×

ไทยขาดดุลการค้า 12 เดือนต่อเนื่อง หลังยอดนำเข้าขยายตัว 50.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์

26.10.2026
นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย

ไทยขาดดุลการค้าเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกัน หลังมูลค่าการนำเข้าขยายตัว 50.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้มูลค่าการส่งออกยังขยายตัวดีที่ 24.0% กระทรวงพาณิชย์คาดมูลค่าการส่งออกปีนี้โต 15-16% ก่อนโตชะลอลงเหลือ 2-3% ในปีหน้า

 

 
 

วันนี้ (26 ตุลาคม) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยเปิดเผยว่า การส่งออกในเดือนกันยายน 2569 มีมูลค่า 38,438.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.3 ล้านล้านบาท ขยายตัว 24.0% เมื่อเทียบเป็นรายปี (YoY) นับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 27 ติดต่อกัน

 

ส่วนการนำเข้าในเดือนกันยายน 2569 มีมูลค่า 44,295.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.5 ล้านล้านบาท ขยายตัว 50.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ดุลการค้าของไทยขาดดุล 5,856.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.9 แสนล้านบาท ในเดือนกันยายน 2569 นับเป็นการขาดดุลต่อเนื่อง 12 เดือนติดต่อกัน

 

ทั้งนี้ การส่งออกตลอด 9 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวที่ 19.6% คิดเป็นมูลค่า 304,588.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการนำเข้าตลอด 9 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวที่ 37.8% คิดเป็นมูลค่า 348,282.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ในภาพรวม ไทยขาดดุลการค้าที่ 43,693.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ปัจจัยหนุน-กดดันการส่งออก

 

สำหรับปัจจัยส่งเสริมการส่งออกในเดือนกันยายน 2569 ประกอบด้วย

 

1.การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทยเร่งตัวขึ้น สอดคล้องกับประเทศผู้ผลิตเทคโนโลยีในภูมิภาค

 

2.ภาคการผลิตโลกขยายตัวสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี จากคำสั่งซื้อใหม่และการสะสมสินค้าคงคลังของผู้ผลิต

 

3.อุปสงค์ที่แข็งแกร่งของสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนด้านดิจิทัล สินค้ากลุ่มอื่นของสหรัฐฯ ผลักดันการส่งออกภาพรวม

 

4.ผลไม้ภาคใต้ยังออกสู่ตลาดต่อเนื่อง หนุนการส่งออกผลไม้สดขยายตัวสูง เช่น มังคุด ทุเรียน เป็นต้น

 

ด้านปัจจัยกดดัน ได้แก่ สงครามที่ยืดเยื้อกดดันการส่งออกไปภูมิภาคในตะวันออกกลางต่อเนื่อง และมาตรการควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบกดดันภาพรวมสินค้าอุตสาหกรรมแม้สินค้าศักยภาพอื่นยังขยายตัวได้ดี

 

เปิดแนวโน้มการส่งออกในระยะถัดไป

 

สำหรับแนวโน้มการส่งออกช่วงที่เหลือของปี 2569 สนค.คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง แม้เผชิญแรงกดดันจากพลังงาน เงินเฟ้อ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี

 

โดยสนค.ปรับประมาณการการส่งออกปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 15-16% จากประมาณการเดิมที่ 11% หลังอุปสงค์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ขยายตัวกว่าคาด ประกอบกับฐานการส่งออกในช่วงไตรมาส 4/2568 อยู่ในระดับที่ไม่สูง

 

สำหรับปี 2570 คาดว่าการส่งออกจะขยายตัวต่อเนื่องแต่ต่ำกว่าปี 2569 จากฐานที่สูงมาก เบื้องต้นประเมินขยายตัวได้ที่ระดับ 2-4% โดยยังได้รับแรงสนับสนุนจากเศรษฐกิจโลกที่เร่งตัวขึ้น การค้าโลก และการลงทุนด้าน AI ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ หากราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป นันทพงษ์มองว่า อาจกระทบให้ภาวะเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มที่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออกใน 3 มิติด้วยกัน ดังนี้

 

  1. เงินบาทอ่อนค่าลง และเป็นผลดีต่อการส่งออก
  2. หากสินค้าวัตถุดิบนำเข้าบางรายการมีมูลค่าในสัดส่วนที่สูงกว่าการผลิต อาจ กดดันการส่งออกไทยได้
  3. ราคาน้ำมัน ค่าครองชีพสูง กดดันอุปสงค์การนำเข้า

 

พาณิชย์แนะแนวทางลดขาดดุลการค้า

 

สำหรับดุลการค้าไทย ที่มีการขาดดุลต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกัน มาจากการนำเข้าอุปกรณ์ AI ที่มีการขยายตัวในระดับสูง โดยคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นมากสุดที่ 317.1% YoY ตามด้วยเครื่องจักรไฟฟ้าฯ 82.4% และแผงวงจรไฟฟ้า 68.5% ซึ่งในภาพรวมการนำเข้าปัจจัยการผลิต คิดเป็น 87.1% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมด

 

โดยการนำเข้าวัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูป (เช่น แผงวงจรไฟฟ้า ทองคำ) คิดเป็นสัดส่วน 41.7% ของการนำเข้าทั้งหมด ตามด้วยสินค้าทุน (เช่น คอมพิวเตอร์ฯ และเครื่องจักรไฟฟ้าฯ) ที่ 33.5% และสินค้าเชื้อเพลิง (เช่น น้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป ก๊าซปิโตรเลียม) ที่ 1.9% ของการนำเข้าทั้งหมด

 

ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภค (เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เสื้อผ้า) และยานพาหนะ/ขนส่ง ซึ่งไทยมีฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง มีสัดส่วนการนำเข้าเพียง 8.7% และ 3.2% ตามลำดับ

 

ทั้งนี้ สำหรับโครงสร้างการส่งออก สินค้าอุตสาหกรรม (เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์) ยังคงครองสัดส่วนใหญ่ 86.0% ของการส่งออกทั้งหมด ตามด้วยสินค้าเกษตร (เช่น ผลไม้สด ไก่ กุ้ง ปลา) ที่ 5.5% และอุตสาหกรรมการเกษตร (อาหารกระป๋อง อาหารสัตว์เลี้ยง) ที่ 5.3%

 

โดยกระทรวงพาณิชย์แนะแนวทางลดขาดดุลการค้าไว้ ดังนี้

 

  • เชื่อมโยงและยกระดับห่วงโซ่อุปทาน
  • ยกระดับมาตรฐานสินค้าและสร้างระบบการค้าที่เป็นธรรม
  • สร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้า
  • กระจายความเสี่ยงและสร้างสมดุลการค้า

 

มองการประท้วงยังไม่กระทบส่งออก

 

สำหรับสถานการณ์การประท้วงที่ลุกลามในฝรั่งเศส อิตาลี และอินโดนีเซีย ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิดผ่านสำนักงานการค้าระหว่างประเทศ เพื่อประเมินผลกระทบและช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยปัจจุบันยังไม่พบการยกเลิกคำสั่งซื้อหรือการหยุดชะงักของการขนส่ง อย่างไรก็ตามต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ สนค.ประเมินว่า การประท้วงเกิดขึ้นในบางวัน และไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา ในระยะสั้นจึงยังไม่เห็นผลกระทบ แต่ถ้ามีการนัดหยุดงานที่กระทบห่วงโซ่การส่งออก ก็อาจส่งผลได้ในระยะสั้น

 

สำหรับผลกระทบในระยะกลางและยาวหากการประท้วงยืดเยื้อ สนค.มองว่า พื้นที่การประท้วงอาจมีรายได้จากการท่องเที่ยวที่น้อยลง ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก อาจส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศต้นทางที่มีการประท้วงเบาบางลง ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกไทยในระยะยาว


READ MORE





Latest Stories