วันนี้ (27 ตุลาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณีที่ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุระหว่างการประชุมที่กระทรวงมหาดไทยว่า งบประมาณของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ไม่เพียงพอสำหรับจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวสวนทันทีว่า “ใครบอกเงินไม่พอ”
อนุทินกล่าวว่า เวลาจะไปขอเงินใครก็ไม่เห็นมีใครบอกว่ามีเงินเพียงพอสักคน แต่รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลและรับผิดชอบในภาพรวม โดยต้องดำเนินการตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่กำหนด หากเกิดภัยพิบัติในพื้นที่ใด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนก่อน แต่หากงบประมาณไม่เพียงพอ ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะจัดสรรงบประมาณสมทบให้
ทั้งนี้ ได้หารือร่วมกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แล้ว โดยประเมินว่า กทม. จะต้องใช้งบประมาณเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยเกือบ 4,000 ล้านบาท ซึ่ง กทม. จะสมทบงบประมาณ 500 ล้านบาท ส่วนอีก 3,500 ล้านบาท จะใช้งบกลางที่รัฐบาลรับผิดชอบ โดยรัฐบาลได้กันงบประมาณส่วนนี้ไว้แล้วกว่า 10,000 ล้านบาท และผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ไม่น่าจะเกิดปัญหางบประมาณไม่เพียงพออีก เนื่องจากหากเกิดภัยพิบัติหลังจากนี้ จะเข้าสู่ระบบประกันภัยพิบัติที่ภาคเอกชนเป็นผู้รับผิดชอบ
“เพราะฉะนั้น เรื่องเงินไม่พอหรืออะไรก็แล้วแต่อย่าไปพูด อย่างไรก็แล้วแต่รัฐบาลต้องรับผิดชอบภาพรวมอยู่แล้ว” นายกรัฐมนตรีกล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีประชาชนบางส่วนยังไม่ได้รับเงินเยียวยา เนื่องจากขั้นตอนในระบบยังคงค้างอยู่ นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า ปัญหาอยู่ที่การตรวจสอบรายชื่อและคุณสมบัติของผู้มีสิทธิรับเงินเยียวยา เนื่องจากพบความพยายามแยกหนึ่งครัวเรือนออกเป็น 5 หรือ 10 ครัวเรือน เพื่อขอรับเงินเยียวยา ซึ่งไม่สามารถดำเนินการเช่นนั้นได้ เพราะรัฐบาลต้องให้ความเป็นธรรมกับประชาชนทั้งประเทศ
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า มาตรการเยียวยาเบื้องต้นกำหนดให้จ่ายเงินครัวเรือนละ 9,000 บาท ไม่ว่าจะแยกครัวเรือนออกไปอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยปัญหาความล่าช้าในขณะนี้เกิดจากขั้นตอนการตรวจสอบ เนื่องจากหากจ่ายเงินไปแล้วพบว่าผู้รับเงินไม่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ รัฐบาลจะต้องดำเนินการเรียกเงินคืน ซึ่งทำได้เพียงออกหนังสือแจ้งให้นำเงินมาคืน และต้องติดตามทวงคืนตามระเบียบราชการ อาจทำให้ประชาชนเสียความรู้สึก
ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลจะรอให้สถานการณ์ภัยพิบัติคลี่คลายก่อนจึงจ่ายเงินเยียวยา แต่ครั้งนี้ต้องการเร่งจ่ายเงินให้ประชาชนโดยเร็ว เพื่อให้นำไปใช้ซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องเร่งรัดการจ่ายเงิน แต่ขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติยังจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเข้มงวด


