ในวงการฟุตบอลเยอรมัน หากพูดถึงเกมดาร์บีที่ดุเดือดที่สุด หลายคนอาจนึกถึงศึกเรเวียร์ ดาร์บี ระหว่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กับ ชาลเก 04 ที่มีรากฐานมาจากความเป็นคู่แข่งในแถบอุตสาหกรรมรูห์ร
ประเด็นสำคัญ
- ไรน์ ดาร์บี คืออะไร และทำไมต้องเป็นสองทีมนี้?
- โคโลญเคยเป็นมหาอำนาจลูกหนังเยอรมัน
- ทศวรรษ 1970 เมื่อกลัดบัคก้าวขึ้นมาท้าทายความยิ่งใหญ่
- จากศัตรูในเยอรมนี สู่คู่แข่งบนเวทียุโรป
- ทำไมดาร์บีคู่นี้จึงถูกเรียกว่า ไวส์ไวเลอร์ ดาร์บี?
- จากยุคทองสู่ปัจจุบัน ดาร์บีที่ยังไม่เคยหมดความหมาย
- ไรน์ ดาร์บี เกมที่ประวัติศาสตร์สำคัญกว่าตารางคะแนน
แต่หากขยับออกไปทางตะวันตกของเยอรมนีอีกเล็กน้อย ยังมีเกมดาร์บีอีกคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ความภาคภูมิใจ และความเป็นอริที่ฝังรากลึกมายาวนานกว่า 70 ปี นั่นคือการพบกันระหว่าง เอฟซี โคโลญ กับ โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค ในเกมที่เรียกว่า ‘ไรน์ ดาร์บี’
แม้ทั้งสองสโมสรจะไม่ได้ตั้งอยู่ในเมืองเดียวกัน และสนามเหย้าของพวกเขาอยู่ห่างกันราว 55 กิโลเมตร แต่สำหรับแฟนบอลทั้งสองฝ่าย นี่คือหนึ่งในเกมที่สำคัญที่สุดของฤดูกาล
และความน่าสนใจของดาร์บีคู่นี้ ไม่ได้มีเพียงเรื่องของภูมิศาสตร์ หากแต่เกี่ยวข้องกับการแย่งชิงความยิ่งใหญ่ในฟุตบอลเยอรมัน รวมถึงชายคนหนึ่งที่กลายเป็นตำนานของทั้งสองสโมสร
ไรน์ ดาร์บี คืออะไร และทำไมต้องเป็นสองทีมนี้?
คำว่า ไรน์ ดาร์บี หรือชื่อเต็มคือ Rheinisches Derby มีที่มาจากภูมิภาคไรน์แลนด์ ทางตะวันตกของประเทศเยอรมนี ซึ่งมีแม่น้ำไรน์เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญ
ภูมิภาคแห่งนี้เป็นที่ตั้งของสโมสรฟุตบอลชื่อดังหลายแห่ง ทั้งโคโลญ, ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน, ฟอร์ตูนา ดุสเซลดอร์ฟ และมึนเชนกลัดบัค
แม้เมืองมึนเชนกลัดบัคจะไม่ได้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำไรน์โดยตรง แต่การพบกันระหว่างโคโลญกับมึนเชนกลัดบัคกลับได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเกมไรน์ ดาร์บีที่สำคัญที่สุด
เหตุผลไม่ใช่เพียงระยะทางระหว่างสองเมือง แต่เป็นประวัติศาสตร์การแย่งชิงความสำเร็จที่ทำให้ทั้งคู่กลายเป็นศัตรูทางฟุตบอลอย่างแท้จริง
การพบกันครั้งแรกของทั้งสองทีมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กันยายน 1950 ในการแข่งขันโอเบอร์ลีกา เวสต์ ซึ่งเป็นลีกระดับสูงสุดของภูมิภาคก่อนการก่อตั้งบุนเดสลีกา วันนั้นโคโลญเปิดบ้านเอาชนะมึนเชนกลัดบัคอย่างขาดลอย 6-2
ในช่วงเวลาดังกล่าว โคโลญเป็นสโมสรที่มีสถานะเหนือกว่าอย่างชัดเจน หลังเพิ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1948 จากการรวมตัวของสองสโมสร เพื่อสร้างทีมฟุตบอลที่แข็งแกร่งที่สุดของเมือง
ขณะที่มึนเชนกลัดบัคยังเป็นเพียงทีมที่ไม่ได้มีความสำเร็จโดดเด่นนัก แต่สถานการณ์ทั้งหมดกำลังจะเปลี่ยนไปในทศวรรษต่อมา
โคโลญเคยเป็นมหาอำนาจลูกหนังเยอรมัน
เมื่อบุนเดสลีกาก่อตั้งขึ้นในฤดูกาล 1963/64 โคโลญสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดในฤดูกาลแรกทันที ความสำเร็จดังกล่าวตอกย้ำภาพลักษณ์ของโคโลญในฐานะหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเยอรมนีตะวันตก
ในเวลานั้น เมืองโคโลญมีขนาดใหญ่กว่ามึนเชนกลัดบัคหลายเท่า ทั้งในแง่จำนวนประชากร เศรษฐกิจ และชื่อเสียง สำหรับแฟนบอลโคโลญ การเป็นสโมสรที่เหนือกว่าคู่แข่งจากเมืองเล็กกว่าจึงแทบเป็นเรื่องธรรมชาติ
แต่สิ่งที่พวกเขาอาจไม่คาดคิด คือการที่ทีมจากมึนเชนกลัดบัคกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในมหาอำนาจฟุตบอลเยอรมัน
และหากต้องเลือกบุคคลที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ไรน์ ดาร์บี ชื่อของ เฮนเนส ไวส์ไวเลอร์ (Hennes Weisweiler) คงเป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุด
ไวส์ไวเลอร์เป็นชาวโคโลญ และเคยเล่นให้กับสโมสรบ้านเกิด ก่อนเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมมึนเชนกลัดบัคในปี 1964
เขาเริ่มสร้างทีมด้วยนักเตะดาวรุ่งอย่าง กึนเทอร์ เน็ตเซอร์ และจุปป์ ไฮย์เกส พร้อมพัฒนารูปแบบฟุตบอลเกมรุกที่รวดเร็วและน่าตื่นตาตื่นใจ
เพียงหนึ่งปีต่อมา มึนเชนกลัดบัคก็เลื่อนชั้นสู่บุนเดสลีกาได้สำเร็จ จากสโมสรที่เคยอยู่ใต้เงาของโคโลญ พวกเขากำลังกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดทีมหนึ่งของประเทศ
ทศวรรษ 1970 เมื่อกลัดบัคก้าวขึ้นมาท้าทายความยิ่งใหญ่
ภายใต้การคุมทีมของไวส์ไวเลอร์ มึนเชนกลัดบัคพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นหนึ่งในสองมหาอำนาจของบุนเดสลีกายุค 1970 ร่วมกับบาเยิร์น มิวนิก พวกเขาคว้าแชมป์บุนเดสลีกา 5 สมัยในทศวรรษเดียวกัน พร้อมสร้างชื่อเสียงในฟุตบอลยุโรป
สำหรับแฟนบอลโคโลญ ความสำเร็จของคู่แข่งจากเมืองเล็กกว่ากลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก ในทางกลับกัน แฟนบอลมึนเชนกลัดบัคก็เริ่มมองว่า พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงทีมรองอีกต่อไป
การแข่งขันจึงเปลี่ยนจากเกมระหว่างสองสโมสรในภูมิภาคเดียวกัน มาเป็นการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ว่าใครคือทีมที่ยิ่งใหญ่กว่าของไรน์แลนด์
หนึ่งในเกมที่ได้รับการจดจำมากที่สุดเกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศเดเอฟเบ โพคาล ฤดูกาล 1972/73 โคโลญกับมึนเชนกลัดบัคเผชิญหน้ากันที่ไรน์สตาดิโอน เมืองดุสเซลดอร์ฟ ก่อนเสมอกัน 1-1 ในเวลาปกติ
ช่วงต่อเวลาพิเศษ กึนเทอร์ เน็ตเซอร์ ซึ่งเริ่มเกมจากม้านั่งสำรอง ตัดสินใจลงสนามและกลายเป็นผู้ทำประตูชัยให้มึนเชนกลัดบัคชนะ 2-1
เกมดังกล่าวถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในนัดชิงฟุตบอลถ้วยเยอรมันที่น่าจดจำที่สุด เพราะนอกจากถ้วยแชมป์แล้ว มันยังเป็นการประกาศความเหนือกว่าของมึนเชนกลัดบัคต่อคู่ปรับอย่างโคโลญบนเวทีสำคัญ
จากศัตรูในเยอรมนี สู่คู่แข่งบนเวทียุโรป
ความยิ่งใหญ่ของทั้งสองสโมสรในยุค 1970 ทำให้การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบุนเดสลีกา ในยูฟ่าคัพ ฤดูกาล 1972/73 ทั้งสองทีมพบกันในรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยมึนเชนกลัดบัคผ่านเข้ารอบด้วยสกอร์รวม 5-0
สองปีต่อมา ทั้งคู่กลับมาพบกันอีกครั้งในรอบรองชนะเลิศยูฟ่าคัพ ฤดูกาล 1974/75 ผลการแข่งขันยังคงเป็นมึนเชนกลัดบัคที่เหนือกว่า ด้วยชัยชนะสกอร์รวม 4-1 ก่อนเดินหน้าคว้าแชมป์รายการนี้ได้สำเร็จ
การเผชิญหน้ากันในฟุตบอลยุโรปยิ่งตอกย้ำว่า ไรน์ ดาร์บี ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันระดับท้องถิ่นอีกต่อไป
เรื่องราวของไวส์ไวเลอร์ยังไม่จบลงที่มึนเชนกลัดบัค หลังอำลาทีมในปี 1975 และไปคุมบาร์เซโลนา เขากลับมายังเยอรมนีเพื่อรับงานกับโคโลญในปี 1976
เพียงสองปีต่อมา ไวส์ไวเลอร์พาโคโลญคว้าดับเบิลแชมป์ ทั้งบุนเดสลีกาและเดเอฟเบ โพคาล ในฤดูกาล 1977/78
สิ่งที่ทำให้แชมป์ลีกครั้งนั้นพิเศษ คือโคโลญจบฤดูกาลด้วยคะแนนเท่ากับมึนเชนกลัดบัค แต่คว้าแชมป์ด้วยผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่าเพียง 3 ประตู
นั่นหมายความว่า โคโลญกลับมาครองความยิ่งใหญ่ได้สำเร็จ ด้วยการเอาชนะคู่ปรับสำคัญที่สุดของพวกเขาอย่างหวุดหวิด
ทำไมดาร์บีคู่นี้จึงถูกเรียกว่า ไวส์ไวเลอร์ ดาร์บี?
ความสัมพันธ์ระหว่างไวส์ไวเลอร์กับทั้งสองสโมสรลึกซึ้งกว่าการเป็นเพียงอดีตผู้จัดการทีม ฝั่งมึนเชนกลัดบัคยกย่องเขาในฐานะผู้สร้างยุคทองของสโมสร ถึงขั้นตั้งชื่อถนนที่ตั้งสนามโบรุสเซีย-พาร์ก ว่า ฮานเนส ไวส์ไวเลอร์ อัลลี
ส่วนโคโลญก็มีสายสัมพันธ์กับเขาผ่านความสำเร็จในฐานะนักเตะและผู้จัดการทีม แม้แต่มาสคอตแพะชื่อดังของโคโลญที่ชื่อว่า ‘เฮนเนส’ ก็มีที่มาจากชื่อของเขา
ด้วยเหตุนี้ การพบกันระหว่างสองสโมสรจึงถูกเรียกอีกชื่อว่า ไวส์ไวเลอร์ ดาร์บี เป็นดาร์บีที่มีบุคคลคนเดียวอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของทั้งสองฝ่าย
อีกหนึ่งเรื่องราวที่สะท้อนความเข้มข้นของไรน์ ดาร์บี คือมาสคอตแพะของโคโลญ สโมสรได้รับแพะตัวแรกเป็นสัญลักษณ์นำโชคในปี 1950 ก่อนพัฒนาเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่อยู่คู่สโมสรจนถึงปัจจุบัน
แต่ในช่วงก่อนเกมดาร์บี ความเป็นอริระหว่างแฟนบอลทำให้สโมสรต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับมาสคอต
เรื่องราวนี้อาจฟังดูแปลกสำหรับแฟนบอลทั่วไป แต่สะท้อนว่าเกมดังกล่าวมีความหมายมากกว่า 3 คะแนน เพราะแม้แต่สัญลักษณ์ของสโมสรก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางศักดิ์ศรี
จากยุคทองสู่ปัจจุบัน ดาร์บีที่ยังไม่เคยหมดความหมาย
แม้โคโลญและมึนเชนกลัดบัคจะไม่ได้ครองความยิ่งใหญ่ในฟุตบอลเยอรมันเหมือนช่วงทศวรรษ 1970 แต่ความเป็นคู่ปรับยังคงอยู่
ทั้งสองสโมสรต่างเคยเผชิญช่วงเวลาตกต่ำและการตกชั้น ทว่าเมื่อใดก็ตามที่กลับมาพบกัน บรรยากาศของไรน์ ดาร์บียังคงเข้มข้นเสมอ
ตัวอย่างล่าสุดในฤดูกาล 2026/27 โคโลญเปิดบ้านเอาชนะมึนเชนกลัดบัค 2-1 จากประตูชัยของ ซาอิด เอล มาลา ในนาทีที่ 67
สำหรับแฟนบอลโคโลญ นั่นไม่ใช่เพียงชัยชนะในลีก แต่ยังเป็นโอกาสในการประกาศความเหนือกว่าต่อคู่ปรับเก่าอีกครั้ง
ไรน์ ดาร์บี เกมที่ประวัติศาสตร์สำคัญกว่าตารางคะแนน
สิ่งที่ทำให้ไรน์ ดาร์บีแตกต่างจากเกมฟุตบอลทั่วไป ไม่ใช่เพียงความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ หรือจำนวนครั้งที่ทั้งสองทีมพบกัน
แต่เป็นเรื่องราวของสองสโมสรที่ผลัดกันครองความยิ่งใหญ่ และมีประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก โคโลญคือแชมป์บุนเดสลีกาทีมแรก ขณะที่มึนเชนกลัดบัคคือมหาอำนาจแห่งยุค 1970
ทั้งสองสโมสรมีเฮนเนส ไวส์ไวเลอร์ เป็นบุคคลสำคัญร่วมกัน เคยแย่งแชมป์ลีกจนถึงนัดสุดท้าย และเคยตัดสินความสำเร็จกันทั้งในฟุตบอลถ้วยและเวทียุโรป
ทั้งหมดนี้ทำให้การพบกันของทั้งคู่ไม่เคยเป็นเพียงการแข่งขันฟุตบอลธรรมดา เพราะสำหรับแฟนบอลโคโลญและมึนเชนกลัดบัค การเอาชนะคู่แข่งในไรน์ ดาร์บี อาจไม่ได้ทำให้ทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกา
แต่อย่างน้อย มันทำให้พวกเขาสามารถประกาศได้ว่า ใครคือผู้ยิ่งใหญ่แห่งไรน์แลนด์ในวันนั้น
ภาพ: Lars Baron / Getty Images
อ้างอิง:
- https://www.bundesliga.com/en/bundesliga/news/cologne-borussia-monchengladbach-match-report-highlights-matchday-5-said-el-mala-39507
- https://www.bundesliga.com/en/bundesliga/news/rhine-derbies-explained-borussia-monchengladbach-cologne-bayer-leverkusen-17674
- https://www.espn.co.uk/football/story/_/id/37441195/borussia-monchengladbach-v-cologne-history-derby


