×

S&P ปรับแนวโน้มเครดิต Meta เป็น “เชิงลบ” เพราะการลงทุน AI เริ่มกดดันงบดุล

31.10.2026
โลโก้ Meta หน้าสำนักงานใหญ่ ท่ามกลางรายงาน S&P ปรับลดแนวโน้มเครดิตเป็นเชิงลบ

S&P Global Ratings ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของ Meta Platforms จากคงที่ (Stable) เป็นเชิงลบ (Negative) เมื่อวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม ตามเวลาสหรัฐฯ ส่วนอันดับเครดิตยังคงอยู่ที่ AA- การปรับครั้งนี้เป็นสัญญาณว่า S&P อาจลดอันดับเครดิตของ Meta ภายในราว 2 ปีข้างหน้า แต่ยังไม่ได้พิจารณาลดอันดับในตอนนี้

 

S&P ระบุว่าความสามารถของ Meta ในการสร้างรายได้จากการลงทุน AI มีจำกัดกว่าบริษัทเทคโนโลยีรายอื่น และยังไม่ชัดเจนว่าเงินลงทุนจะสร้างรายได้มากพอจะครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้เมื่อไร S&P ยังกังวลว่ารายจ่ายลงทุน (Capex) จะอยู่ในระดับสูงไปอีกนานแค่ไหน และกระแสเงินสดอิสระจากการดำเนินงานจะติดลบไปอีกนานเท่าใด อีกปัจจัยสำคัญคือหนี้สินเทียบกับกำไร (Leverage) ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

S&P คาดว่า Capex ของ Meta ปีนี้จะอยู่ที่ราว 1.4 แสนล้านดอลลาร์ และจะเร่งขึ้นเป็นกว่า 2.25 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2027 อัตรา Leverage อาจสูงเกิน 1.0 เท่าได้ตั้งแต่ปีหน้า เทียบกับราว 0.1 เท่าเมื่อปีที่แล้ว ต้นเดือนนี้ Meta ยังเปิดเผยว่ามีภาระผูกพันด้านการใช้จ่ายในอนาคตกว่า 8 แสนล้านดอลลาร์ เกือบครึ่งเป็นสัญญาเช่าที่ยังไม่เริ่มต้น ส่วนใหญ่เกี่ยวกับศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

 

ทั้งนี้ อันดับ AA- เป็นระดับสูงสุดอันดับ 4 ในกลุ่มน่าลงทุน (Investment Grade) หากถูกลดลง 1 ขั้น Meta ก็ยังอยู่ในกลุ่มเครดิตคุณภาพสูง

 

ด้าน Kamran Mumtaz โฆษกของ Meta ระบุว่าบริษัทไม่เห็นด้วยกับมุมมองของ S&P เรื่องความสามารถในการสร้างรายได้จาก AI เขาบอกว่าบริษัทยังมีโอกาสทางธุรกิจและผลิตภัณฑ์อีกมาก ซึ่งสนับสนุนสถานะเครดิตที่แข็งแกร่ง ขณะที่ Susan Li ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) กล่าวในการประชุมนักวิเคราะห์ว่าบริษัทจะเดินหน้าลงทุนอย่างเข้มข้นต่อไป ทั้งในธุรกิจหลักและโครงการ AI ใหม่ๆ

 

การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางคำถามของนักลงทุนว่า Meta และบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จะได้ผลตอบแทนที่จับต้องได้จากการลงทุน AI มหาศาลหรือไม่ ดัชนี Nasdaq 100 ร่วงลง 3.5% ในวันศุกร์ และเกือบเข้าสู่ภาวะปรับฐานทางเทคนิค (Technical Correction) จากผลประกอบการบริษัทเทคฯ ที่น่าผิดหวัง

 

ในช่วงที่ผ่านมา Meta มีความคืบหน้าด้าน AI โดยเฉพาะโมเดล Muse และผู้ช่วย AI ส่วนตัว (Personal AI Agent) Mark Zuckerberg ซีอีโอ และผู้บริหารได้วางแนวทางหารายได้ไว้หลายรูปแบบ ได้แก่ ระบบสมาชิก ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม และอาจรวมถึงโฆษณา ซึ่งปัจจุบันเป็นรายได้หลักเกือบทั้งหมดของบริษัทผ่าน Instagram, Facebook และ WhatsApp นอกจากนี้ Meta ยังวางแผนธุรกิจคลาวด์ ซึ่งอาจรวมถึงการขายสิทธิ์ใช้งานโมเดล AI บนโครงสร้างพื้นฐานของบริษัท หรือขายพลังประมวลผลโดยตรง

 

อ้างอิง:


READ MORE






Latest Stories