื่องสำอางลักชัวรีมากมาย อาทิ Jean Paul Gaultier Monsieur, Chanel, Paul & Joe, Shiseido, Givenchy, The Balm, YSL, THREE และ Suqqu

ฟลุค-รพี ชูสุวรรณ คือบิวตี้กูรูและเมกอัพอาร์ทิสต์ที่หลายคนรู้จักเขาดีในนามของ Alwaysfluke นอกจากเขาจะมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับแบรนด์เครื่องสำอางลักชัวรี อาทิ Jean Paul Gaultier Monsieur, Chanel, Paul & Joe, Shiseido, Givenchy, The Balm, YSL, THREE และ Suqqu ในฐานะเมกอัพอาร์ทิสต์แล้ว เขายังเปิดคอร์สสอนแต่งหน้าของตัวเอง รวมทั้งเป็นบิวตี้อินฟลูเอนเซอร์เต็มตัวครบทุกช่องทาง ทั้ง Facebook และ YouTube แต่กว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ เขาต้องผ่านอะไรมามากมาย ต้องอาศัยทั้งความขยัน ความกล้า ความบ้า หลอมรวมให้เขาเป็นอย่างทุกวันนี้ ครั้งนี้นอกจากเขาจะมาเปิดใจบอกเล่าเส้นทางสู่การเป็นบิวตี้กูรูและเมกอัพอาร์ทิสต์แล้ว เขายังแนะนำเมกอัพสำหรับผู้ชายให้ผู้อ่าน THE STANDARD ด้วย

 

 

พื้นฐานเริ่มจากการวาดรูป

ฟลุค: เราเรียนมัธยมฯ สายวิทย์-ชีววิทยา พอขึ้นมหาวิทยาลัยก็ไปเรียนนิติศาสตร์ที่

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พอจบก็ไปเรียนต่อปริญญาโทที่นิด้า (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์) ซึ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการแต่งหน้าเลย แต่มันมีจุดเริ่มต้นสมัยเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดันไปอยู่ชมรมศิลปะการแสดง ในชมรมทุกคนก็จะมีหน้าที่ต่างๆ สลับสับเปลี่ยนกันไป ส่วนตัวเราเป็นคนที่แสดงอะไรไม่ได้เลย ก็มีแต่เรื่องการแต่งหน้านี่แหละที่ได้เรื่อง โชคดีว่าตอนเด็กๆ พอมีพื้นฐานวาดรูป เพราะทุกวันเสาร์-อาทิตย์จะไปเรียนวาดรูป ทำให้พอคุ้นเคยกับการจับแปรงหรือพู่กัน ก็ได้ช่วยแต่งหน้าในชมรมตั้งแต่ตอนนั้น

 

 

อาชีพแต่งหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ฟลุค: พอเราแต่งหน้าไปเรื่อยๆ ปุ๊บ ก็เริ่มมีพี่ๆ น้องๆ อยากให้สอน และมีคนเรียกใช้ไปแต่งหน้าให้บ่อยๆ เราก็รู้สึกว่ามันโอเคนะ ตอนนั้นก็เริ่มสนใจจริงจัง ในขณะที่พอเรียนจบทั้งที่ธรรมศาสตร์และนิด้า ก็ไปเป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม สอนอยู่ 7 ปี ระหว่างที่สอนก็ยังคงทำงานแต่งหน้าควบคู่กันไปด้วย แต่ก่อนอาชีพช่างแต่งหน้าเป็นอาชีพที่ยังไม่มีใครยอมรับเลยนะ ที่บ้านผมแอนตี้ด้วยซ้ำ เพราะสมัยก่อนมันถูกมองเป็นอาชีพที่ไม่มีการศึกษา ขนาดที่เคยถูกคนที่เขาจ้างไปแต่งหน้าพูดว่า “พี่เรียนธรรมศาสตร์ไม่จบใช่ไหม ถึงมาเป็นช่างแต่งหน้า” โอ้โห เขาพูดออกมาแบบไม่รู้สึกอะไรเลยกับคำพูดเหล่านั้น เราก็ไม่ตอบโต้อะไร แต่ลึกๆ แล้วเราก็รู้ว่าสังคมส่วนใหญ่มองอาชีพแต่งหน้าเป็นแบบนั้น มันไม่ได้เป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับเหมือนอย่างทุกวันนี้

 

เริ่มโด่งดังจากยุคฟอร์เวิร์ดอีเมล
ฟลุค: อินเทอร์เน็ตเพิ่งเข้ามาในช่วงที่ทำงานเป็นอาจารย์ในปีท้ายๆ ตอนนั้นแหละที่เป็นยุคของเว็บบอร์ดพันทิป และเริ่มมีการเขียนบล็อกออนไลน์ต่างๆ จะเรียกว่าเป็นยุคเริ่มต้นของบิวตี้บล็อกเกอร์ก็ได้ เราเองก็เริ่มต้นเขียนบล็อกตั้งแต่ตอนนั้น แต่ช่วงแรกฟีดแบ็กไม่ดีนะ เพราะเราจะโพสต์รูปแต่งหน้าที่เป็นธรรมชาติ เราเน้นแก้ไขจุดบกพร่องต่างๆ เป็นหลัก พอลงรูปไปคนก็มองไม่ออก เพราะไม่มีการเปรียบเทียบ ครั้งต่อไปเลยขออนุญาตลูกค้าลงรูป Before กับ After แล้วจากนั้นก็เป็นกระแสเลย ตอนนั้นเป็นยุคแห่งการฟอร์เวิร์ดอีเมล แล้วรูปแต่งหน้า Before กับ After ก็กลายเป็นกระแสถกเถียงกันมากมายว่าเราใช้ Photoshop แต่งภาพแน่นอน ไม่มีทางที่จะแต่งหน้าแก้ไขได้แบบนี้

 

การเริ่มต้นจากบิวตี้กูรูสู่อาชีพเมกอัพอาร์ทิสต์

ฟลุค: เป็นเวลา 14 ปีแล้วที่เริ่มต้นมาจากการเขียนบล็อกและรีวิว มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะกับการเริ่มต้นจากเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วให้ได้รับการยอมรับ แต่ก่อนการที่คุณจะเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ คุณต้องมีเงินในการซื้อเครื่องสำอางเอง ส่วนใหญ่บิวตี้บล็อกเกอร์รุ่นแรกๆ เขาก็ไปเจอกันตอนเสียค่าคอร์สไปเวิร์กช็อปเรียนแต่งหน้าที่จัดขึ้นโดยแบรนด์ต่างๆ เราต้องจ่ายค่าเข้าเวิร์กช็อป ต้องจ่ายค่าซื้อเครื่องสำอาง เราก็เริ่มจากตรงนั้น คือเวิร์กช็อป ซื้อของมาใช้ แล้วก็ไปรีวิวตามความเห็นส่วนตัวของเรา ซึ่งแบรนด์แรกๆ ที่มาจับกลุ่มบิวตี้บล็อกเกอร์ก็คือ Kanebo เขาสนใจเราจากข้อสงสัยที่ว่า ทำไมรองพื้นรุ่นหนึ่งของเขาขายหมด เขาก็ไปสืบๆ ดู จนมาเจอว่าเราเป็นคนรีวิวเขียนถึง ซึ่งยุคนั้นกระทู้ของเราดังมาก แล้วก็มีคนด่าเยอะว่าเราเป็นหน้าม้าของแบรนด์ Kanebo ซึ่งบอกตรงๆ เรากับแบรนด์ไม่เกี่ยวข้องกันเลย เราแค่ใช้ดีก็บอกว่าดี พอชอบผลิตภัณฑ์มากเลยเขียนเชียร์ไปเต็มที่ หลังจากนั้นแบรนด์ก็ติดต่อมาและได้ทำงานด้วยกันในภายหลัง

 

 

ความคิดปัจจุบันกับการเป็นเมกอัพอาร์ทิสต์มืออาชีพ

ฟลุค: เราใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มมีงานจ้างจากแบรนด์ที่มีชื่อเสียง แต่ยุคนี้น้องบิวตี้บล็อกเกอร์รุ่นใหม่เกิดขึ้นมากมาย ถ้าเข้ามาแล้วสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองได้เร็วก็ได้เงินแล้ว ต้องพูดแบบนี้ว่าหลายคนอาจอยากเข้ามาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์เพราะความหอมหวานของผลประโยชน์ที่จะได้รับ เช่น ตัวเงิน หรือข้าวของเครื่องสำอาง แต่อย่าลืมว่าเราอยู่ในยุคที่ทุกอย่างมาเร็วมาก ทุกคนสามารถมีชื่อเสียงได้เร็วจริง แต่อะไรล่ะที่จะทำให้คุณอยู่ในเส้นทางนี้ได้อย่างยาวนาน เวลามีคนมาถามว่าจะเริ่มอย่างไร เราก็จะบอกเสมอว่าเริ่มได้เลย ทุกคนมีมือถือ มีช่องทางโซเชียลเป็นของตัวเอง อยากเขียนอะไรเขียนไป สุดท้ายคนที่จะบอกว่าคุณดังหรือไม่ดังไม่ใช่ตัวคุณนะ แต่มันคือคนอ่านของคุณ

 

จากประสบการณ์กว่า 14 ปีที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงในวงการนี้ น่าจะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า Alwaysfluke คือตัวจริงที่มีผลงานมากมายการันตีในความสามารถด้านการแต่งหน้า กับบทบาทการเป็นบิวตี้กูรู เมกอัพอาร์ทิสต์ รวมถึงอาจารย์สอนแต่งหน้า ทำให้เขามีประสบการณ์ดีๆ มากมายที่พร้อมจะแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับเทคนิคการดูแลผิวพรรณ ในฐาะนะที่เขาเป็นผู้ชายที่คุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์และเมกอัพมากมาย THE STANDARD จึงขอให้เขาช่วยแนะนำผลิตภัณฑ์สำหรับคุณผู้อ่านที่เป็นผู้ชายโดยเฉพาะ

 

ฟลุค: เรื่องการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อดูแลผิวในผู้ชาย ถ้าเป็นเมื่อก่อนเห็นผู้ชายคนไหนหยิบครีมมาทาหน้านี่ถูกเหมารวมว่าไม่แมนทันที แต่ตอนนั้นก็ต้องยอมรับว่าตลาดความงามสำหรับผู้หญิงมันเต็มไปหมด แบรนด์ใหญ่ๆ ก็เริ่มเบนมาสนใจตลาดของผู้ชายมากขึ้น เพราะมันมีโอกาสเติบโตไปได้อีก แต่โดยพื้นฐานจริงๆ แล้วไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง คุณก็ต้องดูแลตัวเองอยู่ดี ตอนนี้ผู้นำด้านความงามในระดับ Global อย่างแบรนด์​ Chanel ก็บุกเบิกเครื่องสำอางสำหรับผู้ชายออกมาแล้ว แต่ไอเท็มก็ยังน้อยชิ้นอยู่ แต่มีแบรนด์ใหม่ที่ยังไม่เข้าไทยคือ THREE X Fiveism เป็นอะไรที่สนใจมาก เราถึงขั้นบินไปญี่ปุ่นเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มาใช้เองเลย รองพื้นของเขามีจุดเด่นเรื่องเฉดสีออกแบบมาเพื่อผู้ชายจริงๆ 10 กว่าเฉด เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องมีสกิลในการแต่งหน้าก็สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ได้อย่างง่ายและดูเป็นธรรมชาติ

 

 

ไอเท็มแนะนำว่าต้องมีสำหรับผู้ชาย

 

1.ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า ต้องดูให้เหมาะสมกับสภาพผิวของตัวเองด้วย ไม่ใช่ไปคิดว่าเป็นผู้ชายต้องใช้สูตรสำหรับหน้ามันอย่างเดียว มันไม่เสมอไป เพราะผู้ชายไม่ได้เกิดมามีแค่ผิวมันเท่านั้น สภาพผิวก็มีทั้งผิวแห้ง ผิวผสม หรือผิวมัน ก็ว่ากันไป แต่ถ้าทุกคนจะมุ่งไปที่การล้างหน้าเพื่อขจัดความมันออกไปอย่างเดียว ผิวมันจะเสียสมดุล เมื่อหน้าตึงแห้งผิวก็สร้างน้ำมันขึ้นมาอีก ถ้าต่อจากนั้นไม่ดูแลเรื่องความสะอาด สิวก็ตามมา เป็นการสร้างปัญหาผิวเพิ่ม จึงแนะนำว่าควรล้างหน้าให้ผิวสะอาด และรู้สึกสบายหน้าก็พอ

 

2. ครีมบำรุงผิวตามสภาพผิว

หลังล้างหน้าเสร็จก็ตามด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสักนิดหนึ่ง ไม่ควรปล่อยให้หน้าแห้งเกินไป เดี๋ยวนี้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับผู้ชายมีมากขึ้นตามท้องตลาด ซึ่งล้วนผลิตมาเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน อะไรเดิมๆ ที่ผู้ชายเคยไม่ชอบหรือกังวล เช่น ทาแล้วเหนียวเหนอะหนะ เดี๋ยวนี้ก็มีหลายเนื้อผลิตภัณฑ์แล้ว ทั้งเซรั่ม อิมัลชัน และครีมบำรุงที่ซึมซาบเร็ว ใช้แล้วไม่เหนอะหนะผิว สิ่งสำคัญต้องไม่ลืมคือเลือกให้ตรงกับสภาพผิว และมีวันที่เหนื่อยล้า ต้องผจญกับมลพิษทางอากาศหรือแสงแดดมากเกินไป แนะนำให้มาสก์หน้าสักแผ่น โปะไว้เย็นๆ จะช่วยปลอบผิวให้สดชื่นขึ้น

 

3. ครีมกันแดด

เวลาจะซื้อครีมกันแดดผมอยากแนะนำว่า การเลือกค่า SPF (Sun Protection Factor) ที่สูงมากๆ ไม่ได้ดีต่อผิวเสมอไปนะ เพราะเราควรเลือกค่า SPF จากกิจกรรมหรือไลฟ์สไตล์ของเราจึงจะเหมาะสมทั้งกับค่าการปกป้องและไม่เป็นการทำร้ายผิว สมมติว่าบางคนใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงอย่างเดียว ปัญหาที่เขาเสี่ยงว่าจะต้องเจอแน่ๆ คือปัญหาผิวอุดตันแล้วเป็นสิว อย่าลืมว่าครีมกันแดดที่มีค่าการปกป้องสูงๆ ทั้งกันรังสี UV ทั้งกันน้ำ ถ้าเราล้างทำความสะอาดไม่หมดจดจริงๆ สารเหล่านี้ตกค้างอยู่บนผิวแล้วทำให้อุดตัน หมักหมมกลายเป็นสิวได้

 

4. ผลิตภัณฑ์ประเภทเบสเมกอัพหรือรองพื้น

แนะนำว่าควรมีไว้บ้าง พวกเบสเมกอัพบางๆ ไม่ว่าจะเป็นทินต์มอยส์เจอร์ไรเซอร์ หรือว่ารองพื้น บางคนจะใช้คุชชันก็ได้นะ ซึ่งแนะนำให้ไปลองที่ช็อปหรือเคาน์เตอร์ก่อน แล้วค่อยซื้อ ส่วนตัวถ้าให้แนะนำสำหรับน้องๆ ผู้ชายวัยนักศึกษา ลองไปดูที่ช็อป Laneige ก็ได้ เพราะเขามีเรนจ์สีที่กว้างมาก มีทั้งสว่างจนถึงเข้ม เนื้อผลิตภัณฑ์มีหลากหลาย หรือแบรนด์เครื่องสำอาง Inglot จากโปแลนด์ที่เพิ่งเข้าไทยไม่นาน ก็เป็นแบรนด์ที่มาแรง และมีเรนจ์สีกว้างมาก มีเฉดสีให้เลือกเยอะ อีกทั้งราคาก็เบาๆ อยู่ในระดับราคาเดียวกับแบรนด์ NYX หรือ Urban Decay ใครมีงบมากขึ้นหน่อยก็ดูรองพื้นของแบรนด์ Nars ก็ได้ครับ มีเฉดสีที่เหมาะกับเอเชียเยอะ และมีหลายเนื้อให้เลือก ตั้งแต่เบาบางไปจนถึงปกปิดสูง

 

 

5. ลิปบาล์ม ผู้ชายควรบำรุงริมฝีปากบ่อยๆ ด้วยลิปบาล์มอยู่เสมอ สังเกตดูจะพบว่าส่วนใหญ่มีปัญหาปากแห้ง ลอก ไม่มีความชุ่มชื้น ซึ่งการเลือกลิปบาล์มนั้น ถ้าจะให้ดีและไม่ดูโป๊ะ ควรเลือกรุ่นที่ผลิตมาสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ เพราะเวลาเอามาทาแล้วริมฝีปากไม่มันวาวเหมือนเวลาผู้หญิงทาลิปบาล์ม แต่ได้รับการบำรุงที่ชุ่มชื้นเหมือนกัน

Tips: อีกหนึ่งไอเท็มที่ผู้ชายคิ้วบางต้องมีคือ ที่เขียนคิ้ว เพราะการเติมคิ้วให้เข้มขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติด้วยดินสอเขียนคิ้วจะช่วยให้ดูแมนมากขึ้น อย่าลืมว่าสัญลักษณ์ของผู้ชายคือคิ้ว (สัญลักษณ์ของผู้หญิงคือขนตา) โดยสีที่แนะนำถ้าจะเขียนคิ้วผู้ชายให้เข้มเป็นธรรมชาติและดูแมนขึ้นคือโทนสีน้ำตาลอมเทา

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

  • LOADING...
  • Loading...

READ MORE

FOLLOW US

RELATED STORIES

Sorry, No Related Posts Found.

MOST POPULAR