×

ปราบคอร์รัปชันหรือกระชับอำนาจ? จับตา ‘สีจิ้นผิง’ ประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีน ท่ามกลางคลื่นกวาดล้างบิ๊กทหาร-บิ๊กการเมือง

โดย THE STANDARD TEAM
27.10.2026
สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ในการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีน

พรรคคอมมิวนิสต์จีนเปิดฉากการประชุมผู้นำระดับสูงสุดเป็นเวลา 4 วัน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (26 ตุลาคม) โดยมุ่งหารือแนวทางยกระดับการกำกับดูแลพรรคอย่างเข้มงวดและรอบด้าน ท่ามกลางความพยายามของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในการปราบปรามการทุจริตและเสริมสร้างวินัยภายในพรรค

 

 

การประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 (Fifth Plenum) ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 20 ซึ่งจัดขึ้นเป็นการภายใน (closed-door) และมีสมาชิกคณะกรรมการกลางมากกว่า 300 คน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ระดับสูงในโครงสร้างของพรรคเข้าร่วมประชุม

 

ผู้ติดตามการเมืองจีนต่างจับตาประเด็นเกี่ยวกับวินัยภายในพรรค ขณะที่สีจิ้นผิงยังคงเดินหน้าปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างเข้มข้น จนทำให้เกิดข้อสงสัยในคนบางกลุ่มว่า ผู้ที่ถูกสอบสวนและลงโทษนั้นกระทำผิดจริง หรือแท้จริงแล้วอาจเป็นคู่แข่งทางการเมืองของผู้นำจีน

 

ชูธงปราบคอร์รัปชัน สร้างความชัดเจน โปร่งใส

 

การประชุมครั้งนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจเป็นการประชุมหารือด้านนโยบายครั้งสำคัญครั้งสุดท้ายก่อนการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 21 ในปีหน้า ซึ่งจะมีการคัดเลือกคณะกรรมการกลางชุดใหม่ และคาดว่าสีจิ้นผิงจะได้รับการรับรองให้ดำรงตำแหน่งผู้นำพรรคต่อเป็นสมัยที่ 4

 

สำหรับสีจิ้นผิง นักวิเคราะห์มองว่า การกำจัดภัยคุกคามที่อาจบั่นทอนอำนาจของตนหรือความน่าเชื่อถือของพรรคถือเป็นภารกิจสำคัญอันดับต้นๆ แม้จะผ่านมาเกือบ 15 ปีนับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่อำนาจ แต่ดูเหมือนว่าปัญหาการทุจริตยังไม่ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น และยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ให้พรรคต้องเดินหน้าจัดการต่อไป

 

สำนักข่าว Xinhua ของทางการจีนรายงานว่า สีจิ้นผิงได้นำเสนอร่างเอกสารต่อคณะกรรมการกลาง ซึ่งครอบคลุมแนวทางรับมือกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารประเทศ การป้องกันความหย่อนยานภายในพรรค และการเดินหน้าปราบปรามการทุจริต ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่เขาผลักดันมาตลอด

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แคมเปญปราบปรามการทุจริตของสีจิ้นผิงส่งผลให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงและนายทหารระดับนายพลหลายร้อยคนต้องพ้นจากตำแหน่ง รวมถึงบุคคลที่เคยเป็นพันธมิตรของเขาเอง แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการปลดนายทหารระดับสูงอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความพร้อมรบ แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนกลับมองว่า กระบวนการกวาดล้างดังกล่าวจำเป็นต่อการฟื้นฟูและปฏิรูปกองทัพ โดยเปรียบเทียบกองทัพกับนกฟีนิกซ์ที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ได้หลังอาบเปลวเพลิง

 

ขณะที่บทบรรณาธิการของ Xinhua ระบุว่า การรณรงค์ปราบคอร์รัปชันคือหลักฐานของระบบการตรวจสอบที่ต่อเนื่อง เพื่อทำให้เจ้าหน้าที่ “ไม่กล้า ไม่สามารถ และไม่คิดที่จะทุจริต” พร้อมอ้างว่า สำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกแล้ว ท่าทีเช่นนี้จะช่วยสร้างความชัดเจน สร้างสภาพแวดล้อมที่โปร่งใสสำหรับการร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนสร้างระบบที่ยึดถือหลักนิติธรรมและความรู้ความสามารถเหนือระบบเส้นสายและการติดสินบน

 

เพราะ ทุจริต เท่ากับ ไม่จงรักภักดี?

 

นับตั้งแต่สีจิ้นผิงขึ้นสู่อำนาจในปี 2012 การสอบสวนการทุจริตยังคงดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา มีการเปิดสอบสวนเจ้าหน้าที่มากกว่า 1 ล้านคน ซึ่งรวมถึงระดับรัฐมนตรีและผู้ว่าการมณฑลมากกว่า 100 คน จนเกิดคำถามว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือการปราบคอร์รัปชัน หรือการกำจัดผู้ที่ไม่จงรักภักดีกันแน่

 

เคอร์รี บราวน์ ผู้อำนวยการ Lau China Institute แห่ง King’s College London อธิบายถึงเรื่องนี้ว่า ในมุมมองของสีจิ้นผิง สองเรื่องนี้คือเรื่องเดียวกัน “ถ้าคุณทุจริต แปลว่าคุณไม่จงรักภักดี และถ้าคุณจงรักภักดี คุณก็จะไม่ทุจริต” เพราะในระบบของพรรคคอมมิวนิสต์จีน คำว่าทุจริตไม่ได้หมายถึงแค่เงินทองหรือวัตถุ แต่ยังหมายถึง “การทุจริตทางจิตวิญญาณ” หรือการแตกแถวทางการเมืองด้วย

 

นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า เหตุผลที่แคมเปญต่อต้านการทุจริตดำเนินมาอย่างยาวนานได้นั้น เป็นเพราะการทุจริตเป็นปัญหาที่ฝังอยู่ในระบบการเมืองแบบรวมศูนย์อำนาจและสั่งการจากบนลงล่าง ซึ่งมีระบบราชการขนาดใหญ่ที่ต้องบริหารประชากรถึง 1.4 พันล้านคน

 

นีล โทมัส นักวิจัยอาวุโสจาก Asia Society กล่าวว่า สีจิ้นผิงทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีการทุจริตน้อยลงและเสริมสร้างการควบคุมพรรคของตนเองให้เข้มแข็งขึ้น แต่เขาก็ตระหนักดีว่า การลงโทษที่รุนแรงขึ้นเพียงอย่างเดียวไม่อาจแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าพรรคได้ ทางออกของผู้นำจีนจึงเป็นการเพิ่มความเข้มงวดด้านวินัยอย่างต่อเนื่อง จนทำให้การปราบปรามการทุจริตกลายเป็นกลไกการปกครองแบบถาวร โดยไม่มีจุดสิ้นสุดที่ชัดเจนว่าเมื่อใดจึงจะประกาศได้ว่าภารกิจนี้สำเร็จแล้ว

 

คลื่นกวาดล้างบิ๊กทหาร-บิ๊กการเมือง สะท้อนเกมอำนาจสีจิ้นผิง

 

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการสอบสวนบุคคลระดับสูงในพรรคและกองทัพจีนอย่างต่อเนื่อง โดยกรณีที่ได้รับความสนใจมากที่สุดกรณีหนึ่งคือ จางโหยวเสีย อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง (CMC) ซึ่งเป็นเบอร์สองรองเพียงสีจิ้นผิง โดยเขาถูกสอบสวนในเดือนมกราคม ก่อนถูกขับออกจากพรรคเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

 

การกวาดล้างบุคคลระดับสูงหลายรายทำให้คณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ซึ่งตามปกติมีสมาชิก 7 คน ปัจจุบันเหลือสมาชิกเพียง 2 คน ได้แก่ สีจิ้นผิง และจางเซิ่งหมิน ผู้รับผิดชอบงานด้านวินัยของคณะกรรมาธิการฯ

 

นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคนที่ได้รับผลกระทบจากการกวาดล้าง เช่น หม่าซิงรุ่ย อดีตเลขาธิการพรรคประจำซินเจียง และแม้แต่ หวงฉีฝาน อดีตนายกเทศมนตรีนครฉงชิ่ง ผู้ซึ่งรอดพ้นมรสุมทางการเมืองมาได้หลายยุคสมัย จนได้รับฉายาว่า “แมวเก้าชีวิต”

 

ในช่วงต้นทศวรรษ 2010 หวงฉีฝาน มีชื่อพัวพันกับกรณีอื้อฉาวของ ป๋อซีไหล อดีตเลขาธิการพรรคประจำฉงชิ่งและคู่แข่งทางการเมืองของสีจิ้นผิง ซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานรับสินบนและยักยอกทรัพย์ และกำลังรับโทษจำคุกตลอดชีวิต ส่วนหวงฉีฝาน แม้ว่าจะสามารถรอดพ้นจากคดีดังกล่าวมาได้ แต่ปัจจุบันเขากลายเป็นหนึ่งในบุคคลระดับสูงที่ได้รับผลกระทบจากการกวาดล้างระลอกล่าสุด

 

ขณะที่นักวิเคราะห์จีนบางรายมองว่า การกวาดล้างบุคคลระดับสูงในพรรคและกองทัพอย่างต่อเนื่องอาจสะท้อนถึงความไม่มั่นคงภายในระบอบการปกครองของจีน แต่สำหรับสีจิ้นผิงแล้วนั้น การสอบสวนการทุจริตอาจถือเป็นเครื่องมือที่แสดงให้เห็นว่าใครคือผู้กุมอำนาจตัวจริง

 

การประชุมคณะกรรมการกลางครั้งนี้จึงไม่ได้ถูกจับตาเพียงเรื่องการยกระดับวินัยและปราบปรามคอร์รัปชันเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีที่สีจิ้นผิงอาจตอกย้ำอำนาจและมาตรฐานทางการเมืองที่ต้องการให้สมาชิกพรรคยึดถือ ก่อนเข้าสู่การปรับเปลี่ยนผู้นำครั้งสำคัญในปี 2027

 

ภาพ: REUTERS / Jason Lee / File Photo

 

อ้างอิง:


READ MORE





Latest Stories

Close Advertising