วันนี้(26 ตุลาคม) พล.ต.ท. ทินกร รังมาตย์ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ สอท.4 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ เบื้องต้นจากการตรวจสอบร่วมกับธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าสลิปที่มีการกล่าวอ้างนั้นไม่มีอยู่จริง ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเชิงลึก และยังไม่มีการแตะตัวหรือดำเนินกิจการใดๆ เพิ่มเติม จนกว่าจะพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงอย่างสมบูรณ์
ต่อข้อสงสัยที่ว่าคดีที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรีมีการดำเนินการอย่างรวดเร็วนั้น พล.ต.ท. ทินกร ชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ตำรวจต้องดำเนินการตามกฎหมายอยู่แล้ว ยืนยันว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติ หากเป็นกรณีที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง ตำรวจก็พร้อมให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างเต็มที่เช่นกัน ส่วนการแจ้งความร้องทุกข์นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ ‘อนุทิน’ ว่าจะมอบหมายให้ผู้ใดดำเนินการแทน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการมอบหมายเป็นพิเศษ
สำหรับการดำเนินคดี พล.ต.ท. ทินกร ระบุว่า เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบว่าเจ้าของบัญชีตัวจริงเป็นใคร กรณีที่มีการพาดพิงถึง ‘ชัยรัตน์’ อดีตสมาชิกพรรคก้าวไกล จะต้องมีการพิสูจน์ทราบตัวบุคคล หากพบว่าต้นทางมีความผิด จะดำเนินคดีตามกระบวนการต่างกรรมต่างวาระ
พร้อมย้ำว่าหากข้อมูลต้นทางเป็นเท็จ ผู้ที่แชร์หรือส่งต่อข้อมูลออกไปสู่สาธารณะจนเกิดความสับสน รวมถึงนักการเมือง ก็จะต้องถูกดำเนินคดีฐานเดียวกันกับผู้โพสต์ต้นทาง ทั้งนี้ ยืนยันว่าเจ้าของเพจมีตัวตนอยู่จริง เป็นเพียงบุคคลเดียว ไม่ใช่กลุ่มบุคคล และได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันการหลบหนีแล้ว
ด้าน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิเสธกระแสข่าวลือเรื่องการจับกุมตัวชายเจ้าของเพจไปลงบันทึกประจำวันที่ สน.บางเขน โดยยืนยันว่า ณ เวลานี้ยังไม่มีการควบคุมตัวหรือเชิญผู้ใดมาสอบปากคำ แต่เนื่องจากบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์โพสต์ข้อความอันเป็นเท็จและสร้างความสับสนมาโดยตลอด จึงต้องเร่งพิสูจน์ทราบตัวบุคคลและติดตามมาดำเนินคดี
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อธิบายเพิ่มเติมว่า การดำเนินคดีแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ความผิดต่อส่วนตัวที่ต้องมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์กล่าวโทษ และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือความผิดต่อรัฐ ซึ่งพนักงานสอบสวนสามารถกล่าวโทษดำเนินคดีได้เองหากส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ พร้อมเตือนประชาชนและผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียให้รับฟังข้อมูลอย่างมีสติ หากแชร์ข้อมูลเท็จที่พาดพิงบุคคลสำคัญ จะต้องรับโทษทางกฎหมายเช่นเดียวกับผู้โพสต์ต้นทาง


