วันนี้ (27 ตุลาคม) ที่ศาลฎีกา นิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากพรรคประชาชน เปิดเผยความคืบหน้าภายหลังศาลฎีกานัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง (ป.ป.ช.) เป็นนัดสุดท้าย ในคดีที่ ป.ป.ช. ยื่นคำร้องกล่าวหา 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล กรณีร่วมกันเสนอร่างกฎหมายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่าเป็นการกระทำฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
นิธิระบุว่า การไต่สวนพยานฝั่ง ป.ป.ช. วันนี้ มีพยานขึ้นเบิกความ 2 ปาก คือ นพ.เอกภพ เพียรวิเศษ อดีต สส.เชียงราย พรรคอนาคตใหม่ (ปัจจุบันเป็นโฆษกรัฐบาล) และ จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ อดีต สส.กทม. พรรคก้าวไกล (ปัจจุบันเป็นรองโฆษกพรรคเพื่อไทย) ภาพรวมเป็นการซักถามประเด็นเหตุการณ์ในการประชุมต่างๆ ก่อนจะมีการยื่นร่างแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งทีมทนายความยังคงยืนยันข้อต่อสู้เดิมว่า การกระทำของ 44 อดีต สส. ไม่ได้ขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรม
สำหรับนัดต่อไปในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ จะเป็นการไต่สวนพยานฝั่ง 44 อดีต สส. เป็นนัดแรก โดยได้แจ้งชื่อพยานต่อศาลไว้ 2 คน ได้แก่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.พรรคก้าวไกล ซึ่งจะขึ้นเบิกความปากแรก และ ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการด้านกฎหมายอาญาที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และเคยเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญในคดีของศาลรัฐธรรมนูญมาก่อน
เมื่อถามถึงน้ำหนักของการใช้นักวิชาการเป็นพยาน นิธิอธิบายว่า ข้อเรียกร้องให้แก้ไขมาตรา 112 มีความเห็นทางวิชาการรองรับอยู่แล้วว่ามีปัญหาทั้งในแง่บทบัญญัติและการบังคับใช้ เรื่องนี้ถูกพูดถึงในเชิงวิชาการมานานนับสิบปี ไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้นโดย 44 สส. หรือเกิดจากการชุมนุมตามที่ฝ่ายผู้กล่าวหาพยายามเชื่อมโยง ซึ่งทางทีมทนายมีหลักฐานทั้งเอกสารราชการและงานวิชาการยืนยันชัดเจน นอกจากนี้ การให้นักวิชาการมาเบิกความด้วยตนเองย่อมดีกว่าการส่งเป็นเอกสารคำให้การ เพราะหากศาลหรือคู่ความมีข้อสงสัย จะสามารถซักถามเพื่อความกระจ่างและครบถ้วนได้ทันที
ส่วนประเด็นการเปลี่ยนแปลงองค์คณะผู้พิพากษาคดีนี้จาก 3 คน เป็น 5 คนนั้น นิธิมองว่าเป็นการโยกย้ายตามรอบปกติของศาล ไม่ได้มีความกังวลถึงความต่อเนื่องของคดี เนื่องจากเจ้าของสำนวนยังเป็นบุคคลเดิม ข้อเท็จจริงค่อนข้างยุติแล้ว และยังคงมั่นใจในหลักการว่าไม่ว่าบุคคลใดจะมาเป็นผู้พิพากษา การกระทำของ 44 อดีต สส. ก็ไม่ใช่การละเมิดมาตรฐานทางจริยธรรม


