วิกฤตอาหารโลกซ้อนแรงปะทะ Geopolitics เมื่อสงคราม-โลกร้อน-ภัยแล้ง ดันราคาอาหารพุ่ง THE STANDARD WEALTH ชวนถอดบทเรียนผู้นำ 3 ชาติ แอฟริกา ‘จิบูตี-โซมาเลีย-บูร์กินาฟาโซ’ บนเวที IMF-World Bank Annual Meetings 2026 สู่ทางรับมือวิกฤตอาหารที่ยั่งยืน ‘Food Security in an Age of Shocks’ ในการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 วันที่ 15 ตุลาคม 2569
ประเด็นสำคัญ
เมื่อปากท้องประชาชนกำลังบีบ ‘คลังรัฐ’ ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าเผชิญแรงกระแทกซ้ำซ้อน ขณะที่ความช่วยเหลือจากต่างประเทศลดลง IMF ชี้โจทย์สำคัญคือช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางให้ตรงจุด ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง
เอลนีโญ-ลาณีญา-สงคราม วิกฤตอาหาร ความเสี่ยงใหม่เศรษฐกิจโลก
โรดริโก บัลเดส ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลัง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อธิบายว่า แม้ผลผลิตอาหารรวมของโลกอาจไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะบางภูมิภาคได้รับประโยชน์จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ในระดับท้องถิ่น ผลกระทบกลับรุนแรงกว่าที่ตัวเลขภาพรวมสะท้อน
“ภาวะโลกร้อนและการขาดแคลนน้ำกำลังสร้างแรงกดดันต่อหลายพื้นที่ ทั้งภูมิภาคซาเฮล (Sahel) (Horn of Africa หรือ HOA) หรือที่รู้จักกันในชื่อ คาบสมุทรโซมาลี อเมริกากลาง เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อุณหภูมิและความร้อนสุดขั้วต่างสร้างความเสียหายต่อ GDP ของประเทศที่ได้รับผลกระทบไปแล้วประมาณ 0.5% ขณะเดียวกัน ความแปรปรวนของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นพร้อมกับต้นทุนพลังงานและปุ๋ยที่สูงขึ้น ยังผลักดันให้ราคาอาหารปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
นับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้น ราคาข้าวเพิ่มขึ้น 50% ข้าวสาลีเพิ่มขึ้น 37% และถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น 21%
ราคาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการปรับตัวสูงขึ้นถึง 35% และหากราคาอาหารเพิ่มขึ้นอีก 20% จะทำให้มีประชากรเกือบ 5 ล้านคนตกอยู่ในภาวะไม่มั่นคงทางอาหารเพิ่มขึ้น
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ได้จำกัดผลกระทบอยู่แค่ผลผลิตทางการเกษตร แต่ยังส่งผ่านไปยังราคาอาหาร ความสามารถในการเข้าถึงอาหารของประชาชน และท้ายที่สุดคือ ‘ภาระ’ ที่รัฐบาลต้องแบกรับเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน
‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ โจทย์ใหญ่ของประเทศที่พึ่งนำเข้า
สำหรับประเทศที่มีข้อจำกัดด้านการผลิตอาหารในประเทศ แรงกระแทกจากภายนอกยิ่งส่งผลรุนแรงเมื่อเกิดขึ้นพร้อมกัน
บิฮี อิมาน เอเกห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโซมาเลีย สะท้อนว่า ความท้าทายสำคัญไม่ได้มาจากวิกฤตใดวิกฤตหนึ่ง แต่เป็นการเกิดขึ้นซ้อนกันของแรงกระแทกหลายด้าน (Overlapping Shocks)
ทั้งภัยแล้งที่เกิดซ้ำ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่มั่นคงภายในประเทศ และการลดลงของความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาจากต่างประเทศ
โซมาเลียพึ่งพาการนำเข้าสำหรับการบริโภคอาหารถึง 75% ทำให้การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและความขัดแย้งระหว่างประเทศส่งผลต่อราคาอาหารและเชื้อเพลิงอย่างรวดเร็ว ก่อนส่งผ่านไปยังค่าครองชีพของประชาชน
ลำดับเหตุการณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมายิ่งสะท้อน ‘ความเปราะบาง’ ดังกล่าว โดยในปี 2023 โซมาเลียเผชิญภัยแล้งต่อเนื่องหลายฤดูกาล ก่อนเผชิญผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2024
ตามด้วยการปรับลดความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) ในปี 2025 และผลกระทบต่อเนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางในปี 2026 ขณะเดียวกันยังต้องจับตาความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño)
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การรับมือ กับวิกฤตอาหารไม่อาจอาศัยมาตรการเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงหลายด้านที่อาจเกิดขึ้นต่อเนื่องและซ้ำเติมกัน
สอดคล้อง อิลยาส มูซา ดาวาเลห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังจิบูตี สะท้อนเช่นเดียวกันว่า การขาดแคลนน้ำและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์จากผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศอาจเพิ่มความขัดแย้งระหว่างชุมชนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เอธิโอเปียและโซมาเลีย และผลักดันให้ผู้ลี้ภัยจากสงครามและภัยพิบัติทางธรรมชาติเดินทางเข้าสู่จิบูตีมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิบูตีเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าอาหารเกือบทั้งหมด จึงต้องแบกรับภาระจัดหาอาหารทั้งสำหรับประชากรของตนเองและผู้ลี้ภัยที่หลั่งไหลเข้ามา
ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตความมั่นคงทางอาหารสามารถขยายวงจากปัญหาสภาพภูมิอากาศไปสู่ความมั่นคงของชุมชน การเคลื่อนย้ายประชากร และภาระงบประมาณของรัฐได้ในเวลาเดียวกัน
อาหารแพงบีบคลังรัฐ ช่วยประชาชนอย่างไรไม่ให้หนี้บาน?
อีกด้านหนึ่ง วิกฤตอาหารไม่ได้เพิ่มแรงกดดันเฉพาะต่อประชาชน แต่ยังบั่นทอนความสามารถทางการคลังของรัฐบาล ทั้งจากรายได้ที่ลดลงและรายจ่ายเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เพิ่มขึ้น
โรดริโก บัลเดส ระบุว่า ความร้อนและภัยแล้งสร้างแรงกดดันต่องบประมาณของรัฐสองทาง โดยความเครียดจากความร้อนอาจทำให้รายได้รัฐบาลลดลง 0.15-0.4% ของ GDP ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคซาเฮล
ขณะที่ภัยแล้งรุนแรงอาจทำให้รายจ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้น 0.3-0.4% ของ GDP ในภูมิภาคซาเฮลและแอฟริกาตะวันออก
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การช่วยเหลือประชาชนให้ทันต่อสถานการณ์ โดยไม่ปล่อยให้มาตรการฉุกเฉินกลายเป็นภาระผูกพันระยะยาวที่กระทบเสถียรภาพทางการคลัง
ไนเจล คลาร์ก รองกรรมการผู้จัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และบิฮี อิมาน เอเกห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโซมาเลีย (Somalia) และอาบูบาการ์ นากานาโบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังบูร์กินาฟาโซ เห็นตรงกันว่าการอุดหนุนราคาอาหารหรือเชื้อเพลิงแบบครอบคลุม ทุกกลุ่มอาจช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ในระยะสั้น แต่มีต้นทุนทางการคลังสูง ยกเลิกได้ยาก และอาจทำให้ประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับ ผู้มีรายได้สูงกว่ากลุ่มเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด
“แนวทางที่ควรพิจารณาจึงเป็นการให้ความช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย (Targeted Assistance) โดยเฉพาะการโอนเงินสดโดยตรง (Targeted Cash Transfers) ในพื้นที่ที่ระบบตลาดยังทำงานได้ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำเงินไปซื้ออาหารตามความจำเป็น แทนการใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่ออุดหนุนราคาในวงกว้าง”
เอเกห์ยกตัวอย่างโซมาเลีย ซึ่งมีระบบ Mobile Money ครอบคลุมประชากรเกือบ 90% ทำให้รัฐบาลสามารถส่งเงินช่วยเหลือ ถึงมือประชาชนกลุ่มเปราะบางได้รวดเร็ว แม้ในพื้นที่ที่เผชิญปัญหาความไม่สงบ
ขณะเดียวกัน ราเนีย อัล-มาชาต และไนเจล คลาร์ก สนับสนุนการใช้โครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน (School Feeding Programs) ควบคู่กับมาตรการช่วยเหลืออื่น เพื่อบรรเทาความไม่มั่นคงทางอาหาร พร้อมรักษาโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาทุนมนุษย์ในระยะยาว
เตรียมระบบก่อนเกิดวิกฤต ไม่ใช่รอให้ปัญหาเกิดแล้วค่อยแก้
การช่วยเหลือให้ตรงกลุ่มเป้าหมายจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อรัฐบาลมีระบบรองรับที่พร้อมใช้งานก่อนเกิดวิกฤต
เวทีเสวนาเสนอให้รัฐบาลลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทั้งระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล (Digital IDs) ทะเบียนสังคมดิจิทัล (Digital Social Registries) ที่สามารถระบุครัวเรือนเปราะบางได้อย่างแม่นยำ และระบบการชำระเงินที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้รัฐบาลสามารถเพิ่มหรือลดขนาดมาตรการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วตามความจำเป็น
ขณะเดียวกัน การกำหนดมาตรการช่วยเหลือจำเป็นต้องเริ่มจากการวินิจฉัยปัญหาให้ถูกต้อง โดยอาบูบาการ์ นากานาโบเสนอให้รัฐบาลพิจารณาคำถามสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่
- อาหารมีอยู่แต่ประชาชนซื้อไม่ไหว หรืออาหารขาดแคลนจนไม่สามารถจัดหาได้ หากปัญหาอยู่ที่กำลังซื้อ การโอนเงินหรือการให้คูปองอาจเหมาะสมกว่า แต่หากอาหารขาดแคลนจริง รัฐบาลอาจต้องใช้คลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์หรือนำเข้าอาหารเพิ่มเติม
- วิกฤตจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวหรือมีแนวโน้มยืดเยื้อ เพื่อเลือกมาตรการให้สอดคล้องกับระยะเวลาของปัญหา
- ครัวเรือนหรือภูมิภาคใดได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด เพื่อจัดสรรทรัพยากรไปยังกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือก่อน
นอกจากนี้ รัฐบาลควรกำหนดวงเงินงบประมาณ เกณฑ์ผู้มีสิทธิ และเงื่อนไขการยุติมาตรการ (Exit Criteria) ตั้งแต่เริ่มต้น พร้อมสื่อสารกับประชาชนอย่างโปร่งใส จัดให้มีช่องทางร้องเรียนและระบบตรวจสอบ เพื่อป้องกันการรั่วไหลและสร้างความเชื่อมั่นต่อการดำเนินนโยบาย
“หัวใจสำคัญคือ แม้วิกฤตอาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด แต่การตอบสนองของรัฐบาลไม่ควรไร้ทิศทางหรือคาดการณ์ไม่ได้ การวางแผนงบประมาณให้ครอบคลุมความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้าจึงเป็นส่วนสำคัญของการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง”
สำหรับอาบูบาการ์ นากานาโบ “การรับมือกับความมั่นคงทางอาหารไม่ได้จำกัดอยู่ที่การจัดหาอาหารให้ประชาชนในช่วงวิกฤต แต่ต้องเปลี่ยนจากการให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ไปสู่การสร้างศักยภาพให้ประชาชนสามารถผลิตอาหารและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น”
แนะสร้างกันชนทางการคลัง
แนวทางสำคัญประกอบด้วยการลงทุนในระบบชลประทาน การจัดหาปุ๋ย และการสนับสนุนการผลิตทางการเกษตร ควบคู่กับการระดมรายได้ภายในประเทศเพื่อสร้าง ‘กันชนทางการคลัง’ (Fiscal Buffers) ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลมีทรัพยากรเพียงพอ สำหรับรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการกู้ยืมหรือความช่วยเหลือจากภายนอกเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน อิลยาส มูซา ดาวาเลห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังจิบูตี เสนอให้ประเทศในภูมิภาคแอฟริการ่วมมือกันพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าด้านอาหาร โดยใช้ประโยชน์จากจุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ แทนการพึ่งพาการนำเข้าอาหารราคาแพงจากนอกภูมิภาค
“โซมาเลียมีชายฝั่งทะเลยาวและมีแม่น้ำสองสาย รวมถึงพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการเกษตร แต่ความไม่สงบและปัญหาความมั่นคงเป็นอุปสรรคต่อการผลิตอาหารในประเทศ ขณะที่จิบูตีมีศักยภาพด้านท่าเรือ คลังสินค้า และระบบโลจิสติกส์ ส่วนเอธิโอเปียเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล”
การเชื่อมโยงศักยภาพเหล่านี้อาจเปิดโอกาสให้ประเทศในภูมิภาคร่วมกันพัฒนาการเกษตร การประมง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พร้อมยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ผลิตอาหารที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง
เงินทุนต้องเข้าถึงระบบอาหารมากขึ้น
นอกจากการปรับโครงสร้างนโยบายภายในประเทศแล้ว การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเป็นอีกโจทย์สำคัญ
ราเนีย อัล-มาชาต (Rania Al-Mashat) รองเลขาธิการสหประชาชาติ และเลขาธิการบริหารคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียตะวันตก (UNESCWA) ระบุทิ้งท้าย อย่างน่าสนใจว่า เงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศที่จัดสรรให้กับระบบอาหารและการปรับตัวในภูมิภาคยังอยู่ในระดับต่ำ
โดยเงินทุนที่ได้รับจริงมีสัดส่วนน้อยกว่า 14% ของยอดเงิน 5 หมื่นล้านดอลลาร์ที่เคยให้คำมั่นไว้
หนึ่งในเครื่องมือที่ควรพิจารณาคือการแลกเปลี่ยนหนี้เพื่อการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศและระบบอาหาร (Debt Swaps for Climate and Food Systems) ซึ่งอาจช่วยลดภาระหนี้สาธารณะและเพิ่มพื้นที่ทางการคลังสำหรับลงทุนในระบบน้ำและการเกษตร นอกจากนี้ การยกระดับระบบพยากรณ์และเตือนภัยล่วงหน้ายังมีบทบาทสำคัญในการลดความเสียหายจากภัยพิบัติ
IMF สรุปก่อนสิ้นสุดเสวนาว่า วิกฤตอาหารไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เชื่อมโยงกับความขัดแย้ง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการย้ายถิ่นฐาน
โดยแรงกระแทกจากภายนอกสามารถส่งผลข้ามพรมแดนและซ้ำเติม ‘ความเปราะบาง’ ทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ
ทำให้รัฐบาลต้องเตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้า ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการสร้างระบบรับมือวิกฤตที่ยั่งยืน
ตั้งแต่การช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางอย่าง ‘ตรงจุด’ ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง การลงทุนในระบบเตือนภัยล่วงหน้าและกลไกส่งมอบความช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการผนึกกำลังระดับภูมิภาค เพื่อให้ประเทศต่างๆ พร้อมรับมือกับแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นซ้ำได้ทุกเมื่อ

