×

ไรน์ ดาร์บี – ทำไม โคโลญ กับ มึนเชนกลัดบัค ถึงเป็นคู่ปรับที่ไม่มีวันยอมกัน?

14.10.2026
  • LOADING...
นักฟุตบอล โจ สแคลลี จากโบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค กำลังถูกท้าทายโดยผู้เล่นจากโคโลญ

ในวงการฟุตบอลเยอรมัน หากพูดถึงเกมดาร์บีที่ดุเดือดที่สุด หลายคนอาจนึกถึงศึกเรเวียร์ ดาร์บี ระหว่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กับ ชาลเก 04 ที่มีรากฐานมาจากความเป็นคู่แข่งในแถบอุตสาหกรรมรูห์ร

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

แต่หากขยับออกไปทางตะวันตกของเยอรมนีอีกเล็กน้อย ยังมีเกมดาร์บีอีกคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ความภาคภูมิใจ และความเป็นอริที่ฝังรากลึกมายาวนานกว่า 70 ปี นั่นคือการพบกันระหว่าง เอฟซี โคโลญ กับ โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค ในเกมที่เรียกว่า ‘ไรน์ ดาร์บี’

 

แม้ทั้งสองสโมสรจะไม่ได้ตั้งอยู่ในเมืองเดียวกัน และสนามเหย้าของพวกเขาอยู่ห่างกันราว 55 กิโลเมตร แต่สำหรับแฟนบอลทั้งสองฝ่าย นี่คือหนึ่งในเกมที่สำคัญที่สุดของฤดูกาล

 

และความน่าสนใจของดาร์บีคู่นี้ ไม่ได้มีเพียงเรื่องของภูมิศาสตร์ หากแต่เกี่ยวข้องกับการแย่งชิงความยิ่งใหญ่ในฟุตบอลเยอรมัน รวมถึงชายคนหนึ่งที่กลายเป็นตำนานของทั้งสองสโมสร

 

ไรน์ ดาร์บี คืออะไร และทำไมต้องเป็นสองทีมนี้?

 

คำว่า ไรน์ ดาร์บี หรือชื่อเต็มคือ Rheinisches Derby มีที่มาจากภูมิภาคไรน์แลนด์ ทางตะวันตกของประเทศเยอรมนี ซึ่งมีแม่น้ำไรน์เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญ

 

ภูมิภาคแห่งนี้เป็นที่ตั้งของสโมสรฟุตบอลชื่อดังหลายแห่ง ทั้งโคโลญ, ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน, ฟอร์ตูนา ดุสเซลดอร์ฟ และมึนเชนกลัดบัค

 

แม้เมืองมึนเชนกลัดบัคจะไม่ได้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำไรน์โดยตรง แต่การพบกันระหว่างโคโลญกับมึนเชนกลัดบัคกลับได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเกมไรน์ ดาร์บีที่สำคัญที่สุด

 

เหตุผลไม่ใช่เพียงระยะทางระหว่างสองเมือง แต่เป็นประวัติศาสตร์การแย่งชิงความสำเร็จที่ทำให้ทั้งคู่กลายเป็นศัตรูทางฟุตบอลอย่างแท้จริง

 

การพบกันครั้งแรกของทั้งสองทีมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กันยายน 1950 ในการแข่งขันโอเบอร์ลีกา เวสต์ ซึ่งเป็นลีกระดับสูงสุดของภูมิภาคก่อนการก่อตั้งบุนเดสลีกา วันนั้นโคโลญเปิดบ้านเอาชนะมึนเชนกลัดบัคอย่างขาดลอย 6-2

 

ในช่วงเวลาดังกล่าว โคโลญเป็นสโมสรที่มีสถานะเหนือกว่าอย่างชัดเจน หลังเพิ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1948 จากการรวมตัวของสองสโมสร เพื่อสร้างทีมฟุตบอลที่แข็งแกร่งที่สุดของเมือง

 

ขณะที่มึนเชนกลัดบัคยังเป็นเพียงทีมที่ไม่ได้มีความสำเร็จโดดเด่นนัก แต่สถานการณ์ทั้งหมดกำลังจะเปลี่ยนไปในทศวรรษต่อมา

 

โคโลญเคยเป็นมหาอำนาจลูกหนังเยอรมัน

 

เมื่อบุนเดสลีกาก่อตั้งขึ้นในฤดูกาล 1963/64 โคโลญสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดในฤดูกาลแรกทันที ความสำเร็จดังกล่าวตอกย้ำภาพลักษณ์ของโคโลญในฐานะหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเยอรมนีตะวันตก

 

ในเวลานั้น เมืองโคโลญมีขนาดใหญ่กว่ามึนเชนกลัดบัคหลายเท่า ทั้งในแง่จำนวนประชากร เศรษฐกิจ และชื่อเสียง สำหรับแฟนบอลโคโลญ การเป็นสโมสรที่เหนือกว่าคู่แข่งจากเมืองเล็กกว่าจึงแทบเป็นเรื่องธรรมชาติ

 

แต่สิ่งที่พวกเขาอาจไม่คาดคิด คือการที่ทีมจากมึนเชนกลัดบัคกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในมหาอำนาจฟุตบอลเยอรมัน

 

และหากต้องเลือกบุคคลที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ไรน์ ดาร์บี ชื่อของ เฮนเนส ไวส์ไวเลอร์ (Hennes Weisweiler) คงเป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุด

 

ไวส์ไวเลอร์เป็นชาวโคโลญ และเคยเล่นให้กับสโมสรบ้านเกิด ก่อนเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมมึนเชนกลัดบัคในปี 1964

 

เขาเริ่มสร้างทีมด้วยนักเตะดาวรุ่งอย่าง กึนเทอร์ เน็ตเซอร์ และจุปป์ ไฮย์เกส พร้อมพัฒนารูปแบบฟุตบอลเกมรุกที่รวดเร็วและน่าตื่นตาตื่นใจ

 

เพียงหนึ่งปีต่อมา มึนเชนกลัดบัคก็เลื่อนชั้นสู่บุนเดสลีกาได้สำเร็จ จากสโมสรที่เคยอยู่ใต้เงาของโคโลญ พวกเขากำลังกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดทีมหนึ่งของประเทศ

 

ทศวรรษ 1970 เมื่อกลัดบัคก้าวขึ้นมาท้าทายความยิ่งใหญ่

 

ภายใต้การคุมทีมของไวส์ไวเลอร์ มึนเชนกลัดบัคพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นหนึ่งในสองมหาอำนาจของบุนเดสลีกายุค 1970 ร่วมกับบาเยิร์น มิวนิก พวกเขาคว้าแชมป์บุนเดสลีกา 5 สมัยในทศวรรษเดียวกัน พร้อมสร้างชื่อเสียงในฟุตบอลยุโรป

 

สำหรับแฟนบอลโคโลญ ความสำเร็จของคู่แข่งจากเมืองเล็กกว่ากลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก ในทางกลับกัน แฟนบอลมึนเชนกลัดบัคก็เริ่มมองว่า พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงทีมรองอีกต่อไป

 

การแข่งขันจึงเปลี่ยนจากเกมระหว่างสองสโมสรในภูมิภาคเดียวกัน มาเป็นการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ว่าใครคือทีมที่ยิ่งใหญ่กว่าของไรน์แลนด์

 

หนึ่งในเกมที่ได้รับการจดจำมากที่สุดเกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศเดเอฟเบ โพคาล ฤดูกาล 1972/73 โคโลญกับมึนเชนกลัดบัคเผชิญหน้ากันที่ไรน์สตาดิโอน เมืองดุสเซลดอร์ฟ ก่อนเสมอกัน 1-1 ในเวลาปกติ

 

ช่วงต่อเวลาพิเศษ กึนเทอร์ เน็ตเซอร์ ซึ่งเริ่มเกมจากม้านั่งสำรอง ตัดสินใจลงสนามและกลายเป็นผู้ทำประตูชัยให้มึนเชนกลัดบัคชนะ 2-1

 

เกมดังกล่าวถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในนัดชิงฟุตบอลถ้วยเยอรมันที่น่าจดจำที่สุด เพราะนอกจากถ้วยแชมป์แล้ว มันยังเป็นการประกาศความเหนือกว่าของมึนเชนกลัดบัคต่อคู่ปรับอย่างโคโลญบนเวทีสำคัญ

 

จากศัตรูในเยอรมนี สู่คู่แข่งบนเวทียุโรป

 

ความยิ่งใหญ่ของทั้งสองสโมสรในยุค 1970 ทำให้การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบุนเดสลีกา ในยูฟ่าคัพ ฤดูกาล 1972/73 ทั้งสองทีมพบกันในรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยมึนเชนกลัดบัคผ่านเข้ารอบด้วยสกอร์รวม 5-0

 

สองปีต่อมา ทั้งคู่กลับมาพบกันอีกครั้งในรอบรองชนะเลิศยูฟ่าคัพ ฤดูกาล 1974/75 ผลการแข่งขันยังคงเป็นมึนเชนกลัดบัคที่เหนือกว่า ด้วยชัยชนะสกอร์รวม 4-1 ก่อนเดินหน้าคว้าแชมป์รายการนี้ได้สำเร็จ

 

การเผชิญหน้ากันในฟุตบอลยุโรปยิ่งตอกย้ำว่า ไรน์ ดาร์บี ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันระดับท้องถิ่นอีกต่อไป

 

เรื่องราวของไวส์ไวเลอร์ยังไม่จบลงที่มึนเชนกลัดบัค หลังอำลาทีมในปี 1975 และไปคุมบาร์เซโลนา เขากลับมายังเยอรมนีเพื่อรับงานกับโคโลญในปี 1976

 

เพียงสองปีต่อมา ไวส์ไวเลอร์พาโคโลญคว้าดับเบิลแชมป์ ทั้งบุนเดสลีกาและเดเอฟเบ โพคาล ในฤดูกาล 1977/78

 

สิ่งที่ทำให้แชมป์ลีกครั้งนั้นพิเศษ คือโคโลญจบฤดูกาลด้วยคะแนนเท่ากับมึนเชนกลัดบัค แต่คว้าแชมป์ด้วยผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่าเพียง 3 ประตู

 

นั่นหมายความว่า โคโลญกลับมาครองความยิ่งใหญ่ได้สำเร็จ ด้วยการเอาชนะคู่ปรับสำคัญที่สุดของพวกเขาอย่างหวุดหวิด

 

ทำไมดาร์บีคู่นี้จึงถูกเรียกว่า ไวส์ไวเลอร์ ดาร์บี?

 

ความสัมพันธ์ระหว่างไวส์ไวเลอร์กับทั้งสองสโมสรลึกซึ้งกว่าการเป็นเพียงอดีตผู้จัดการทีม ฝั่งมึนเชนกลัดบัคยกย่องเขาในฐานะผู้สร้างยุคทองของสโมสร ถึงขั้นตั้งชื่อถนนที่ตั้งสนามโบรุสเซีย-พาร์ก ว่า ฮานเนส ไวส์ไวเลอร์ อัลลี

 

ส่วนโคโลญก็มีสายสัมพันธ์กับเขาผ่านความสำเร็จในฐานะนักเตะและผู้จัดการทีม แม้แต่มาสคอตแพะชื่อดังของโคโลญที่ชื่อว่า ‘เฮนเนส’ ก็มีที่มาจากชื่อของเขา

 

ด้วยเหตุนี้ การพบกันระหว่างสองสโมสรจึงถูกเรียกอีกชื่อว่า ไวส์ไวเลอร์ ดาร์บี เป็นดาร์บีที่มีบุคคลคนเดียวอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของทั้งสองฝ่าย

 

อีกหนึ่งเรื่องราวที่สะท้อนความเข้มข้นของไรน์ ดาร์บี คือมาสคอตแพะของโคโลญ สโมสรได้รับแพะตัวแรกเป็นสัญลักษณ์นำโชคในปี 1950 ก่อนพัฒนาเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่อยู่คู่สโมสรจนถึงปัจจุบัน

 

แต่ในช่วงก่อนเกมดาร์บี ความเป็นอริระหว่างแฟนบอลทำให้สโมสรต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับมาสคอต

 

เรื่องราวนี้อาจฟังดูแปลกสำหรับแฟนบอลทั่วไป แต่สะท้อนว่าเกมดังกล่าวมีความหมายมากกว่า 3 คะแนน เพราะแม้แต่สัญลักษณ์ของสโมสรก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางศักดิ์ศรี

 

จากยุคทองสู่ปัจจุบัน ดาร์บีที่ยังไม่เคยหมดความหมาย

 

แม้โคโลญและมึนเชนกลัดบัคจะไม่ได้ครองความยิ่งใหญ่ในฟุตบอลเยอรมันเหมือนช่วงทศวรรษ 1970 แต่ความเป็นคู่ปรับยังคงอยู่

 

ทั้งสองสโมสรต่างเคยเผชิญช่วงเวลาตกต่ำและการตกชั้น ทว่าเมื่อใดก็ตามที่กลับมาพบกัน บรรยากาศของไรน์ ดาร์บียังคงเข้มข้นเสมอ

 

ตัวอย่างล่าสุดในฤดูกาล 2026/27 โคโลญเปิดบ้านเอาชนะมึนเชนกลัดบัค 2-1 จากประตูชัยของ ซาอิด เอล มาลา ในนาทีที่ 67

 

สำหรับแฟนบอลโคโลญ นั่นไม่ใช่เพียงชัยชนะในลีก แต่ยังเป็นโอกาสในการประกาศความเหนือกว่าต่อคู่ปรับเก่าอีกครั้ง

 

ไรน์ ดาร์บี เกมที่ประวัติศาสตร์สำคัญกว่าตารางคะแนน

 

สิ่งที่ทำให้ไรน์ ดาร์บีแตกต่างจากเกมฟุตบอลทั่วไป ไม่ใช่เพียงความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ หรือจำนวนครั้งที่ทั้งสองทีมพบกัน

 

แต่เป็นเรื่องราวของสองสโมสรที่ผลัดกันครองความยิ่งใหญ่ และมีประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก โคโลญคือแชมป์บุนเดสลีกาทีมแรก ขณะที่มึนเชนกลัดบัคคือมหาอำนาจแห่งยุค 1970

 

ทั้งสองสโมสรมีเฮนเนส ไวส์ไวเลอร์ เป็นบุคคลสำคัญร่วมกัน เคยแย่งแชมป์ลีกจนถึงนัดสุดท้าย และเคยตัดสินความสำเร็จกันทั้งในฟุตบอลถ้วยและเวทียุโรป

 

ทั้งหมดนี้ทำให้การพบกันของทั้งคู่ไม่เคยเป็นเพียงการแข่งขันฟุตบอลธรรมดา เพราะสำหรับแฟนบอลโคโลญและมึนเชนกลัดบัค การเอาชนะคู่แข่งในไรน์ ดาร์บี อาจไม่ได้ทำให้ทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกา

 

แต่อย่างน้อย มันทำให้พวกเขาสามารถประกาศได้ว่า ใครคือผู้ยิ่งใหญ่แห่งไรน์แลนด์ในวันนั้น

 

ภาพ: Lars Baron / Getty Images

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising