×

IMF ชี้เอเชียแกร่งเกินคาด รับแรงกระแทกพลังงาน-การค้า แต่โจทย์ใหญ่คือสร้างงานคุณภาพ 150 ล้านตำแหน่งใน 10 ปี

15.10.2026
  • LOADING...
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงโจทย์ใหญ่ของเอเชียในการสร้างงานคุณภาพ 150 ล้านตำแหน่งใน 10 ปี

IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกปี 2026 เป็น 4.8% และปี 2027 เป็น 4.4% หลังการส่งออกและการค้าภายในภูมิภาคช่วยพยุงเศรษฐกิจ ท่ามกลางความผันผวนด้านพลังงานและการค้าโลก อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งยังกระจุกตัวในบางประเทศและอุตสาหกรรม ขณะที่โจทย์ระยะยาวคือการสร้างงานคุณภาพเกือบ 150 ล้านตำแหน่งในอีก 10 ปี

 

 
 

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกในปี 2026 เป็น 4.8% จากเดิม 4.4% และปี 2027 เป็น 4.4% จากเดิม 4.2% สะท้อนว่าเศรษฐกิจภูมิภาคปรับตัวรับแรงกระแทกด้านพลังงานและการค้าได้ดีกว่าที่คาด แม้แนวโน้มการเติบโตจะชะลอลงจาก 5% ในปี 2025

 

ในรายงาน Asia’s Economic Resilience Amid Uncertainty: Can it be Sustained? โดย IMF ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียยังคงเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก และคาดว่าจะมีส่วนสนับสนุนการเติบโตประมาณ 68% ของ GDP โลก หรือมากกว่าสองในสามของการเติบโตทั้งหมด

 

แรงหนุนสำคัญมาจากการส่งออกที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งได้รับประโยชน์จากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และการลงทุนใน Data Centers ที่เพิ่มขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งของการส่งออกเอเชียไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสินค้าเทคโนโลยีเท่านั้น แต่การส่งออกสินค้าอื่นยังขยายตัวได้ดีเช่นกัน ท่ามกลางกำแพงภาษีและความไม่แน่นอนทางการค้า โดยมีแรงหนุนจากการกระจายตลาดส่งออกและการค้าภายในภูมิภาคที่แข็งแกร่งขึ้น รวมถึงข้อตกลงทางการค้าที่มีความเชื่อมโยงลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า เศรษฐกิจเอเชียมีช่องทางรองรับแรงกระแทกมากกว่าที่ประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ไม่ได้กระจายตัวเท่ากันในทุกประเทศ ความสามารถในการรับมือกับความผันผวนยังคงมีอย่างจำกัด

 

รับ Oil Shock ดี แต่ระยะยาวอาจต้านได้ไม่นาน

 

หนึ่งในปัจจัยที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจเอเชียคือความสามารถในการปรับตัวต่อแรงกระแทก (Shock) ด้านพลังงาน หลายประเทศต่างดำเนินการบริหารจัดการอุปทาน ลดความต้องการใช้น้ำมัน รวมถึงหาแหล่งพลังงานทางเลือก ยกตัวอย่างเช่น จีนใช้ทั้งน้ำมันสำรองและการลดการใช้น้ำมัน ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากพลังงานหมุนเวียน ขณะที่อินเดียและญี่ปุ่นกระจายแหล่งจัดหาพลังงานมากขึ้น

 

นอกจากนี้ รัฐบาลหลายประเทศยังใช้มาตรการช่วยเหลือครัวเรือนและภาคธุรกิจอื่นๆ เช่นการกำหนดเพดานราคาน้ำมันและเงินอุดหนุน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานยังแตกต่างกันตามโครงสร้างเศรษฐกิจ IMF ระบุว่า เอเชียมีความเข้มข้นของการใช้พลังงานประมาณ 4% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าสหภาพยุโรปราว 2 เท่า ขณะที่อาเซียนมีสัดส่วนสูงถึง 7% ของ GDP สะท้อนถึงความเปราะบางของภูมิภาคต่อแรงกระแทกด้านพลังงาน หากวิกฤตยืดเยื้อ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นย่อมสร้างแรงกดดันต่อภาคการผลิต เงินเฟ้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น

 

IMF เตือนว่า ความสามารถในการรับมือกับความผันผวนดังกล่าวมีขีดจำกัด เพราะน้ำมันสำรองไม่สามารถนำมาใช้ชดเชยผลกระทบได้ตลอดไป ขณะที่ต้นทุนทางการคลังจากมาตรการช่วยเหลือกำลังเพิ่มสูงขึ้น

 

ประเด็นดังกล่าวทวีความสำคัญขึ้นเมื่อหลายประเทศในเอเชียมีหนี้สาธารณะสูงกว่าระดับก่อนเกิดโควิด-19 และต้องเผชิญต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น หากรัฐบาลยังใช้มาตรการช่วยเหลือแบบครอบคลุมประชาชนเป็นวงกว้างต่อไป ก็อาจยิ่งจำกัดพื้นที่ทางการคลังสำหรับรับมือวิกฤตครั้งต่อไป

 

IMF จึงเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนจากการพยายามตรึงราคาสินค้าไปสู่การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยยึดหลัก ‘คุ้มครองประชาชน ไม่ใช่คุ้มครองราคา’ เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงกลุ่มเปราะบาง โดยไม่สร้างภาระทางการคลังเกินจำเป็น

 

สำหรับประเทศไทย IMF ชี้ว่า ถึงเวลาต้องสร้างกันชนทางการคลังกลับคืน หลังภูมิภาคเผชิญแรงกระแทกต่อเนื่องตั้งแต่โควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน กำแพงภาษี ไปจนถึงวิกฤตพลังงาน ซึ่งลดทอนพื้นที่ในการใช้นโยบายการคลังลงเรื่อยๆ

 

แนวทางที่ IMF เสนอคือการปรับลดรายจ่ายการคลังแต่ยังต้องเอื้อต่อการเติบโต ควบคู่กับการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า (Target) โดยภาครัฐสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลการลงทะเบียนสวัสดิการสังคมดิจิทัล เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงผู้ที่เดือดร้อนอย่างตรงจุด ภายใต้กรอบการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ที่น่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน

 

ขณะเดียวกัน นโยบายการเงินยังต้องให้น้ำหนักกับเสถียรภาพด้านราคา แม้แรงกระแทกจากราคาน้ำมันจะทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้อระยะสั้นปรับสูงขึ้น แต่หากแรงกดดันด้านราคายืดเยื้อ ธนาคารกลางต้องพร้อมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย พร้อมสื่อสารนโยบายอย่างชัดเจนและรักษาความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบาย

 

นั่นหมายความว่า แม้เศรษฐกิจเอเชียจะรับแรงกระแทกได้ดีกว่าคาด แต่ต้นทุนจากการรับมือวิกฤตอาจยังปรากฏผ่านค่าครองชีพที่สูงขึ้น ภาระงบประมาณ และข้อจำกัดในการใช้นโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไป

 

เอเชียค้าขายกันเอง ประคองส่งออกโต แม้เผชิญกำแพงภาษีโลก

 

นอกจากการปรับตัวด้านพลังงานแล้ว การส่งออกที่ทนทานกว่าคาดยังเป็นอีกแรงพยุงสำคัญของเศรษฐกิจเอเชีย

 

IMF ระบุว่า ความต้องการสินค้าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ช่วยเร่งการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างไรก็ตาม สินค้าที่ไม่ใช่เทคโนโลยีก็ยังขยายตัวได้ดี จากการกระจายตลาดส่งออกและการค้าที่เพิ่มขึ้นภายในภูมิภาค

 

การค้าภายในเอเชียที่แข็งแกร่งขึ้นช่วยให้ประเทศต่างๆ มีช่องทางการค้ารองรับเพิ่มเติมในช่วงที่การค้าโลกเผชิญข้อจำกัด ขณะที่การเดินหน้าข้อตกลงทางการค้าระดับภูมิภาคช่วยเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจ

 

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของการค้าภายในภูมิภาคไม่ได้หมายความว่าจะสามารถชดเชยผลกระทบจากตลาดส่งออกเดิมได้ทั้งหมด โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง หรือยังไม่ได้เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีอย่างมีนัยสำคัญ

 

นอกจากการกระจายตลาดส่งออกแล้ว IMF มองว่าการลดอุปสรรคทางการค้าภายในภูมิภาคยังเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการเติบโต โดยผลการศึกษาของ IMF พบว่า หากประเทศในเอเชียลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers: NTBs) ลง จะช่วยเพิ่ม GDP ของภูมิภาคได้เกือบ 2%

 

อุปสรรคดังกล่าวอาจรวมถึงข้อกำหนดและขั้นตอนที่ทำให้การค้าข้ามพรมแดนมีต้นทุนสูงขึ้น การลดข้อจำกัดเหล่านี้จึงช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงตลาดในภูมิภาคได้สะดวกขึ้น และเพิ่มโอกาสในการขยายการค้าและการลงทุน

 

ภาพนี้สะท้อนว่า การบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งขึ้นไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือรองรับความไม่แน่นอนจากภายนอก แต่ยังเป็นช่องทางเพิ่มการเติบโตที่ประเทศในภูมิภาคสามารถผลักดันได้เอง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเกือบ 2% เป็นผลจากการศึกษาของ IMF ไม่ใช่การรับประกันว่า GDP จะเพิ่มขึ้นทันทีหลังลดอุปสรรคทางการค้า

 

อีกแรงหนุนสำคัญมาจากความต้องการสินค้าและบริการเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ระดับสูงและชิ้นส่วนอื่นๆ รวมถึงการลงทุนขนาดใหญ่ในศูนย์ข้อมูล ซึ่งช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานดังกล่าว

 

ความแตกต่างดังกล่าวเห็นได้จากแนวโน้มเศรษฐกิจรายประเทศ โดยอินเดียมีการเติบโตดีกว่าคาด ขณะที่เกาหลีใต้และบางประเทศในอาเซียนได้รับการปรับเพิ่มประมาณการจากกระแสความต้องการสินค้าเทคโนโลยี ในทางตรงกันข้าม กัมพูชา บังกลาเทศ และประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกบางแห่งเผชิญแนวโน้มการเติบโตที่อ่อนแอลง

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเติบโตของเอเชียไม่ได้เกิดจากแรงหนุนที่กระจายตัวทั่วภูมิภาค แต่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจ ความสามารถในการปรับตัว และระดับการเชื่อมโยงกับตลาดและอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตด้วย

 

สร้างงานคุณภาพเกือบ 150 ล้านตำแหน่งใน 10 ปี สำคัญกว่าตัวเลข GDP

 

แม้เศรษฐกิจระยะสั้นจะมีแนวโน้มดีกว่าที่คาด แต่ความท้าทายสำคัญของเอเชียอยู่ที่การเปลี่ยนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เป็นโอกาสการจ้างงานที่เพียงพอและมีคุณภาพ

 

IMF ประเมินว่า ภูมิภาคจำเป็นต้องสร้างงานเกือบ 150 ล้านตำแหน่งในช่วง 10 ปีข้างหน้า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและโครงสร้างการผลิตที่ใช้เงินทุนเข้มข้นขึ้น

 

ที่ผ่านมา ภาคการผลิตเป็นแหล่งสร้างงานสำคัญของหลายประเทศในเอเชีย แต่เมื่ออุตสาหกรรมพึ่งพาเทคโนโลยีและเงินทุนมากขึ้น การลงทุนหรือการเพิ่มกำลังผลิตอาจไม่ได้สร้างงานจำนวนมากเหมือนในอดีต ภูมิภาคจึงต้องมองหาแหล่งสร้างงานใหม่ โดยเฉพาะภาคบริการที่ใช้ความรู้และทักษะสูง

 

โจทย์นี้ทำให้การประเมินความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่ควรพิจารณาเพียงอัตราการเติบโตของ GDP หรือมูลค่าการลงทุน แต่ต้องดูด้วยว่าเศรษฐกิจสามารถสร้างงานที่มีผลิตภาพสูง มีรายได้เหมาะสม และรองรับแรงงานจำนวนมากได้เพียงใด

 

หากการเติบโตกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมที่ใช้เงินทุนสูง หรือสร้างโอกาสให้แรงงานที่มีทักษะเฉพาะกลุ่มเป็นหลัก ผลประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็อาจไม่กระจายไปถึงประชาชนในวงกว้าง

 

IMF จึงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการว่างงานของคนรุ่นใหม่และทักษะที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการเตรียมแรงงานให้สามารถปรับตัวเข้ากับ AI ได้

 

AI เปลี่ยนความต้องการแรงงาน ไม่ได้หมายความว่างานทั้งหมดจะหายไป

 

หนึ่งในประเด็นที่ IMF วิเคราะห์เป็นพิเศษคือผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานในเอเชีย โดยศึกษาประกาศรับสมัครงานออนไลน์หลายล้านรายการ และพบว่า ในช่วงแรกของการนำ AI มาใช้ ความต้องการจ้างงานในกลุ่มอาชีพที่มีโอกาสใช้ AI ลดลงสูงสุด 10% เมื่อเทียบกับอาชีพที่มีความเกี่ยวข้องกับ AI ต่ำกว่า

 

อย่างไรก็ตาม ความต้องการจ้างงานที่ลดลงเริ่มทรงตัวแล้ว แม้ความสามารถของ AI จะพัฒนาต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน นายจ้างมีความต้องการแรงงานที่สามารถใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น ตั้งแต่การเขียนคำสั่งหรือ Prompt ไปจนถึงการเชื่อม AI เข้ากับข้อมูลและความเชี่ยวชาญภายในองค์กร

 

ผลการศึกษานี้ชี้ว่า ผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานไม่ได้มีเพียงการทดแทนงาน แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนประเภทงานและทักษะที่นายจ้างต้องการด้วย อย่างไรก็ตาม การที่ความต้องการจ้างงานเริ่มทรงตัวไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจาก AI หมดไป เพราะผลกระทบยังขึ้นอยู่กับความสามารถของแรงงานในการปรับตัวและการเปลี่ยนแปลงของแต่ละอุตสาหกรรม

 

สิ่งที่ต้องจับตาจึงไม่ใช่เพียงจำนวนงานที่อาจหายไป แต่รวมถึงความเร็วในการเปลี่ยนผ่านของตลาดแรงงาน และความสามารถของระบบการศึกษาและการฝึกทักษะในการเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมกับงานที่กำลังเปลี่ยนไป

 

หากแรงงานไม่สามารถพัฒนาทักษะได้ทัน การเติบโตจาก AI ก็อาจเพิ่มผลิตภาพให้กับธุรกิจบางกลุ่ม ขณะที่แรงงานอีกส่วนหนึ่งเผชิญความไม่มั่นคงด้านการจ้างงานและรายได้

 

เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ ไม่ได้แปลว่าทุกคนได้ประโยชน์

 

IMF เตือนว่า ความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียยังเอนเอียงไปทางด้านลบ โดยมีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้น การประเมินผลกำไรและผลิตภาพจาก AI ใหม่ ความเปราะบางทางการคลังและต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลที่สูงขึ้น ตลอดจนความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจรุนแรงเป็นพิเศษและเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ

 

ในอีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจยังมีโอกาสเติบโตดีกว่าคาด หากการลงทุนด้าน AI ดำเนินต่อเนื่องและสร้างผลิตภาพได้เร็วกว่าที่ประเมินไว้ หรือข้อตกลงทางการค้าช่วยเพิ่มความแน่นอนให้กับภาคธุรกิจ

 

เพื่อรักษาความแข็งแกร่งในระยะยาว IMF เสนอให้ประเทศในภูมิภาคเร่งดำเนินการใน 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาทักษะแรงงานและสนับสนุนการปรับตัวเข้ากับ AI การเสริมความเข้มแข็งของระบบคุ้มครองทางสังคม การสร้างความมั่นคงทางพลังงานผ่านพลังงานหมุนเวียนและการกระจายแหล่งนำเข้า และการยกระดับการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะภาคบริการที่ยังมีอุปสรรคเชิงนโยบายและระดับการเชื่อมโยงต่ำกว่าภูมิภาคอื่น

 

อีกประเด็นสำคัญคือการสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมที่ช่วยพยุงการบริโภคของครัวเรือน โดยไม่ทำให้ความยั่งยืนทางการคลังอ่อนแอลง เพราะเมื่อแรงกระแทกด้านพลังงาน การค้า และเทคโนโลยีเกิดขึ้นพร้อมกัน ครัวเรือนที่มีเงินออมจำกัดหรือแรงงานที่ขาดทักษะรองรับย่อมมีความสามารถในการรับมือแตกต่างจากกลุ่มอื่น

 

ภาพรวมจึงสะท้อนว่า เอเชียยังมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งกว่าหลายภูมิภาคของโลก และแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวต่อความผันผวนที่ดีกว่าคาด แต่การรักษาความแข็งแกร่งนี้ในระยะยาวไม่ได้ขึ้นอยู่กับการรับมือวิกฤตเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว

 

โจทย์สำคัญกว่าคือการทำให้การลงทุนและเทคโนโลยีสร้างงานคุณภาพได้เพียงพอ พัฒนาทักษะแรงงานให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ลดอุปสรรคที่ขัดขวางการค้าภายในภูมิภาค และทำให้ผลประโยชน์จากการเติบโตกระจายไปถึงประชาชนในวงกว้าง เพราะการที่เศรษฐกิจเติบโตได้ดี ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศ ทุกอุตสาหกรรม หรือแรงงานทุกกลุ่มจะได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories