×

โควิด-19 เร่งไทยเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล รัฐต้องบูรณาการ ธุรกิจต้องปรับ คนต้องพัฒนา

31.05.2020

เริ่มต้นเซสชันบ่ายของวันสุดท้ายสำหรับ THE STANDARD ECONOMIC FORUM ด้วยหัวข้อ ‘Digital Transformation เมื่อไวรัสบังคับให้โลกหมุนไว เราจะชนะได้อย่างไร’ ภายใต้การร่วมเสวนาของ สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), อภิรัตน์ หวานชะเอม Chief Digital Officer บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด และ ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี สุทธิชัย หยุ่น เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

 

เปิดฉากการเสวนาผ่านมุมมองของสมชัยต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ในไทย โดยระบุว่า เป็นที่พูดถึงมาอย่างน้อย 4-6 ปีแล้ว แต่โควิด-19 กระตุ้นและบังคับให้ต้องปรับตัวเร็วขึ้น โดยมองว่าความปกติวิถีใหม่ (New Normal) ควรจะเป็นความปกติที่ควรทำมานานแล้ว

 

เทคโนโลยีมีความพร้อมมากขึ้น ไม่ว่าจะในแง่ของอุปกรณ์ที่ราคาถูกลง หรือโครงข่ายที่พัฒนาขึ้นมาถึงระดับ 5G ที่มีคุณสมบัติด้านความเร็ว ความหน่วงต่ำ (Low Latency) และมีขอบเขตมหาศาล (Mass Scale)

 

ความพร้อมทั้งแง่เทคโนโลยีและพฤติกรรมนี้ ไทยมีความพร้อมมากขึ้น และเปิดโอกาสให้กระบวนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digitization) เกิดได้มากขึ้น

 

โดยทั่วไปแล้ว การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลช่วยเหลือความสะดวกสบาย ลดต้นทุนได้อย่างมหาศาล และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สมชัยชี้ว่า โควิด-19 ทำให้เห็นความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านตรงนี้ว่าจำเป็นต่อการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) และการปรับโมเดลธุรกิจแบบใหม่ โดยเขาเชื่อว่า ทุกคนจำเป็นต้องเผชิญกับความกลัว เพื่อเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมใหม่

 

เพื่อการรอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ องค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ต้องปรับ เช่นเดียวกับภาครัฐ หากจะผลักดันให้เกิดไทยแลนด์ 4.0 ขึ้นนั้น ภาครัฐต้องมีการบูรณาการการทำงานและแผนให้มากขึ้น เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้สนับสนุนมากกว่าผู้ควบคุมด้วยการแก้ไขกฎหมายให้พร้อม และต้องใช้ทรัพยากรที่เข้าถึงให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

 

ในมุมมองของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล อภิรัตน์เห็นความสำคัญในการเริ่มจากตัวบุคคลผ่านการเปลี่ยนวิธีคิด (Mindset) และต้องท้าทายสภาพที่เป็นอยู่ (Status Quo) ความปกติใหม่ (New Normal) อันเป็นความเปลี่ยนแปลงจากโควิด-19 กระตุ้นให้ความท้าทายเหล่านี้เกิดขึ้นโดยไม่หยุดเพียงแค่เรื่องของดิจิทัล แต่ยังรวมไปถึงการทำงาน จนทำให้เห็นภาพของการทำงานจากบ้าน (Work from Home) และเห็นว่าประสิทธิภาพไม่เสียไป

 

อย่างไรก็ตาม ความปกติใหม่บางอย่างจะอยู่ถาวรและบางอย่างจะหายไป โดยในส่วนหลังอาจมองได้ว่าเกิดขึ้นจากความกลัวหรือโดนบังคับ แต่หากมีทางแก้อย่างวัคซีนขึ้นแล้ว ก็จะหมดไป เพราะความปกตินี้มีคุณค่า (Value) น้อยกว่าแรงเสียดทาน (Friction) ในทางกลับกัน หากคุณค่ามากกว่าแรงเสียดทาน ก็จะทำให้พฤติกรรมนั้นๆ คงดำเนินต่อไป

 

สำหรับขั้นต่อไป อภิรัตน์ระบุว่า ภายใต้สถานการณ์อย่างโควิด-19 ภาคธุรกิจต้องเข้าใจและตามความรู้สึกอ่อนไหว (Sentiment) ให้ทัน ว่าผู้บริโภครู้สึกอย่างไรในช่วงนี้ การเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากกว่าสิ่งอื่นๆ (Preference) ว่าเขาจะเลือกอะไร อย่างโจทย์หลักในปัจจุบัน อย่างความปลอดภัยหรือความหรูหรา และพฤติกรรม โดยส่วนหนึ่งต้องเข้าใจว่าความปกติใหม่ไม่ได้เท่ากันทุกคนและทุกที่ เมื่อเข้าใจส่วนนี้ ธุรกิจก็ต้องปรับเปลี่ยนในระดับหลัก (Core) อย่างการเอาฉากมากั้นระหว่างโต๊ะในร้านอาหารที่เป็นการทำเพื่อให้ธุรกิจหลักดำเนินไปได้ หลังจากนั้นจึงมาขยายธุรกิจเดิมไปหาโอกาสใหม่ (Adjacent) และใช้เทคโนโลยีสร้างโอกาสธุรกิจใหม่ด้วยโมเดลธุรกิจใหม่ (New Business Model) 

 

โควิด-19 ปลุกให้ตระหนักความสำคัญว่าแรงงานใหม่ๆ จะสร้างรายได้ให้ไทยในฐานะประเทศสูงวัยได้อย่างไร โดยคำตอบหนึ่งอาจมาจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) และสตาร์ทอัพ ซึ่งจะข้ามผ่านไปถึงจุดนั้นได้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด พัฒนาบุคคล พัฒนาทักษะ แล้วจึงเป็นการพัฒนาเทคโนโลยี ก่อนยกตัวอย่างว่าไทยถือเป็นศูนย์กลางการแพทย์ และเราสามารถพัฒนาระบบการแพทย์ระยะไกล (Remote Medication) ได้

 

ด้านธนวัฒน์เห็นด้วยกับผู้ร่วมเสวนาอีกสองท่านในประเด็นความพร้อมและประเด็นคุณค่ากับแรงเสียดทาน ก่อนคาดการณ์ว่า โควิด-19 ผลักให้เกิดระบบผสม (Hybrid) ไม่ว่าจะในที่ทำงานหรือสถานศึกษา เนื่องจากเห็นถึงความเป็นไปได้ในการลดความจำเป็นทางกายภาพลง (Physicality) และเทคโนโลยีสามารถทำให้เราติดตาม เก็บข้อมูลของ Engagement ได้ จนทำให้ขอบเขตของโลกเสมือนจับเข้าได้กับทุกอุตสาหกรรม โดยยกตัวอย่างโรงพยาบาลใช้ Chatbot เพื่อประเมินอาการของประชาชนได้โดยไม่ต้องเสี่ยงติดเชื้อจากการเดินทางไปหาหมอถึงที่

 

แม้ถูกตั้งคำถามจากผู้ดำเนินรายการว่า ทิศทางอาจไม่ได้อยู่แค่ระบบผสม แต่อาจไปทางใดทางหนึ่งเลย อภิรัตน์ยังคงยืนยันเช่นเดิม พร้อมขยายเพิ่มเติมว่า เวลาคิดจินตนาการภาพใหม่ (Reimagine) อาจจะต้องไปให้สุดทาง เพื่อเข้าใจขีดความสามารถของเทคโนโลยี แต่ในแง่ของการใช้อาจอยู่กลางๆ แบบระบบผสมไปก่อน

 

ในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล อภิรัตน์ได้เน้นย้ำความสำคัญของความเชื่อใจและความปลอดภัยบนดิจิทัลด้วย

 

เทคโนโลยีใหม่ๆ เอื้อต่อการเรียนรู้และสร้างทักษะใหม่ (Reskill) ทำให้โอกาสของภาคธุรกิจมีมหาศาลมาก ในส่วนของ SMEs และสตาร์ทอัพ มีความไวในการปรับตัวรับมากกว่าบริษัทใหญ่ๆ แต่อาจขาดปัจจัยด้านธุรกิจ 

 

สำหรับความท้าทายจากอัตราการว่างงาน ธนวัฒน์มองว่า ทุกคนต้องมี Growth Mindset เพื่อเรียนรู้ทุกอย่าง ไม่ใช่รู้ทุกอย่าง (Learn it all not know it all) ดังนั้น การพัฒนาทักษะทางดิจิทัลเพื่อป้อนเข้าตลาดมีความสำคัญและยังตอบโจทย์ภาคธุรกิจด้วย

 

เมื่อเริ่มต้นช่วงการถามตอบ (Q&A) นั้น ธนวัฒน์กล่าวถึงคำถามประเด็นความมั่นคงทางไซเบอร์ว่า เทคโนโลยีสามารถยกระดับความมั่นคงของบริษัทได้ผ่านระบบรับรองความถูกต้อง (Authenticate) และผู้ประกอบการจำเป็นต้องลงทุนในส่วนนี้ไม่ต่างไปจากการลงทุนติดกล้องวงจรปิด ในส่วนการใช้งาน ผู้บริโภคต้องตระหนักว่าข้อมูลของตัวเองมีค่าและจำเป็นต้องตรวจสอบการมอบความยินยอม (Consent) ทุกครั้ง

 

อภิรัตน์ได้ตอบคำถามเพิ่มเติมถึงการเปลี่ยนผ่านองค์กรว่า ต้องทำให้สะดวกและเป็นมิตร เพื่อเอื้อต่อการก้าวข้าม พร้อมเข้าใจว่า คนในองค์กรอาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ Early adopter, Early follower และ Late follower โดยการมาของโควิด-19 ทำให้คนกลุ่มสามขยับตัวมาอยู่ในกลุ่มสองมากขึ้น นอกจากนี้องค์กรต้องเปลี่ยนตัวเองให้ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมากขึ้น

 

ผู้บริหารจากเอสซีจีรายนี้ได้ยังมองอีกว่า ปัจจุบันไทยมีทรัพยากรมนุษย์พอและไม่พอ โดยเราจำเป็นต้องขยายมุมมองให้กว้างกว่าการฝึกอบรมที่เป็นทางการ (Formal training) หรือปริญญา (Degree) เท่านั้น การทำเช่นนี้จะช่วยให้เห็นคนที่มีความสามารถมากขึ้น

 

ช่วงท้ายของการเสวนาปิดลงด้วยคำถามจากผู้ชมถึงความสำคัญที่ภาครัฐ เอกชน และประชาชน ควรเริ่มทำเพื่อดูดซับเทคโนโลยีให้มากขึ้น ทางธนวัฒน์ชี้ว่า ทุกส่วนจำเป็นต้องร่วมมือกัน เพื่อการพัฒนาทักษะทางดิจิทัลให้มีความพร้อมในการรับมือความไม่แน่นอน ขณะเดียวกันอภิรัตน์มองว่า ภาคประชาชนสามารถพัฒนาความรู้ได้ผ่านทางออนไลน์ และเพิ่มทักษะการใช้เทคโนโลยีให้มากขึ้น ส่วนสำหรับภาครัฐเองควรลดต้นทุนเทคโนโลยีอย่าง 5G เพื่อสร้างแต้มต่อและให้การสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

 

ภาพ: ฐานิส สุดโต


READ MORE




Latest Stories

Close Advertising