×

ผ่าเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 เปิดสมรภูมิ Swing States และฐานเสียงชี้ชะตาทรัมป์

26.10.2026
การหาเสียงเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และบรรยากาศการปราศรัยทางการเมือง

อีกไม่กี่วัน สหรัฐอเมริกาจะเข้าสู่เทศกาล ‘การเลือกตั้งกลางเทอม’ (Midterm Election) ในวันที่ 3 พฤศจิกายนที่กำลังจะถึงนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ย่ำแย่ของพรรครีพับลิกัน หลังผลสำรวจ Reuters/Ipsos ระบุว่า คะแนนนิยมของ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ลดลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 31% ขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามยังระบุว่า หากมีการเลือกตั้งสภาสมาชิกสภาคองเกรส จะเลือกพรรคเดโมแครต 47% ขณะที่อีก 35% เลือกพรรครีพับลิกัน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงคะแนนเสียงที่เปลี่ยนไปในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวละติน ซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญต่อชัยชนะของทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 หลังผลสำรวจของ The New York Times/Siena พบว่า ชาวละตินหันมาสนับสนุนพรรคเดโมแครตมากกว่าพรรครีพับลิกันถึง 30%

 

THE STANDARD สรุปสมรภูมิสำคัญที่ต้องจับตาในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 ทั้งการแข่งขันชิงเสียงข้างมากในสภาคองเกรส รัฐและเขตเลือกตั้งที่อาจชี้ขาดผลการเลือกตั้ง ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงของฐานเสียงสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางการเมืองสหรัฐฯ ในอีก 2 ปีข้างหน้า

 

เปิดแผนที่เลือกตั้งกลางเทอม ใครต้องชิงกี่ที่นั่ง?

 

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ คือ การเลือกผู้แทนสภาคองเกรสสหรัฐฯ ซึ่งแบ่งออกเป็นสภาผู้แทนราษฎร 435 ที่นั่ง และวุฒิสภา 100 ที่นั่ง รวมทั้งสิ้น 535 ที่นั่ง โดยมักจัดขึ้นทุก 2 ปี หรือในช่วงกึ่งกลางวาระ 4 ปีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งรอบนี้จะเลือกสภาผู้แทนราษฎร 435 ที่นั่ง และวุฒิสภา 35 จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง โดยแบ่งออกเป็นการเลือกตั้งตามวาระ 33 ที่นั่ง และการเลือกตั้งพิเศษ 2 แห่งในรัฐฟลอริดาและโอไฮโอ เนื่องจากสมาชิกวุฒิสภามีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี ซึ่งที่ผ่านมา มีการทยอยลงคะแนนเสียงราว 1 ใน 3 ของสภาทุก 2 ปี

 

อนึ่ง ปัจจุบัน พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา 53 ที่นั่ง ส่วนพรรคเดโมแครตครองคะแนนเสียง 47 ที่นั่ง ซึ่งรวมกับสมาชิกอิสระที่เข้าร่วมกลุ่มพรรค โดยในจำนวนที่นั่งเลือกตั้ง 35 ที่นั่ง คิดเป็นที่นั่งเดิมของพรรครีพับลิกัน 22 ที่นั่ง และพรรคเดโมแครต 13 ที่นั่ง

 

ทั้งนี้ สำนักข่าวว่า AP วิเคราะห์ แม้รีพับลิกันจะต้องป้องกันที่นั่งในชั้นวุฒิสภา แต่ในเชิงโครงสร้าง พรรคยังคงได้ประโยชน์ เนื่องจากหลายรัฐเป็นพื้นที่ที่ทรัมป์เคยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี ขณะที่ เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังมีอำนาจลงคะแนนชี้ขาดในกรณีที่วุฒิสภามีคะแนนเสียงเท่ากัน ทำให้พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องครองอย่างน้อย 51 ที่นั่ง จึงจะควบคุมวุฒิสภาได้

 

ฉะนั้น เป้าหมายที่ชัดเจนที่สุดของพรรคเดโมแครต คือ การรักษาที่นั่งวุฒิสภาเดิมไว้ 13 ที่นั่ง และชิงที่นั่งใหม่จากรีพับลิกันอย่างน้อย 4 ที่นั่ง ทำให้ยิ่งต้องจับตามอง ‘รัฐที่มีคะแนนสูสี’ (Swing States) เป็นพิเศษ เพราะแม้บางรัฐจะสนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่งอย่างชัดเจน แต่บางเขตก็อาจมีการแข่งขันสูสีระหว่างสองพรรค

 

สมรภูมิวุฒิสภา เดโมแครตต้องรักษา 3 รัฐสำคัญ มีอะไรบ้าง?

 

ภารกิจสำคัญของพรรคเดโมแครต คือ การรักษาที่นั่งวุฒิสภาในรัฐจอร์เจีย มิชิแกน และนิวแฮมป์เชียร์ ถือเป็นสามรัฐที่มีการแข่งขันสูสีที่สุดในบรรดาที่นั่งเดิมของพรรค สะท้อนให้เห็นในการเลือกตั้งปี 2024 หลังคะแนนเสียงทั้ง 2 พรรคใน 3 รัฐ ห่างกันไม่ถึง 3 จุดเปอร์เซ็น

 

เริ่มจากจอร์เจีย เป็นรัฐที่ถูกมองว่าสะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสหรัฐฯ ได้อย่างชัดเจน โดยทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2016 ด้วยส่วนต่าง 5 จุดเปอร์เซ็นต์ ก่อนพ่ายแพ้อย่างฉิวเฉียดในปี 2020 และกลับมาชนะอีกครั้งในปี 2024 ด้วยส่วนต่าง 2.2 จุดเปอร์เซ็นต์

 

อย่างไรก็ตาม พรรคเดโมแครตกลับประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งวุฒิสภาของรัฐ หลัง จอน ออสซอฟฟ์ และ ราฟาเอล วอร์น็อก ชนะการเลือกตั้งรอบสองในปี 2021 ถือเป็นส่วนสำคัญทำให้เดโมแครตกลับมาควบคุมวุฒิสภาในเวลานั้น

 

สำหรับการเลือกตั้งปี 2026 ออสซอฟฟ์กำลังลงสมัครอีกสมัย โดยเผชิญหน้ากับ ไมค์ คอลลินส์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งบทวิเคราะห์ระบุว่า ออสซอฟฟ์กำลังมีแต้มนำคอลลินส์ เนื่องจากได้เปรียบด้านเงินทุนหาเสียงมากกว่า โดยข้อมูลในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายนระบุว่า เขาระดมทุนได้มากกว่า 77 ล้านดอลลาร์ ขณะที่คอลลินส์ระดมทุนได้ 6.5 ล้านดอลลาร์

 

ส่วนรัฐที่น่าสนใจมากๆ ในทางการเมือง คือ มิชิแกน ถือเป็นรัฐที่พรรคเดโมแครตไม่เคยแพ้การเลือกตั้งวุฒิสภามาตั้งแต่ปี 1994 อย่างไรก็ตาม การแข่งขันครั้งนี้มีความเปลี่ยนแปลงสำคัญ หลัง แกรี ปีเตอร์ส สมาชิกวุฒิสภาคนปัจจุบันตัดสินใจไม่ลงสมัครอีกสมัย

 

อับดุล เอล-ซาเยด (Abdul El-Sayed) นักการเมืองสายก้าวหน้าสายมุสลิม และอดีตผู้อำนวยการด้านสาธารณสุข เป็นแคนดิเดตท้าชิงเก้าอี้ของพรรคเดโมแครต โดยหากชนะการเลือกตั้ง เอล-ซาเยด จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มีเชื้อสายมุสลิมคนแรก ขณะที่พรรครีพับลิกันส่ง ไมค์ โรเจอร์ส อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเคยแพ้การเลือกตั้งวุฒิสภาอย่างฉิวเฉียดในปี 2024 ลงสนาม

 

ความน่าสนใจ คือ ทั้งสองพรรคส่งบุคคลสำคัญลงหาเสียงด้วยตัวเอง หลัง บารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปรากฏตัวในเมืองดีทรอยต์ในวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา พร้อมประกาศสนับสนุนเอล-ซาเยดว่า กำลังต่อสู้การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พร้อมโจมตีทรัมป์ในนโยบายกำแพงภาษีและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

 

ขณะที่เมื่อคืนนี้ (25 ตุลาคม) ทรัมป์ขึ้นปราศรัยในรัฐมิชิแกน และยกระดับการโจมตีเอล-ซาเยดว่า พรรคเดโมแครตกำลังเปิดทางให้ผู้ก่อการร้ายขึ้นมาเป็นผู้นำ พร้อมโยงการเลือกตั้งมิดเทอมครั้งนี้เข้ากับเหตุการณ์ 911 ว่า ชาวมิชิแกนต้องร่วมใจกันต่อสู้ ไม่ต่างจากการที่ ทอดด์ บีเมอร์ (Todd Beamer) ชาวรัฐมิชิแกน และผู้โดยสารคนอื่นๆ ร่วมกันต่อสู้กับกลุ่มจี้เครื่องบินเที่ยวบิน 93

 

“25 ปีผ่านไป ถึงเวลาแล้วที่ชาวมิชิแกนต้องลุกขึ้นต่อสู้เหมือนที่ทอดด์เคยทำ เพื่อหยุดยั้งไม่ให้สมาชิกกลุ่มญิฮาดเดินเข้าสู่อาคารรัฐสภา” ทรัมป์กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม หากย้อนดูผลการเลือกตั้งปี 2024 แม้ทรัมป์จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในรัฐมิชิแกน แต่ ไมค์ โรเจอร์ส ผู้สมัครวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันกลับพ่ายแพ้ให้กับ เอลิสซา สล็อตคิน จากพรรคเดโมแครตด้วยส่วนต่างเพียง 19,006 คะแนน โดยโรเจอร์สได้รับคะแนนเสียงน้อยกว่าทรัมป์ประมาณ 123,000 คะแนน สะท้อนให้เห็นว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนไม่ได้ลงคะแนนให้ผู้สมัครจากพรรคเดียวกันในทุกตำแหน่ง

 

นอกจากนี้ นิวแฮมป์เชียร์ยังเป็นอีกหนึ่งรัฐที่เดโมแครตต้องรักษาที่นั่ง หลัง จีนน์ ชาฮีน สมาชิกวุฒิสภาคนปัจจุบันตัดสินใจไม่ลงสมัครอีกสมัย ทำให้ คริส แพปพาส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากเดโมแครต ต้องแข่งขันกับ จอห์น ซูนูนู อดีตสมาชิกวุฒิสภาจากรีพับลิกัน ซึ่งมาจากตระกูลการเมืองที่มีอิทธิพลในรัฐ

 

น่าสนใจว่า แม้รีพับลิกันจะมีฐานการเมืองระดับรัฐที่แข็งแกร่ง แต่ทรัมป์ไม่เคยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในนิวแฮมป์เชียร์ทั้งสามครั้งที่ผ่านมา

 

เท็กซัส โอไฮโอ ไอโอวา และอะแลสกา ฐานเสียงรีพับลิกันที่ต้องจับตา

 

น่าสนใจอย่างยิ่งว่า เดโมแครตยังมองเห็นโอกาสใน 4 รัฐที่เคยเป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน ได้แก่ เท็กซัส โอไฮโอ ไอโอวา และอะแลสกา ซึ่งที่ผ่านมา รัฐเหล่านี้ลงคะแนนเสียงให้ทรัมป์ในการเลือกตั้งปี 2024

 

อนึ่ง เท็กซัสเป็นหนึ่งในรัฐที่น่าจับตามากที่สุด เพราะพรรคเดโมแครตไม่เคยชนะการเลือกตั้งวุฒิสภาในรัฐนี้ตั้งแต่ปี 1988 ขณะที่ยังไม่เคยชนะตำแหน่งระดับรัฐที่มาจากการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 1994 สะท้อนให้เห็นจากการเลือกตั้งปี 2024 หลังทรัมป์ชนะ คามาลา แฮร์ริส ด้วยส่วนต่างเกือบ 14 จุดเปอร์เซ็นต์

 

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันวุฒิสภาครั้งนี้กลับสูสีมากขึ้น หลังพรรครีพับลิกันเผชิญการแข่งขันขั้นต้นที่ดุเดือดระหว่างเคน แพกซ์ตัน อัยการสูงสุดรัฐเท็กซัส กับ จอห์น คอร์นิน สมาชิกวุฒิสภาคนปัจจุบัน แม้แพกซ์ตันเป็นฝ่ายชนะ แต่ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง เขาเผชิญข้อครหาและเรื่องอื้อฉาวหลายครั้ง รวมถึงกระบวนการถอดถอนในปี 2023 ซึ่งท้ายที่สุดวุฒิสภารัฐลงมติให้พ้นผิด

 

คู่แข่งของเขา คือ เจมส์ ทาลาริโก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระดับรัฐจากพรรคเดโมแครต ที่สามารถชนะการเลือกตั้งขั้นต้นเหนือ จัสมิน คร็อกเกตต์ โดยข้อมูลล่าสุดในเดือนมิถุนายนระบุว่า ทาลาริโกระดมทุนหาเสียงได้ 68.6 ล้านดอลลาร์ ขณะที่แพกซ์ตันระดมทุนได้ 9.2 ล้านดอลลาร์ แต่ในด้านการซื้อโฆษณาหาเสียง ฝ่ายรีพับลิกันยังใช้งบประมาณมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

 

ส่วนโอไฮโอ การแข่งขันในครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่าง จอน ฮัสเต็ด สมาชิกวุฒิสภาจากรีพับลิกัน กับ เชอร์รอด บราวน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจากเดโมแครต แม้ทรัมป์จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในรัฐนี้ติดต่อกันสามครั้ง แต่บราวน์เป็นนักการเมืองเดโมแครตที่เคยได้รับคะแนนเสียงสูงกว่าผู้สมัครประธานาธิบดีจากพรรคเดียวกันอย่างต่อเนื่อง

 

น่าสนใจว่า รัฐโอไฮโอมีประเด็นร้อนทางการเมืองอย่าง Data Center เป็นตัวแปรสำตัญ สะท้อนให้การที่สองพรรคโจมตีกันและกัน เช่น บราวน์โจมตีบทบาทของฮัสเต็ดในการสนับสนุนการขยาย Data Center ขณะที่ฮัสเต็ดพยายามชูนโยบายลดภาษีและผลงานในตำแหน่งที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ โอไฮโอยังมีการแข่งขันชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐระหว่าง วิเวก รามาสวามี มหาเศรษฐีจากรีพับลิกัน กับ เอมี แอ็กตัน อดีตผู้อำนวยการด้านสาธารณสุขจากเดโมแครต ซึ่งถูกจับตาว่า เป็นอีกสนามที่สะท้อนอิทธิพลทางการเมืองของทรัมป์

 

Swing Districts สนามชิงสภาผู้แทนราษฎรที่อาจตัดสินกันเพียงไม่กี่ที่นั่ง

 

สำหรับการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร พรรคเดโมแครตต้องการที่นั่งเพิ่มสุทธิเพียง 3 ที่นั่ง เพื่อกลับมาครองเสียงข้างมาก ทำให้เขตเลือกตั้งที่มีการแข่งขันสูสีเพียงไม่กี่เขตสามารถเปลี่ยนสมดุลอำนาจของสภาได้ โดยเฉพาะในรัฐเพนซิลเวเนีย นิวยอร์ก โอไฮโอ และเวอร์จิเนีย

 

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ เพนซิลเวเนียเขต 1 โดย ไบรอัน ฟิตซ์แพทริก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรีพับลิกัน กำลังแข่งขันกับบ็อบ ฮาร์วี จากเดโมแครต ขณะที่ นิวยอร์กเขต 17 ถือเป็นอีกสนามสำคัญ แม้นิวยอร์กจะเป็นฐานเสียงเดโมแครตที่ค่อนข้างมั่นคง หลัง ไมค์ ลอว์เลอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรีพับลิกัน กำลังแข่งขันกับ เคต คอนลีย์ อดีตเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงแห่งชาติในรัฐบาลโจ ไบเดน

 

ชาวละติน จากฐานเสียงสำคัญของทรัมป์ สู่กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่กำลังเปลี่ยนใจ

 

นอกจากการแข่งขันในแต่ละรัฐแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตาในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ คือความเปลี่ยนแปลงของฐานเสียงชาวละติน โดย The New York Times มองว่า คนกลุ่มกำลังกลายเป็นกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีความผันผวนมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในการเมืองสหรัฐฯ ทศวรรษ 2020

 

ต้องเข้าใจก่อนว่า ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา พรรคเดโมแครตมีฐานเสียงสนับสนุนในกลุ่มชาวละตินอย่างแข็งแกร่ง โดยนักการเมืองจำนวนมากในพรรคเคยเชื่อว่า การเพิ่มขึ้นของประชากรชาวละตินจะส่งผลดีต่อพรรคในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์สามารถขยายฐานเสียงในกลุ่มนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยรายงาน Times Voter Trends ระบุว่า ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2016 ทรัมป์ได้รับคะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งเชื้อสายฮิสแปนิก 28% ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 44% ในปี 2024

 

อนึ่ง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีส่วนสำคัญต่อชัยชนะของทรัมป์ในปี 2024 โดยทำให้เกิดการประเมินว่า พรรครีพับลิกันอาจกำลังสร้างฐานเสียงทางการเมืองใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลากหลายเชื้อชาติมากขึ้น

 

แต่ผลสำรวจล่าสุดของ The New York Times/Siena ซึ่งจัดทำระหว่างวันที่ 12-19 ตุลาคม 2026 จากกลุ่มตัวอย่างเชื้อสายฮิสแปนิก 458 คนทั่วประเทศพบว่า คะแนนสนับสนุนทรัมป์ในกลุ่มนี้ลดลงเหลือ 31% ขณะที่ 61% ระบุว่า จะสนับสนุนพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอม ทำให้พรรคเดโมแครตมีคะแนนนำพรรครีพับลิกันประมาณ 30 จุดเปอร์เซ็นต์

 

อย่างไรก็ตาม แม้คะแนนนิยมของเดโมแครตจะฟื้นตัว แต่ยังต่ำกว่าปี 2016 ซึ่งพรรคเคยได้รับคะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งเชื้อสายฮิสแปนิกถึง 68%

 

ค่าครองชีพและผู้อพยพ สองปัจจัยที่ทำให้คะแนนนิยมเปลี่ยน

 

The New York Times รายงานว่า ความไม่พอใจต่อการบริหารเศรษฐกิจของทรัมป์เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวละตินหันมาสนับสนุนเดโมแครตมากขึ้น โดยผลสำรวจพบว่า ปัญหาค่าครองชีพเป็นข้อกังวลอันดับหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้ ซึ่งปัจจุบันเดโมแครต ได้รับความไว้วางใจให้จัดการปัญหาเศรษฐกิจมากกว่ารีพับลิกันเกือบ 30 จุดเปอร์เซ็นต์

 

นอกจากปัญหาเศรษฐกิจแล้ว นโยบายตรวจคนเข้าเมืองของทรัมป์ยังเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อทัศนคติของชาวละติน โดยผลสำรวจล่าสุดพบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเชื้อสายฮิสแปนิกเกือบ 20% มองว่า ปัญหาผู้อพยพเป็นหนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลที่สุด ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 6% เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน

 

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจส่งผลต่อการแข่งขันในหลายพื้นที่ เช่น รัฐแอริโซนา แคลิฟอร์เนีย โคโลราโด ฟลอริดา เพนซิลเวเนีย และเท็กซัส ซึ่งมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเชื้อสายฮิสแปนิกคิดเป็นสัดส่วนอย่างน้อย 20% ของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด

 

คนรุ่นใหม่ชาวละตินเริ่มหันมาสนับสนุนเดโมแครต

 

ผลสำรวจยังพบว่า คะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นของพรรคเดโมแครตในกลุ่มชาวละตินส่วนใหญ่ มาจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุน้อยและผู้ที่ไม่ได้สำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสองกลุ่มที่เคยหันไปสนับสนุนทรัมป์อย่างมากในการเลือกตั้งปี 2024

 

แม้ชาวละตินจำนวนหนึ่งจะไม่พอใจพรรคการเมืองทั้งสองพรรค รวมถึงกังวลเกี่ยวกับนโยบายผู้อพยพ แต่ผลสำรวจ The New York Times/Siena กลับพบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวละตินมีความกระตือรือร้นต่อการเลือกตั้งกลางเทอมมากกว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งผิวขาว ผิวดำ และชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย โดยประมาณ 30% ระบุว่า รู้สึกตื่นเต้น มีความสุข หรือมีความหวังต่อการเลือกตั้งครั้งนี้

 

เปาลา ปาเรเดส นักศึกษาวัย 21 ปี และสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองซานอันโตนิโอ รัฐเท็กซัสกล่าวว่า คนรุ่น Gen Z เริ่มออกมาแสดงความคิดเห็นและใช้สิทธิเลือกตั้งมากขึ้น โดยเพื่อนของเธอหลายคนรีบไปลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้ง พร้อมย้ำว่า เธอจะลงคะแนนเสียงให้ทาลาริโก ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตในรัฐเท็กซัส

 

อย่างไรก็ตาม คะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่า พรรคเดโมแครตจะสามารถรักษาฐานเสียงชาวละตินไว้ได้อย่างมั่นคง หลังผลสำรวจเดียวกันพบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวละติน 42% ไม่พอใจพรรคการเมืองทั้งสองพรรค ขณะที่ 45% มองว่า เดโมแครตและรีพับลิกันไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก

 

นอกจากนี้ ผลสำรวจของ NBC News/Telemundo ยังพบว่า ทัศนคติเชิงลบต่อพรรคเดโมแครตในกลุ่มชาวละตินเพิ่มขึ้นตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ก่อนจะเริ่มทรงตัวในช่วงไม่กี่ปีหลัง ขณะที่ทัศนคติเชิงลบต่อพรรครีพับลิกันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการเลือกตั้งปี 2024

 

ผลสำรวจเหล่านี้สะท้อนว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนยังพร้อมเปลี่ยนการสนับสนุนระหว่างสองพรรค โดยเฉพาะเมื่อปัญหาค่าครองชีพและนโยบายของรัฐบาลส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันที่มีคะแนนสูสีกันหลายพื้นที่

 

ภาพ: Jonathan Ernst / Reuters

 

อ้างอิง:


READ MORE





Latest Stories

Close Advertising