ความเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยและภูมิภาคอาเซียนเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ หลัง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถึงมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 10/2569 เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 เห็นชอบการเข้าทำธุรกรรมร่วมทุนในธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยร่วมกับ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ด้วยมูลค่าธุรกิจรวมกัน 186,514 ล้านบาท
ประเด็นสำคัญ

บรรยากาศงานแถลงข่าวให้รายละเอียดดีลการ่วมทุนในธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ ระหว่างบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC กับ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC
การผนึกกำลังระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยครั้งนี้ ถือเป็นการร่วมทุนที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยและภูมิภาคอาเซียน เพื่อรับมือความท้าทายจากภาวะกำลังการผลิตเกินความต้องการ (Overcapacity) และการแข่งขันในตลาดโลก
ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยถึงภาพรวมความร่วมมือว่า การดึงธุรกิจโอเลฟินส์ในประเทศไทยมารวมกันจากจุดเริ่มต้นที่มาบตาพุดตลอด 30-40 ปีที่สะสมมา จะทำให้สเกลธุรกิจใหม่ใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก และก้าวขึ้นเป็น อันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน ทั้งในแง่กำลังการผลิตและความสามารถในการแข่งขัน

ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC
“การรวมกันครั้งนี้ PTTGC จะนำความแข็งแกร่งทางด้านต้นน้ำ เรื่องความยืดหยุ่นและความหลากหลายของ Feedstock รวมถึงการเชื่อมโยงกับโรงกลั่นและระบบโครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายของ ปตท. เข้ามา ขณะที่ SCGC นำความเชี่ยวชาญด้านปลายน้ำ ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย R&D นวัตกรรม และการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในหลากหลายการใช้งานเข้ามาเสริมกัน ซึ่งการจับมือกันจะทำให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของบ้านเรามีความแข็งแกร่ง เป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมต่อเนื่องของประเทศให้แข่งขันในเวทีโลกได้” ณะรงค์ศักดิ์ กล่าว
ทางด้าน ศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC กล่าวเสริมว่า หลังจากที่ทั้งสองบริษัทได้ลงนามศึกษาความร่วมมือร่วมกันตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา พบว่า สินค้าของทั้งสองฝั่งมีความโดดเด่นและเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

ศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC
“มูลค่าดีล 1.86 แสนล้านบาทนี้ ถือว่าใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในอาเซียน ซึ่งดีลนี้เป็น Major Transformation การเอาความเก่งความดีของทั้งสองฝั่งมารวมกัน ไม่ใช่แค่เรื่องของกำลังการผลิตอย่างเดียว แต่จะทำให้บริษัทใหม่มีต้นทุนที่แข่งขันได้ สามารถพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ตอบสนองผู้บริโภค และทำให้ทั้งซัพพลายเชนและผู้ประกอบการปลายน้ำของไทยแข็งแกร่งขึ้น” ศักดิ์ชัย กล่าว
PTTCG+SCGC สร้าง Synergy 150-200 ล้านดอลลาร์/ปี
จากการประเมินร่วมกัน คาดว่าการบูรณาการธุรกิจร่วมกันจะก่อให้เกิดประโยชน์จากการผนึกกำลังทางธุรกิจ (Synergy) และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี (Recurring Benefits) มูลค่ามากกว่า 150 – 200 ล้านดอลลาร์ต่อปี ประมาณ 5,100 – 6,800 ล้านบาทต่อปี โดยคาดว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมาย Synergy เต็มรูปแบบได้ภายใน 3 ปีหลังจัดตั้งบริษัท และที่สำคัญคือเป็นการใช้ประโยชน์จากฐานสินทรัพย์เดิมมารวมกัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติม (Capital Expenditure)

สำหรับปัจจัยหลักของ Synergy 150–200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาจาก 3 ส่วนสำคัญ
- Feedstock and Supply Chain Optimization การบริหารจัดการวัตถุดิบในกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น การเพิ่มความยืดหยุ่นในการเลือกชนิดวัตถุดิบให้เหมาะกับสถานการณ์ตลาด และเพิ่มพลังในการจัดซื้อ
- Operational Optimization การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานร่วมกัน เช่น การบริหารชิ้นส่วนอะไหล่ (Spare parts), บริการสนับสนุน (Service functions), การวางแผนบำรุงรักษาโรงงาน และการลดต้นทุนการผลิต
- Portfolio and Market Leadership การบริหารกลุ่มผลิตภัณฑ์ สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) นวัตกรรม R&D และการขยายฐานลูกค้า
เปิดโครงสร้างการถือหุ้น 56:44 และสิทธิการบริหาร
การประเมินมูลค่าธุรกิจที่นำเข้าร่วมทุน (Business Valuation) อ้างอิงตามวิธีคิดลดกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow: DCF) โดยแบ่งเป็น ดังนี้
- ขอบเขตธุรกิจของ PTTGC มูลค่าที่ตกลงกันเท่ากับ 104,447.84 ล้านบาท
- ขอบเขตธุรกิจของ SCGC มูลค่าที่ตกลงกันเท่ากับ 82,066.16 ล้านบาท
การจัดสรรสัดส่วนการถือหุ้นและการบริหารจัดการ
- สัดส่วนการถือหุ้น PTTGC จะถือหุ้นในสัดส่วน ร้อยละ 56 และ SCGC จะถือหุ้นในสัดส่วน ร้อยละ 44 ในบริษัท JV ใหม่ โดย PTTGC จะยังมีอำนาจควบคุมและนำงบการเงินของบริษัท JV มารวมในงบการเงินรวมของ PTTGC ส่วน SCGC จะรับรู้ผ่านส่วนแบ่งกำไร (Equity Method)
- การชำระสิ่งตอบแทน เป็นธุรกรรมที่ไม่มีการชำระด้วยเงินสด (Non-cash transaction) โดยใช้การแลกหุ้นของบริษัท JV เป็นสิ่งตอบแทน
- คณะกรรมการบริษัท (Board of Directors) มีจำนวน 7 คน โดย PTTGC เสนอชื่อกรรมการ 4 คน และ SCGC เสนอชื่อกรรมการ 3 คน ตามสัดส่วนการถือหุ้น
- ผู้บริหารระดับสูง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) จะมาจากการเสนอชื่อของ PTTGC และ Deputy Chief Executive Officer มาจากการเสนอชื่อของ SCGC
- นโยบายเงินปันผล ตั้งเป้าหมายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า ร้อยละ 60 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมในแต่ละปี

ขั้นตอนการปรับโครงสร้าง และไทม์ไลน์ปักหมุดแล้วเสร็จปี 2570
ขั้นตอนการดำเนินงานในการควบรวมกิจการประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ดังนี้
- การปรับโครงสร้างธุรกิจของ PTTGC โดยจะจัดตั้งบริษัทย่อยถือหุ้น 100% คือ GC SPV เพื่อรับโอนธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในไทย (รวมโรงงาน PE, สาธารณูปโภค, หนี้สิน) และโอนเงินลงทุนใน GCM (100%) และ HMC (41.4%) ในรูปแบบ Partial Business Transfer (PBT)
- การปรับโครงสร้างธุรกิจของ SCGC จะแยกสินทรัพย์นอกขอบเขตธุรกรรมออกจาก TPE และ ROC จากนั้นจะโอนหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัทย่อย/บริษัทร่วมในไทย ได้แก่ ROC, SPE, SSLC, BST และ TMMA ให้แก่ บริษัท ไทยโพลิเอททีลีน จำกัด (TPE)
- การควบรวมบริษัท (Merger): PTTGC SPV จะดำเนินการควบรวมบริษัทกับ TPE โดย TPE จะสิ้นสภาพนิติบุคคล และ GC SPV เป็นบริษัทที่คงอยู่หลังการควบรวม (Surviving Entity)
เปิดไทน์ไลน์การดำเนินงาน JV
- 28 ตุลาคม 2569 บอร์ด PTTGC และ SCGC มีมติอนุมัติการเข้าทำรายการ
- 11 พฤศจิกายน 2569 วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุม (Record Date)
- 3 ธันวาคม 2569 ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (E-EGM) เพื่อขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น
- ครึ่งแรกของปี 2570 คาดว่าการปรับโครงสร้างภายในของ PTTGC และ SCGC จะแล้วเสร็จ
- ภายในปี 2570 คาดว่ากระบวนการควบรวมบริษัท (Merger) จะเสร็จสมบูรณ์และเปิดตัวเป็นบริษัทใหม่ หลังได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

มองรอบวัฏจักรปิโตรเคมีโลก รับมือความผันผวนและคู่แข่ง
ผู้บริหารทั้งสองท่านได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์และวัฏจักรของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกว่า ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ที่เกิดขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จะยังคงมีต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง แต่สถานการณ์เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น จากการปิดโรงงานเก่าที่ไม่แข่งขันในบางประเทศ และการควบรวมกิจการในระดับสากล ขณะที่ความต้องการใช้ (Demand) ยังคงเติบโตตามเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าหลังปี 2028 กำลังการผลิตใหม่ที่จะเข้ามาในตลาดโลกจะลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ
ศักดิ์ชัยระบุว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีความผันผวนและมีวัฏจักรของมัน การรวมกันครั้งนี้จะทำให้เราแข็งแรงกว่าต่างคนต่างอยู่ แม้เราจะควบคุมปัจจัยภายนอกไม่ได้ แต่การทำตัวเราให้แข็งแรงด้วย Synergy 150-200 ล้านดอลลาร์/ปี จะเป็นฐานที่ทำให้เราพร้อมเติบโตและรับมือกับความผันผวนได้ดีขึ้น”
ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ กล่าวทิ้งทายว่า การรวมกันครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสองบริษัท แต่คือการสร้างเสาหลักทางอุตสาหกรรมให้ประเทศไทย เพื่อส่งผ่านความแข็งแกร่งไปยังผู้ประกอบการและซัพพลายเชนในประเทศ ให้สามารถแข่งขันกับผู้เล่นระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

