×

กสทช. เคาะวาระแผนทีวีดิจิทัล-ระบบเตือนภัยเข้าคิวถกนัดหน้า พร้อมผนึก 10 หน่วยงาน ดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยสู่สากล

โดย THE STANDARD TEAM
09.10.2026
  • LOADING...
ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. แถลงข่าวเกี่ยวกับแผนทีวีดิจิทัลและอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย

ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยผลการดำเนินงานที่สำคัญของบอร์ด กสทช. โดยระบุว่า การประชุมคณะกรรมการ กสทช. ในช่วงเช้าของวันนี้ ได้พิจารณาผ่านวาระไปแล้วจำนวน 9 วาระ พร้อมทั้งได้เตรียมบรรจุวาระสำคัญเป็นวาระเร่งด่วนสำหรับการประชุมในครั้งหน้า ได้แก่ แผนการดำเนินงาน (Roadmap) ของกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล และระบบการแจ้งเตือนภัยผ่านโครงข่ายโทรทัศน์ดิจิทัล (Early Warning System)

 

 

ขณะเดียวกัน ในช่วงบ่าย ศ.ดร.พิรงรอง ได้เข้าร่วมงานเสวนา NBTC Regulators’ Roundtable ในหัวข้อ Capacity Building & State Intervention for Thai Content Industry ณ โรงแรมควีนส์แลนด์ ซึ่งจัดโดยสำนักงาน กสทช. กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่มุ่งเป้าหมายสู่การสร้างระบบนิเวศสื่อที่น่าเชื่อถือ (Trusted Media Ecosystem) ซึ่งถือเป็นกรอบนโยบายหลักด้านกิจการโทรทัศน์ของ กสทช. ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

 

เวทีเสวนาดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่มีการรวบรวมหน่วยงานกำกับดูแลและหน่วยงานส่งเสริมคอนเทนต์จากทั้งภาครัฐและภาคการศึกษาเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์), กระทรวงวัฒนธรรม, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa), สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์, กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพื่อร่วมหารือ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และหาแนวทางบูรณาการการทำงานในการส่งเสริมคอนเทนต์ไทย ในฐานะทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และสินค้าหรือทุนทางวัฒนธรรม

 

10 บทสรุปยกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย

 

จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ นำมาสู่ข้อสรุปที่สำคัญ 10 ประการ ได้แก่

 

  1. เปลี่ยนมุมมองของรัฐแบบเกาหลีใต้: CEA ชี้ให้เห็นว่าเกาหลีใต้เคยประเมินรายได้จากภาพยนตร์เพียงเรื่องเดียวว่าเทียบเท่ากับการผลิตรถยนต์ถึง 2 ปี นำไปสู่การมองคอนเทนต์เป็นอุตสาหกรรมส่งออก รัฐบาลมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง มีกลุ่มทุน (Venture Capital) เข้าร่วม และกล้าลงทุนในซีรีส์ด้วยงบประมาณมหาศาลเพื่อเจาะตลาดทั่วเอเชีย แทนการลงทุนน้อยเพื่อเน้นแค่ตลาดในประเทศ
  2. เชื่อมโยงเครื่องมือรัฐสู่ผู้ประกอบการ: DITP ระบุว่าผู้ประกอบการหลายรายที่ไปออกงานต่างประเทศไม่เคยทราบว่ามีทุนสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะที่ depa เสนอให้จัดทำแผนที่รวบรวมการสนับสนุนของรัฐ และกองทุนพัฒนาสื่อฯ เสนอให้มีศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่อให้เครื่องมือที่มีอยู่เข้าถึงมือผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง
  3. ทุนสาธารณะเพื่อสื่อที่ตลาดไม่รองรับ: ในภาวะที่รายการสำหรับเด็กแทบไม่เหลือพื้นที่ในผังโทรทัศน์ กองทุนพัฒนาสื่อฯ จึงเป็นหนึ่งในแหล่งทุนหลักไม่กี่แห่งในประเทศที่ยังคงสนับสนุนสื่อสำหรับเด็ก
  4. เพิ่มสัดส่วนการจ้างงานคนไทยจากกองถ่ายต่างชาติ: แม้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงกระทรวงวัฒนธรรม จะมีมาตรการคืนเงิน (Cash Rebate) เพื่อดึงดูดกองถ่ายต่างชาติและให้เกิดการจ้างงานคนไทย แต่ในทางปฏิบัติกองถ่ายต่างชาติมักนำบุคลากรมาเอง การออกแบบแรงจูงใจให้การจ้างคนไทยมีความคุ้มค่า ควบคู่กับการลดขั้นตอนการอนุญาตถ่ายทำ จะช่วยให้ไทยแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคอย่างเวียดนามได้
  5. ความสะดวกในการลงทุนสำคัญไม่แพ้ภาษี: นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ทางภาษี BOI ยังมีศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จสำหรับการขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงานสำหรับชาวต่างชาติ รวมถึงเปิดให้บริษัทผลิตสื่อ (Production House) หรือนิคมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ (Movie Town) สามารถขอรับการส่งเสริมการลงทุนได้
  6. ขยายขอบเขตซีรีส์วายรับมือการแข่งขัน: ซีรีส์วายเป็นคอนเทนต์ที่มีศักยภาพและขายดีในต่างประเทศ แต่ยังเปิดตลาดได้ยากในบางพื้นที่ เช่น ประเทศจีน ที่มีมาตรการเซ็นเซอร์และโควตา ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวไปจัดงานพบปะแฟนคลับ (Fan Meeting) แทน ประกอบกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน เริ่มเข้ามาแข่งขันมากขึ้น การต่อยอดซีรีส์วายด้วยเนื้อหาอื่น เช่น อาหาร หรือแนวย้อนยุค จะเป็นทางหนึ่งในการรักษาความได้เปรียบ
  7. จัดการความเสี่ยงแบบสตาร์ทอัพ: กองทุนพัฒนาสื่อฯ ชี้ว่าการลงทุนคอนเทนต์มีความเสี่ยงสูง โดย 10 โครงการอาจล้มเหลว 7-8 โครงการ และต้องอาศัยโครงการที่สำเร็จมาชดเชย จึงควรมีมุมมองแบบการลงทุนในสตาร์ทอัพ พร้อมเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกรมทรัพย์สินทางปัญญา มาร่วมหารือเพื่อคุ้มครองสิทธิและดึงดูดการร่วมลงทุน รวมถึงทบทวนกติกาโฆษณาแฝง (Product Placement) ที่อาจเป็นข้อจำกัดในการสร้างรายได้
  8. นโยบายรัฐต้องครอบคลุมผู้เล่นรายเล็ก: ข้อมูลจาก CEA ระบุว่า 96% ของนิติบุคคลในอุตสาหกรรมคอนเทนต์เป็นกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดย 71% กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ 32.6% เป็นแรงงานนอกระบบ นโยบายและเครื่องมือของรัฐจึงต้องออกแบบให้เข้าถึงคนกลุ่มนี้
  9. อิงข้อมูลและร่วมกันแก้อุปสรรค: CEA สรุปอุปสรรค 5 ด้าน ได้แก่ นโยบาย, ทุนและภาษี, บุคลากร, การกระจุกตัว, และข้อมูลการตลาด นำไปสู่ข้อเสนอในการสร้างกลไกเจ้าภาพและแผนงานร่วมกัน ขณะที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) เสนอให้มีการศึกษาวิจัยความต้องการของผู้ชมและกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง ไม่ใช่เริ่มต้นจากสิ่งที่ผู้ผลิตอยากทำเพียงอย่างเดียว
  10. เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในแผนระดับชาติ: CEA วางเป้าหมายให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็น 1 ใน 7 กองหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเกิน 3% และติดอันดับ 20 ด้านขีดความสามารถในการแข่งขันของโลก สอดคล้องกับสภาพัฒน์ที่อยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ซึ่งบรรจุให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็น 1 ใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

 

ศ.ดร.พิรงรอง ระบุทิ้งท้ายว่า คำถามสำคัญจากเวทีเสวนานี้คือ คอนเทนต์ไทยสมควรเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายระดับชาติที่มุ่งเน้นให้เติบโตอย่างยั่งยืนหรือไม่ และก้าวต่อไปของนโยบายที่ภาครัฐต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างศักยภาพใหม่ให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทยควรมีทิศทางอย่างไร พร้อมกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. และตัวแทนจากทุกหน่วยงานที่ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้จนการจัดงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จ

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising