รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย พล.อ.ท. ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ และ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมให้ข้อมูลชี้แจงการประชุม กสทช. นัดพิเศษ ท่ามกลางข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสถานะการดำรงตำแหน่งของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ และอำนาจในการประชุมของกรรมการที่เหลืออยู่
ประเด็นสำคัญ
- ยืนยันกรรมการที่เหลือมีอำนาจประชุม อ้างกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อได้
- แจงประชุมนัดพิเศษ 4 ครั้ง ใช้วาระเดิมที่บรรจุแล้ว พร้อมบันทึกเสียงครบถ้วน
- ศุภัชลงนามแจ้งมติแล้วเมื่อ 22 ตุลาคม ขอสำนักงานนำไปปฏิบัติ
- ตั้งคำถามรักษาการเลขาฯ ไม่ร่วมประชุม แม้อีกห้องยกเลิกนัดแล้ว
- ห่วงเจ้าหน้าที่สนับสนุนการประชุมถูกดำเนินการทางวินัย
- อยู่ระหว่างหารือเลือกประธานใหม่ ย้ำไม่ควรใช้เป็นเหตุจำกัดอำนาจกรรมการ
- ขอสำนักงานแจ้งวุฒิสภา เดินหน้ากระบวนการแทนตำแหน่งที่ว่าง
กรรมการทั้ง 3 คนยืนยันว่า การประชุมนัดพิเศษที่ผ่านมาเป็นการปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบกฎหมาย เพื่อให้การกำกับดูแลกิจการสื่อสารของประเทศดำเนินต่อไปได้ พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวอ้างเรื่องการสั่งลบเสียงบันทึกการประชุม และเรียกร้องให้สำนักงาน กสทช. นำมติที่ประชุมซึ่งรับรองแล้วไปดำเนินการ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ
คำชี้แจงดังกล่าวครอบคลุม 5 ประเด็น ตั้งแต่สถานะกรรมการและองค์ประชุม กระบวนการจัดประชุม ความเป็นธรรมต่อเจ้าหน้าที่ การเลือกประธาน กสทช. คนใหม่ ตลอดจนหน้าที่ของสำนักงานในการแจ้งให้ดำเนินการคัดเลือกกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่าง
ยืนยันกรรมการที่เหลือมีอำนาจประชุม อ้างกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อได้
กรรมการทั้ง 3 คนชี้แจงว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ซึ่งศาลปกครองกลางได้วินิจฉัยว่าชอบด้วยกฎหมาย ระบุว่า นพ.สรณมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. และให้ถือว่าสละสิทธิการเข้ารับตำแหน่งมาตั้งแต่แรกโดยผลของกฎหมาย
ตามคำชี้แจง ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งศาลให้ระงับหรือทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยดังกล่าว กรรมการที่เหลือจึงเห็นว่าต้องดำเนินการตามผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นอย่างเคร่งครัด
กรรมการทั้ง 3 คนอ้างถึงมาตรา 20 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งกำหนดให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ หากมีจำนวนไม่น้อยกว่า 4 คน ประกอบกับข้อ 25 วรรคหนึ่ง ของข้อบังคับการประชุม กสทช. ที่กำหนดให้มีองค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้ กรรมการทั้ง 3 คนจึงยืนยันว่า เมื่อมีกรรมการเข้าประชุมครบองค์ประชุมตามกฎหมาย ที่ประชุมย่อมสามารถประชุมและปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจที่กฎหมายกำหนดได้
ส่วนการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม คำชี้แจงระบุว่า ข้อ 26 ของข้อบังคับการประชุมเปิดให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานแทนได้ ในกรณีที่ไม่มีประธานอยู่ในที่ประชุมหรือประธานไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
แจงประชุมนัดพิเศษ 4 ครั้ง ใช้วาระเดิมที่บรรจุแล้ว พร้อมบันทึกเสียงครบถ้วน
สำหรับกระบวนการจัดประชุมนัดพิเศษที่ผ่านมา 4 ครั้ง กรรมการทั้ง 3 คนระบุว่า ได้ดำเนินการอย่างรอบคอบและยึดกฎหมายทุกขั้นตอน โดยนำระเบียบวาระที่สำนักงาน กสทช. เคยเสนอให้ประธาน กสทช. บรรจุไว้แล้วในช่วงที่ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ มาบรรจุเป็นวาระการประชุมนัดพิเศษ
ส่วนเรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วนได้พิจารณาบรรจุเป็นวาระจร โดยกรรมการ กสทช. 6 คนมีมติเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม และให้อำนาจพิจารณาบรรจุวาระตามข้อบังคับการประชุม
นอกจากนี้ ทุกครั้งยังมีการบันทึกการประชุมทั้งในรูปแบบลายลักษณ์อักษรและบันทึกเสียงอย่างครบถ้วน เพื่อใช้เป็นหลักฐานและเปิดให้ตรวจสอบความถูกต้องได้
กรรมการทั้ง 3 คนปฏิเสธข้อกล่าวอ้างว่ามีการสั่งลบเทปการประชุม โดยยืนยันว่า กรรมการทั้ง 6 คนทราบดีว่าบันทึกเสียงเป็นหลักฐานสำคัญสำหรับการตรวจสอบ และไม่เคยมีการสั่งให้ลบเทปแต่อย่างใด
คำชี้แจงยังระบุว่า หากรักษาการเลขาธิการ กสทช. เข้าร่วมทำหน้าที่เลขานุการการประชุมตามที่กรรมการทั้ง 6 คนแจ้งขอ ก็ย่อมจะรับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการในส่วนนี้
ศุภัชลงนามแจ้งมติแล้วเมื่อ 22 ตุลาคม ขอสำนักงานนำไปปฏิบัติ
ในส่วนการส่งมติที่ประชุมให้สำนักงานดำเนินการ กรรมการทั้ง 3 คนเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้ลงนามแจ้งมติที่ผ่านการรับรองแล้วไปยังรักษาการเลขาธิการ กสทช.
กรรมการทั้ง 3 คนเห็นว่า ขั้นตอนต่อจากนี้จึงอยู่ที่สำนักงาน กสทช. ต้องนำมติดังกล่าวไปปฏิบัติ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและทันท่วงที พร้อมระบุว่า การยกเหตุผลต่างๆ ขึ้นกล่าวอ้างจนทำให้การดำเนินงานล่าช้า อาจเป็นการประวิงเวลาและทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้น
ตั้งคำถามรักษาการเลขาฯ ไม่ร่วมประชุม แม้อีกห้องยกเลิกนัดแล้ว
ประเด็นการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายเลขานุการ กรรมการทั้ง 3 คนระบุว่า ตลอดการประชุมนัดพิเศษ 4 ครั้ง กรรมการที่เหลือพยายามให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่สำนักงาน โดยได้แจ้งให้ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. เข้าปฏิบัติหน้าที่เลขานุการการประชุม
อย่างไรก็ตาม ตามคำชี้แจง กรรมการได้รับแจ้งตอบทุกครั้งว่า ไตรรัตน์ไม่สามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่ให้กรรมการทั้ง 6 คนได้ เนื่องจากต้องไปปฏิบัติหน้าที่ในห้องประชุมที่ นพ.สรณกำหนดไว้ในวันและเวลาเดียวกัน
คำชี้แจงยังกล่าวถึงฉันทพัทธ์ ขำโคกกรวด ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนรักษาการเลขาธิการ กสทช. ว่า เคยแจ้งต่อที่ประชุมนัดพิเศษในลักษณะเดียวกัน โดยระบุว่าต้องรออยู่ในห้องประชุมอีกห้องหนึ่งที่ นพ.สรณกำหนดไว้จนถึงเวลา 16.30 น. แม้ไม่มีกรรมการเข้าร่วมประชุม
สำหรับวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา กรรมการทั้ง 3 คนระบุว่า ยังคงมีการนัดประชุมซ้อนกัน โดย นพ.สรณมานั่งเป็นประธานในห้องประชุมที่กำหนดไว้ ก่อนแจ้งยกเลิกการประชุมห้องดังกล่าวเมื่อเวลา 11.30 น.
ขณะนั้น การประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 4/2569 ซึ่งมีกรรมการ 6 คนเข้าร่วม ยังคงดำเนินอยู่ กรรมการทั้ง 3 คนจึงตั้งคำถามว่า เหตุใดรักษาการเลขาธิการ กสทช. จึงไม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ ทั้งที่เหตุผลเรื่องการต้องปฏิบัติหน้าที่ในอีกห้องประชุมหนึ่งได้สิ้นสุดลงแล้ว
ห่วงเจ้าหน้าที่สนับสนุนการประชุมถูกดำเนินการทางวินัย
กรรมการทั้ง 3 คนระบุว่า แม้มีปัญหาเรื่องฝ่ายเลขานุการ แต่การประชุมจำเป็นต้องดำเนินต่อไป โดยที่ประชุมได้ให้บันทึกเสียงอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงเปิดให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลที่ตนเองชี้แจงต่อที่ประชุมได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ปฏิบัติงาน
อย่างไรก็ตาม กรรมการทั้ง 3 คนแสดงความกังวลว่า เจ้าหน้าที่ที่เข้าปฏิบัติหน้าที่และให้ข้อมูลต่อที่ประชุมอาจไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยอ้างว่ามีข้อมูลภายในสำนักงานว่า เจ้าหน้าที่ที่สนับสนุนการประชุมอาจถูกดำเนินการทางวินัย ด้วยเหตุว่าปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ได้รับมอบหมายจากรักษาการเลขาธิการ กสทช.
กรรมการทั้ง 3 คนเห็นว่า สำนักงาน กสทช. ในฐานะหน่วยงานธุรการและหน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่สนับสนุนให้คณะกรรมการปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ การดำเนินงานจึงควรยึดหลักนิติธรรม ความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
อยู่ระหว่างหารือเลือกประธานใหม่ ย้ำไม่ควรใช้เป็นเหตุจำกัดอำนาจกรรมการ
สำหรับขั้นตอนเกี่ยวกับตำแหน่งประธาน กสทช. กรรมการทั้ง 3 คนอ้างถึงมาตรา 20 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งกำหนดว่า หากประธานกรรมการหรือรองประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งตามเหตุที่กฎหมายกำหนด ให้ กสทช. ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานหรือรองประธาน แล้วแจ้งนายกรัฐมนตรี เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป
กรรมการทั้ง 3 คนระบุว่า กรรมการที่เหลืออยู่ระหว่างหารือและดำเนินการตามขั้นตอนเกี่ยวกับตำแหน่งประธานที่เห็นว่าว่างลง ซึ่งรวมถึงการเลือกประธานคนใหม่และการแจ้งนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม กรรมการทั้ง 3 คนยืนยันว่า กระบวนการเกี่ยวกับตำแหน่งประธานไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุจำกัดการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการที่เหลืออยู่ เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายยังให้อำนาจปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
พร้อมเตือนว่า หากการประชุมหยุดชะงัก หรือไม่สามารถกำกับดูแลการดำเนินงานของสำนักงาน กสทช. ได้ ย่อมอาจส่งผลต่อการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ตลอดจนประโยชน์ของประชาชนโดยรวม
ขอสำนักงานแจ้งวุฒิสภา เดินหน้ากระบวนการแทนตำแหน่งที่ว่าง
อีกประเด็นที่กรรมการทั้ง 3 คนเรียกร้องให้สำนักงานดำเนินการ คือการแจ้งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่าง
คำชี้แจงอ้างถึงมาตรา 20 วรรคท้าย ซึ่งกำหนดให้สำนักงาน กสทช. มีหนังสือแจ้งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีเหตุ และให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเริ่มดำเนินการจัดให้มีการเลือกกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน 15 วันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้ง
กรรมการทั้ง 3 คนเห็นว่า สำนักงานควรดำเนินการตามหน้าที่ดังกล่าว โดยเชื่อมโยงเหตุแห่งตำแหน่งที่ว่างกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเรื่องคุณสมบัติของ นพ.สรณ
ท้ายที่สุด กรรมการทั้ง 3 คนยืนยันความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบกฎหมายและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ พร้อมขอให้ทุกฝ่ายร่วมแก้ไขปัญหาด้วยเหตุผลและหลักกฎหมาย เพื่อให้ กสทช. ทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการสื่อสารของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง และไม่ปล่อยให้ข้อขัดแย้งภายในองค์กรเป็นอุปสรรคต่อประโยชน์ของประชาชน


