×

‘ศุภจี’ สั่ง 3 กระทรวงต่อยอด IMF-World Bank ดันอุตฯ MICE- IP Finance-Soft Power กระจายรายได้ชุมชน

20.10.2026
ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ศุภจี สั่งบูรณาการ 3 กระทรวง พาณิชย์-วัฒนธรรม-ท่องเที่ยวฯ ต่อยอด IMF-World Bank ดันสินค้าไทย-Soft Power-ท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชน

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งบูรณาการกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ด้านการท่องเที่ยว) เปิดเผยว่า จากการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 จะนำโอกาสมาต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นรูปธรรม เชื่อมโยงการค้า วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการไทย ขยายตลาดสู่ต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการและชุมชน สอดรับกับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 

โดยได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ต่อยอดการพัฒนาสินค้า สร้างแบรนด์ และเชื่อมโยงตลาด ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาและการต่อยอดแนวคิด IP Finance รวมถึงสินค้าชุมชน อาทิ ผ้าไทยสำหรับตกแต่งบ้าน ถุงผ้าขาวม้า และอาหารไทย ให้มีมูลค่าและเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น

 

ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 1ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 2ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 3

 

ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมร่วมต่อยอดการผลักดันทุนทางวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ทั้งการแสดง มวยไทย และศักยภาพศิลปินไทย ให้ต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจและสร้างการรับรู้ในระดับนานาชาติ ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต่อยอดในภารกิจด้านการท่องเที่ยว มุ่งเชื่อมโยงอัตลักษณ์และกิจกรรมไทยเข้ากับการส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงโอกาสจากธุรกิจ MICE เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในประเทศ

 

“ทั้ง 3 กระทรวงต้องดำเนินต่อเนื่องหลังสิ้นสุดการประชุม โดยเชื่อมตั้งแต่การพัฒนาสินค้าและบริการ การสร้างมูลค่าจากทุนทางวัฒนธรรม ไปจนถึงการขยายช่องทางการค้าและการท่องเที่ยว พร้อมติดตามผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้โอกาสจากเวทีนานาชาติไม่หยุดอยู่เพียงการจัดงาน แต่ต่อยอดเป็นรายได้ที่กระจายสู่ผู้ประกอบการและชุมชน และเสริมความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว”

 

ขณะเดียวกัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผนึกกำลัง สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ นำกลไก MICE มาเชื่อมโยงภาคการผลิตไทยกับผู้ซื้อ นักลงทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ มุ่งยกระดับงานประชุมและแสดงสินค้าให้เป็นแพลตฟอร์มสร้างโอกาสทางธุรกิจ

 

ตั้งแต่การจับคู่ธุรกิจไปจนถึงคำสั่งซื้อ การส่งออก และการลงทุนที่เป็นรูปธรรม พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

 

โดยเฉพาะ SMEs อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) เป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยงธุรกิจไทยสู่ตลาดโลก

 

โดยในปีงบประมาณ 2569 มีนักเดินทางกลุ่ม MICE 27.18 ล้านคน สร้างรายได้ 150,901 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการจัดประชุมและงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ ตลอดจนการสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุน

 

ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 4ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 5

 

 

ยุทธนา อโนทัยสินทวี ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมหัตถกรรมสร้างสรรค์ ส.อ.ท. กล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรมหัตถกรรมสร้างสรรค์ ผลักดันศักยภาพงานหัตถกรรมไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านผลงานประติมากรรมร่วมสมัย ‘ONE THAILAND’ ยกระดับภูมิปัญญาไทยสู่ Creative Industry เชื่อมพลังงานคราฟต์ทั่วประเทศ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก

 

ผ่านแนวคิด Made in Thailand (MiT) ผสานวัสดุพื้นถิ่นและฝีมือช่างจากหลายภูมิภาค สู่ประติมากรรมร่วมสมัยต้อนรับการประชุม World Bank Group และ IMF Annual Meetings 2026 สะท้อนศักยภาพหัตถกรรมไทยในการต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

 

โดย ONE THAILAND เกิดจากแนวคิดการนำภูมิปัญญา วัสดุ และฝีมือช่างจากหลายภูมิภาคมาผสานเป็นงานศิลปะร่วมสมัย โดยยังคงเอกลักษณ์และเรื่องราวของแต่ละท้องถิ่น พร้อมต่อยอดสู่การออกแบบและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีมูลค่าและแข่งขันในตลาดสากลได้

 

ผลงานประกอบด้วยประติมากรรม 2 ชิ้น ได้แก่ ONE THAILAND-WEAVING CONNECTIONS สื่อถึงการเชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และภูมิปัญญาเข้าด้วยกัน และ ONE THAILAND-WEAVING THE FUTURE สะท้อนการต่อยอดองค์ความรู้ดั้งเดิมสู่อนาคตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

 

ทั้งสองชิ้นใช้วัสดุหัตถกรรมจากหลายจังหวัด เช่น บาติก ไม้ไผ่ กระจูด กก ผักตบชวา หวาย ใบตาล และป่านศรนารายณ์ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของวัสดุท้องถิ่นในการพัฒนาเป็นผลงานที่มีคุณค่าทั้งด้านศิลปะ การออกแบบ และเศรษฐกิจ

 

แนวคิดดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับ Made in Thailand (MiT) เพื่อยกระดับภูมิปัญญาและผลิตภัณฑ์ไทยให้มีมูลค่าเพิ่ม สร้างโอกาสทางการตลาด และขยายศักยภาพของงานหัตถกรรมชุมชนสู่ตลาดสากล


READ MORE




Latest Stories