วันนี้ (29 กันยายน) อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตที่ 1 จังหวัดกาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมนำสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ยา และอาหาร แจกจ่ายให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำในหลายพื้นที่ของจังหวัดกาญจนบุรี
พร้อมกันนี้ ยังนำรถสุขาเคลื่อนที่เข้าพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกและบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนในตำบลหนองกุ่ม อำเภอบ่อพลอย ตำบลวังด้ง และตำบลปากแพรก อำเภอเมือง รวมถึงพื้นที่โดยรอบอ่างเก็บน้ำลำตะเพิน และตำบลหนองกระทุ่ม เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตในช่วงสถานการณ์วิกฤตได้
อัครนันท์กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เน้นเข้าถึงประชาชนในจุดที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเด็ก ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในการเดินทางออกมารับความช่วยเหลือ จึงจำเป็นต้องนำความช่วยเหลือเข้าไปให้ถึงพื้นที่และถึงมือประชาชนโดยตรง พร้อมย้ำว่า ในสถานการณ์น้ำท่วม สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว แต่ต้องเข้าไปดูแลและเตรียมความพร้อมตั้งแต่ต้น เพราะหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น การเข้าถึงประชาชนจะทำได้ยากขึ้น
อัครนันท์กล่าวว่า กันไว้ดีกว่าแก้ เพราะเราไม่รู้ว่าน้ำจะมาแรงแค่ไหน แต่สิ่งที่เรารู้แน่ๆ คือ ถ้าประชาชนเดือดร้อน เราต้องเข้าไปให้ถึงเขาให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะคนที่ช่วยเหลือตัวเองได้ยาก เราต้องไม่รอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยเข้าไปช่วย หากรอให้สถานการณ์รุนแรงแล้วค่อยเข้าไปช่วย อาจไม่ทันการณ์
อัครนันท์กล่าวต่อว่า วันนี้ต้องเข้าไปถึงพื้นที่เพื่อดูว่าประชาชนขาดอะไร ต้องการยา อาหาร หรือของใช้จำเป็นอะไรบ้าง และต้องดูแลคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เป็นพิเศษ เพราะสำหรับคนที่กำลังเดือดร้อน ความช่วยเหลือที่สำคัญที่สุด คือการมีคนเข้าไปหาเขาในวันที่เขาต้องการ ไม่ใช่รอให้เขาต้องร้องขอ พร้อมระบุว่า หน้าที่ของผู้แทนราษฎรไม่ใช่แค่การทำงานในสภา แต่ต้องอยู่กับประชาชนในวันที่ประชาชนกำลังลำบาก
“ฉะนั้นเราจะพยายามเข้าไปให้ถึงทุกพื้นที่ และดูแลทุกคนเท่าที่เราจะทำได้” อัครนันท์กล่าว
อัครนันท์ยังกล่าวย้ำว่า การช่วยเหลือประชาชนในช่วงน้ำท่วมไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการนำสิ่งของไปแจก แต่ต้องรับฟังปัญหาหน้างาน ประเมินความต้องการของแต่ละพื้นที่ และติดตามต่อเนื่องว่าหลังจากความช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ยังมีประชาชนกลุ่มใดที่ต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติม โดยระบุว่า การได้เข้ามาทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกิดจากความไว้วางใจของประชาชนที่มอบโอกาสให้เป็นตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ ดังนั้น เมื่อถึงวันที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน ไม่ว่าจะจากน้ำท่วมหรือปัญหาใด การลงพื้นที่รับรู้ปัญหาและอยู่เคียงข้างประชาชนจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำ
“วันที่พี่น้องประชาชนให้โอกาสผมเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร ผมรับโอกาสนั้นมาด้วยความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อประชาชน เพราะฉะนั้นในวันที่พี่น้องกำลังลำบาก ผมจะทิ้งไปไหนไม่ได้ คนที่ให้โอกาสเรามา เราต้องกลับมาดูแลเขา ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน จะเป็นผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ เด็ก หรือครอบครัวไหนก็ตาม เราจะพยายามเข้าไปให้ถึง และจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” อัครนันท์กล่าว
อัครนันท์ระบุอีกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม คือการทำให้ประชาชนรู้ว่า ในวันที่เกิดวิกฤต พวกเขายังมีคนที่พร้อมเข้ามารับฟังปัญหา ประสานความช่วยเหลือ และอยู่กับประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เพราะตำแหน่งผู้แทนราษฎรไม่ได้มีความหมายแค่วันที่เข้าไปทำงานในสภา แต่มีความหมายมากที่สุดในวันที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน เพราะนั่นคือวันที่ประชาชนต้องการให้เราอยู่ข้างเขามากที่สุด


