หุ้นเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับ AI กำลังมีอิทธิพลเหนือตลาดหุ้นทั่วโลก ไล่ตั้งแต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันมีมูลค่า 67 ล้านล้านดอลลาร์ มีสัดส่วนมาจากหุ้นเทคเกือบ 40% และหากนับรวมไปถึงบริษัทอื่นๆ ที่ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเทค ตัวอย่างเช่น Alphabet (กลุ่มสื่อสาร), Amazon (กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย) และ Meta Platforms (กลุ่มสื่อสาร) ซึ่งล้วนแต่มีการใช้จ่ายอย่างมหาศาลไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เข้ามารวมด้วย สัดส่วนมูลค่าตลาดของกลุ่มเทคโนโลยีและบริษัทที่ลงทุนใน AI ในดัชนี S&P 500 จะพุ่งสูงขึ้นเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าทั้งตลาด
ประเด็นสำคัญ
อิทธิพลของหุ้นเทคที่ครอบงำตลาดหุ้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐฯ ตลาดหุ้นในฝั่งเอเชีย อย่างกรณีของเกาหลีใต้และไต้หวันก็กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แตกต่างกัน โดยหุ้น Samsung และ SK Hynix เพียงสองตัวคิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ขณะที่หุ้น Taiwan Semiconductor เพียงตัวเดียวคิดเป็นสัดส่วนเกิน 50% ของตลาดหุ้นไต้หวัน
แม้แต่ตลาดหุ้นไทย (ที่หลายคนบอกว่าไม่มีหุ้นเทค) ก็ได้รับอิทธิพลนี้เช่นกัน ถ้าย้อนไปดู 5 ปีก่อน หุ้นกลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มที่มีน้ำหนักราว 20-25% ของหุ้นไทย ส่วนหุ้นอิเล็กทรอนิกส์มีน้ำหนักประมาณ 5% ปัจจุบันหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ที่นำโดยหุ้นอย่าง DELTA ขยับขึ้นมามีน้ำหนักเกือบ 25%
ภาพความยิ่งใหญ่ของหุ้น AI ที่เป็นตัวนำดัชนีหุ้นหลายประเทศทั่วโลกให้ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-Time High) ดูเหมือนจะเป็นเทรนด์ที่ไม่มีวันสะดุด แต่ท่ามกลางการปฏิวัติเทคโนโลยีครั้งใหม่นี้ อาจซ่อนความเปราะบางของตลาดไว้ใต้วัฏจักรเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงความท้าทายของหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนที่อาจเผชิญกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
รอยร้าวในตลาดกระทิง เมื่อ ‘หุ้นยุคใหม่’ ทิ้งห่าง ‘หุ้นยุคเก่า’
ปมปัญหาแรกคือ การกระจุกตัวแบบสุดขั้ว (Extreme Bifurcation) สัดส่วนมูลค่าตลาดของหุ้นกลุ่มเทคใน S&P 500 ที่พุ่งทะลุ 39.4% ในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นระดับที่สูงยิ่งกว่าช่วงที่เกิดภาวะฟองสบู่ดอตคอมในปี 2000 ที่ประมาณ 35%
Jim Paulsen อดีตหัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Leuthold Group และนักลงทุนชื่อดังอย่าง Michael Burry เริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างหุ้นยุคเก่าและหุ้นยุคใหม่ที่น่ากังวลมากขึ้น เพราะตามปกติแล้วดัชนีตลาดที่แข็งแกร่ง หุ้นเศรษฐกิจยุคเก่า เช่น ธนาคาร ภาคการผลิต มักจะเติบโตไปในทิศทางเดียวกับหุ้นเทค
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ หุ้น AI วิ่งทะยานนำหน้าไปอย่างเห็นได้ชัด และสถิติที่น่าสนใจคือในช่วงที่ดัชนี S&P 500 ทำจุดสูงสุดใหม่ กลับมีหุ้นถึง 5% ในดัชนีที่ราคาดิ่งลงทำจุดต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์
ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา หุ้น AI ยุคใหม่ทำผลงานได้ดีกว่าหุ้นส่วนที่เหลือในดัชนีโดยเฉลี่ยเกือบเจ็ดเท่า โดยเพิ่มขึ้น 36.2% เทียบกับ 5.3%
Paulsen บอกว่า การปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงของหุ้นยุคใหม่นับตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2026 ถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด ที่ส่งผลให้นักลงทุนมองโลกในแง่ดีอย่างมาก ความตื่นเต้นในเรื่อง AI กำลังพาตลาดหุ้นพุ่งขึ้นทำสถิติใหม่อีกระลอก อย่างไรก็ตาม การแรลลี่ครั้งล่าสุดนี้มาพร้อมกับความสัมพันธ์ของราคาหุ้นยุคใหม่กับยุคเก่าที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในช่วง 12 เดือนย้อนหลัง ซึ่งสะท้อนว่าการแรลลี่ในปัจจุบันอาจไม่มีความยั่งยืน
Paulsen ย้ำว่า ความแตกต่างของสองขั้วไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันดำเนินมาถึงจุดแตกหักแล้ว ความแตกต่างนี้จะเริ่มมาตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดกระทิงยุคปัจจุบันเริ่มต้นขึ้น แต่ความไม่สมดุลนี้ทวีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป แม้ว่าเหตุผลเบื้องหลังที่ว่าทำไมหุ้นในกลุ่มหนึ่งถึงทำผลงานได้ดีกว่าอีกกลุ่มหนึ่งจะฟังดูสมเหตุสมผล แต่คำถามคือนักลงทุนสามารถเชื่อมั่นได้มากน้อยแค่ไหนบนความร้อนแรงที่กำลังเกิดขึ้น
ก้าวข้ามจุดพีก? ทำไมยุคทอง AI อาจสั้นกว่าที่คิด
ปมปัญหาที่สองคือ ‘เงื่อนเวลา’ นักลงทุนส่วนใหญ่มักคาดหวังว่าการปฏิวัติ AI จะสร้างผลตอบแทนระดับปรากฏการณ์ไปอีกหลายทศวรรษ แต่ข้อมูลกลับชี้ว่าเราอาจกำลังวิ่งเข้าสู่จุดอิ่มตัวเร็วกว่าที่คิดไว้มาก
Aashray Iyer นักวิจัยของ HCI & Cognitive Science บอกว่า ในอดีตวัฏจักรของเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ไม่ว่าจะเป็นยุคเมนเฟรม ยุคพีซี ยุคอินเทอร์เน็ต หรือยุคสมาร์ทโฟน มักจะมีช่วงเวลาฟูเฟื่องและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนอย่างบ้าคลั่งยาวนานประมาณ 1 ทศวรรษ (10-12 ปี) ก่อนจะกลายเป็นเพียงเรื่องพื้นฐาน แต่ AI กลับมีวิวัฒนาการที่เร็วกว่ายุคเหล่านั้นถึง 2-3 เท่า เพราะมันสามารถใช้ตัวมันเองในการเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดได้
สัญญาณนี้ปรากฎให้เห็นในงาน Google I/O ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่ง Sundar Pichai ซีอีโอของ Google เน้นย้ำถึงการนำ AI มาผสานเข้ากับโปรแกรมใช้งานพื้นฐานอย่าง Search, Gmail หรือ Docs
Iyer บอกว่า คำกล่าวของซีอีโอ Google สะท้อนว่า AI กำลังเปลี่ยนสถานะจากเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก กลายเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่สำคัญที่แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันเหมือนกับอินเทอร์เน็ตทุกวันนี้
ซึ่งในท้ายที่สุดยุคทองของ AI จะไม่ได้จบลงด้วยการพังทลายแบบฟองสบู่แตก แต่มันจะจบลงด้วยการกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาเสียจนไม่มีใครเรียกมันว่ายุค AI อีกต่อไป และเมื่อถึงจุดนั้น การประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มนี้ระดับพรีเมียมมหาศาลก็อาจไม่ใช่สิ่งสมเหตุสมผลอีกต่อไป
ความท้าทายของผู้คุมกฎ เมื่อราคาพุ่งทะยานแซงปัจจัยพื้นฐาน
ปมปัญหาที่สาม ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในฝั่งของหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) ทั่วโลก คือการจัดการกับพฤติกรรมเทรดแบบปั่นกระแส
ในสหรัฐฯ ไต้หวัน หรือเกาหลีใต้ ผู้คุมกฎอาจปล่อยให้กลไกตลาดทำงานได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากหุ้นเทคในประเทศเหล่านั้น เช่น NVIDIA, TSMC, SK Hynix มีการเติบโตของกำไรสุทธิที่แข็งแกร่งรองรับมูลค่าหุ้นที่พุ่งสูงขึ้นจริง
แต่สำหรับประเทศอื่นที่ได้รับอานิสงส์ทางอ้อม เรื่องนี้กลับกลายเป็นดาบสองคม ในประเทศจีน อู๋ ชิง ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์ (CSRC) เพิ่งออกมาเตือนผู้จัดการกองทุนอย่างจริงจังว่าให้สนับสนุนนวัตกรรมที่แท้จริง และหยุดทุ่มเดิมพันแบบหลับหูหลับตาในหุ้นที่เกาะกระแส AI เพียงเพื่อหวังทำกำไรระยะสั้น
ขณะที่ในประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพิ่งออกโรงเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังการเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) หลังพบว่าราคาพุ่งสูงขึ้นจนค่า P/E และ P/BV ทะลุระดับที่เกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก แม้จะมีสตอรี่เรื่อง AI และ Data Center มาสนับสนุนก็ตาม ปัจจุบันหุ้นอย่าง DELTA ที่ถูกเพ่งเล็งยังคงอยู่ในช่วง Cooling period ขณะที่ CCET และ SMT เข้าสู่มาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 ไปแล้ว
ล่าสุด อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า การออกคำเตือนดังกล่าว พิจารณจากภาพรวมว่าการซื้อขายและความผันผวนที่ผิดปกติไปในบางช่วงเวลา โดยพิจารณาร่วมกับปัจจัยพื้นฐานว่ามีส่วนที่ทำให้การซื้อขายเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่
“จริงๆ เราไม่ได้ถึงกับเตือนเพื่อหยุดยั้งการซื้อขาย แค่ทำหน้าที่ของเราในการเตือนให้นักลงทุนใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน อย่างการเปรียบเทียบมูลค่าของธุรกิจนั้นๆ เทียบกับธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันที่จดทะเบียนอยู่ต่างประเทศ ว่าแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน”
คำถามคือ ทำไมผู้คุมกฎไทยถึงต้องแอ็กชันในเรื่องนี้?
ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ชี้ให้เห็นว่า เมื่อตลาดกระจุกตัวมากเกินไป ย่อมนำมาซึ่งความเสี่ยงที่จะทำให้ตลาดผันผวนมากยิ่งขึ้น อย่างที่เราเห็นกับตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ปัจจุบันอาจพูดได้ว่า เป็นเหมือนการลงทุนซื้อหุ้นเพียงแค่ 2 ตัวหลักๆ
สำหรับหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่ปรับตัวขึ้นมา ไม่ได้มีส่วนเชื่อมโยงกับการผลิต AI โดยตรงเท่ากับผู้เล่นหลักในต่างประเทศ ขณะที่ผู้บริหารของบริษัทอย่าง DELTA หรือ KCE เองก็ยอมรับว่า กำไรจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรง ยังไม่ได้ส่งผลบวกชัดเจนในระยะสั้น
เพราะฉะนั้นการที่นักลงทุนเก็งกำไรจน P/E พุ่งไปไกล จึงเต็มไปด้วยความเปราะบาง ยิ่งไปกว่านั้นดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ใช้การคำนวณแบบ Market Cap Weighted ซึ่งทำให้หุ้นขนาดใหญ่ที่มีราคาผันผวนเพียง 1-2 ตัว สามารถบิดเบือนทิศทางของดัชนีทั้งตลาดได้
อย่างไรก็ตาม เราเห็นการพยายามแก้ปัญหานี้ต่อเนื่องมาเป็นระยะ รวมทั้งการเปิดตัวดัชนี SET50FF (SET50 Free Float Adjusted Market Capitalization Weighted Index) และดัชนี SET100FF (SET100 Free Float Adjusted Market Capitalization Weighted Index) เมื่อเดือนมกราคม 2567 ซึ่งเป็นดัชนีที่ปรับน้ำหนักของหุ้นแต่ละตัวตามสัดส่วน Free Float เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของหุ้นบางตัวหรือบางกลุ่มที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมา
มุมมองนี้สอดคล้องกับ กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ที่ประเมินอย่างตรงไปตรงมาว่า หุ้นในกลุ่ม Supply chain ของไทยทั้ง DELTA, HANA, KCE และ CCET ปัจจุบันราคาพุ่ง “เกินมูลค่าพื้นฐานไปแล้วถึง 20-40%”
“DELTA กำไรเติบโตจริง แต่โตไม่ทันกับ P/E ที่ทะลุ 100 กว่าเท่าไปแล้ว และปีหน้าก็ยังคงอยู่ระดับเฉียด 100 เท่า สิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ออกมาเตือนคือการเตือนแบบอ้อมๆ เพราะหากระบุชื่อ DELTA ตรงๆ อาจทำให้ตลาด Panic ได้ทันที เนื่องจากโครงสร้างตลาดของเรา ปัจจุบันทุกๆ 1 บาทของการเปลี่ยนแปลงในหุ้น DELTA จะส่งผลกระทบต่อดัชนี SET ถึง 1 จุด” กรรณ์ระบุ
สถานการณ์นี้จึงกลายเป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของผู้คุมกฎ เพราะหากปล่อยให้ดัชนีถูกผลักดันด้วยความคาดหวังที่ไร้กำไรมารองรับ ความเสียหายยามที่ฟองสบู่ความเชื่อมั่นแตกออกจะรุนแรงเกินเยียวยา แต่หากสกัดกั้นแรงเกินไป ก็อาจทำลายสภาพคล่องและบรรยากาศการลงทุนในตลาดที่ซบเซาอยู่แล้วให้เงียบเหงาลงไปอีก
ภาพ: Yuichiro China

