×

‘เอกนิติ’ แจงปม Bank Guarantee โซลาร์ 5 หมื่นบาท ยันไม่กีดกันรายย่อย สั่งแบงก์รัฐช่วยกดค่าค้ำไม่เกิน 1%

29.10.2026
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

‘เอกนิติ’ รองนายกฯ รมว.คลังชี้ Bank Guarantee มีไว้คุ้มครองประชาชนจากปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน พร้อมสั่งการ 3 แบงก์รัฐ ‘ออมสิน-ธอส.-ธ.ก.ส.’ ร่วม บสย. กดค่าธรรมเนียมเหลือไม่เกิน 1% หรือ 500 บาทต่อปี และให้ ธอส. ออกสินเชื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อยมีทุนซื้ออุปกรณ์

 

 
 

วันนี้ (28 ตุลาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีการกำหนดให้ผู้ประกอบการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโครงการ ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ ต้องจัดหาหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร (Bank Guarantee) วงเงิน 50,000 บาทต่อหลังคาเรือน ซึ่งมีข้อกังวลว่าอาจกลายเป็นภาระและกีดกันผู้รับเหมารายย่อยจากการเข้าร่วมโครงการ

 

โดยกล่าวในงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 50 ภายใต้แนวคิด “The Future of Sustainable Living” ว่า หลักประกันดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า ผู้รับเหมาจะสามารถติดตั้งและส่งมอบงานได้ตามมาตรฐาน ไม่ใช่การกีดกันผู้ประกอบการรายเล็กออกจากโครงการ โดยเปรียบเทียบกับการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้รับเหมาจำเป็นต้องมี Performance Bond เพื่อรับประกันคุณภาพของงานที่ส่งมอบให้ลูกค้า

 

“เวลาท่านจ้างผู้รับเหมา ท่านคงโดนผู้รับเหมาทิ้งงานเยอะ ท่านก็ต้องการผู้รับเหมาที่ดี เพราะคนสุดท้ายที่เดือดร้อนไม่ใช่ใคร คือประชาชน” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ทั้งนี้ โครงการโซลาร์ภาคประชาชน ซึ่งมีเป้าหมายสนับสนุนการติดตั้งระบบโซลาร์ให้ประชาชน 1 ล้านหลังคาเรือน กำหนดให้ผู้ประกอบการจะต้องวาง Bank Guarantee เพื่อรับประกันการติดตั้งและส่งมอบงาน วงเงิน 50,000 บาทต่อหลังคาเรือน และต้องมีหลักประกันอีก 10,000 บาทต่อหลังคาเรือน เพื่อรับประกันบริการหลังการขายเป็นเวลา 7 ปี

 

ลดต้นทุนค้ำประกัน เปิดทางรายเล็กเข้าร่วม

 

ดร.เอกนิติระบุว่า ได้หารือกับ 3 ธนาคารรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวมถึงบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้ช่วยออกแบบกลไกค้ำประกันแก่ผู้ประกอบการ โดยกำหนดค่าธรรมเนียมการค้ำประกัน ไม่เกิน 1% ต่อปี

 

“1% ของ 50,000 บาทคือ 500 บาทต่อปี” ดร.เอกนิติกล่าว พร้อมระบุว่า การกำหนดเพดานค่าธรรมเนียมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อไม่ให้ต้นทุนการค้ำประกันกลายเป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการรายเล็ก

 

กลไกดังกล่าวจะทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนในการจัดหาหลักประกัน ขณะเดียวกันประชาชนจะมีหลักประกันรองรับในกรณีที่ผู้รับเหมาทิ้งงาน หรือติดตั้งระบบไม่ได้มาตรฐาน โดยสามารถใช้หลักประกันดังกล่าวเป็นกลไกในการดูแลความเสียหายที่เกิดขึ้น

 

“ผมบอกทั้งแบงก์แล้วก็ บสย. ให้คิดค่าธรรมเนียมไม่ให้เกิน 1% ต่อปี ถูกมากนะครับ 50,000 บาท 1% คือ 500 บาทต่อปีนะครับ นี่ไม่เกิน 1% แล้วเอาค้ำประกันด้วย เพื่อให้ผู้ประกอบการตัวเล็กตัวน้อยจะได้มีโอกาส ค่าการันตีเพียง 500 บาท ถ้าเกิดผู้ประกอบการติดตั้งไม่ดี ติดเบี้ยว จะได้มีคนเอาเงินไปดูแลประชาชน ไปเคลมกับแบงก์ได้ 3 แบงก์รัฐ บสย. จะมาช่วย นี่คือนโยบายที่เราวางแผน และตั้งใจทำให้ประชาชน” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ธอส.เติมสินเชื่อ ให้รายย่อยมีทุนซื้ออุปกรณ์

 

นอกจากการลดต้นทุนของ Bank Guarantee แล้ว ดร.เอกนิติยังระบุด้วยว่า ได้มีการหารือกับ ธอส. ให้จัดทำสินเชื่อพิเศษสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อใช้เป็นเงินทุนสำหรับจัดซื้ออุปกรณ์และนำไปติดตั้งให้กับประชาชน

 

โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ผู้รับเหมารายเล็กสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในซัพพลายเชนของโครงการได้มากขึ้น จากเดิมที่โครงการขนาดใหญ่มีโอกาสกระจุกตัวอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่

 

“ผู้ประกอบการที่ดี มี Performance Bond วาง ติดตั้งดี ก็ขยายไปเรื่อยๆ นี่คือสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ขณะเดียวกัน ดร.เอกนิติระบุว่า ต้องการให้ ธอส. ขยายแนวทางสินเชื่อสีเขียวไปมากกว่าโครงการโซลาร์เซลล์ โดยครอบคลุมอุปกรณ์ประหยัดพลังงานอื่นๆ เช่น เครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชนควบคู่กับการลดการใช้พลังงานอีกด้วย

 

ดร.เอกนิติระบุว่า แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างซัพพลายเชนสีเขียวที่กระจายโอกาสไปยังผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกันประชาชนก็ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่ลดลง โดยมองว่าโครงการโซลาร์ภาคประชาชนไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการติดตั้งแผงโซลาร์ แต่ต้องการสร้างระบบที่ทำให้ทั้งประชาชนและผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตไปพร้อมกัน

 

ปลื้มยอดโอนครึ่งแรกปี 2569 โต 17% สินเชื่อพลิกบวก 12%

 

สำหรับทิศทางนโยบายภาครัฐ ดร.เอกนิติกล่าวว่า นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ตัดสินใจออกมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ ทั้งค่าธรรมเนียมโอน ค่าจดจำนอง และค่าจดทะเบียน เพื่อกระตุ้นกิจกรรมในภาคอสังหาริมทรัพย์

 

โดยผลจากมาตรการดังกล่าวเริ่มสะท้อนผ่านตัวเลขการโอนอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งขยายตัวประมาณ 17% โดยดร.เอกนิติระบุว่าเป็นสัญญาณที่น่าพอใจและสะท้อนถึงผลของการออกแบบนโยบายที่ต้องการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในจังหวะที่เหมาะสม

 

ดร.เอกนิติกล่าวด้วยว่า การประกาศมาตรการโดยไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ เพราะหากภาครัฐส่งสัญญาณว่าจะลดค่าธรรมเนียม ผู้บริโภคอาจชะลอการโอนเพื่อรอมาตรการใหม่ แต่การไม่เปิดเผยรายละเอียดล่วงหน้าทำให้กิจกรรมการโอนยังเดินหน้าต่อเนื่องก่อนมาตรการมีผล

 

ขณะเดียวกัน เอกนิติระบุว่า การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็เริ่มส่งผลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์เช่นกัน โดยสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวประมาณ 12% จากก่อนหน้านี้ที่หดตัวต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติระบุว่า ภาพรวมสินเชื่อทั้งระบบยังไม่ได้กลับมาเติบโตเต็มที่ แต่การที่สินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์กลับมาเป็นบวกถือเป็นสัญญาณที่ดีขึ้น และเป็นประเด็นที่กระทรวงการคลังติดตามร่วมกับผู้ว่าการ ธปท. อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์มีความสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม


READ MORE





Latest Stories