ในอีกสิบปีข้างหน้า คาดว่าจะมีคนหนุ่มสาวประมาณ 1.2 พันล้านคนเข้าสู่ตลาดแรงงานทั่วโลก ขณะที่จะมีตำแหน่งงานใหม่เกิดขึ้นเพียง 400 ล้านตำแหน่ง สะท้อนความท้าทายเร่งด่วนในการสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความเสี่ยงจากภัยพิบัติและความผันผวนทางเศรษฐกิจ โดยในปี 2568 ภัยพิบัติทางธรรมชาติในเอเชียสร้างความเสียหายถึง 65,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มีเพียง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ได้รับความคุ้มครองจากประกันภัย ทำให้รัฐบาล ภาคธุรกิจ และครัวเรือนต้องแบกรับความสูญเสียส่วนที่เหลือถึงร้อยละ 92
ประเด็นสำคัญ
ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ของประเทศไทย โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เปิดตัวสองโครงการริเริ่มระดับโลก ได้แก่ ‘Investment Accelerator’ และ ‘Jobs for Prosperity Facility’ ระหว่างการประชุมประจำปี IMF และกลุ่มธนาคารโลก ณ กรุงเทพมหานครในวันนี้ (13 ตุลาคม) เพื่อช่วยประเทศกำลังพัฒนาดึงดูดการลงทุน สร้างงานที่มีคุณภาพและค่าตอบแทนสูงขึ้น พร้อมขยายความร่วมมือกับธนาคารเพื่อการพัฒนาและภาคเอกชนในการระดมเงินทุนและบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อให้ธุรกิจและเศรษฐกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
อเล็กซานเดอร์ เดอ ครู ผู้บริหารสูงสุดของ UNDP กล่าวว่า “ประเทศกำลังพัฒนามีศักยภาพทางเศรษฐกิจมหาศาล และมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนการเติบโตและสร้างงาน บทบาทของเราคือการสนับสนุนเป้าหมายเหล่านั้น และช่วยเปลี่ยนความมุ่งมั่นให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชน”
“โครงการริเริ่มด้านการลงทุนและการจ้างงานใหม่ของเราจะช่วยเชื่อมโยงลำดับความสำคัญของแต่ละประเทศเข้ากับแหล่งเงินทุนและความเชี่ยวชาญที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนให้เกิดผลจริง ด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ธนาคารเพื่อการพัฒนา และนักลงทุนภาคเอกชน เราจะสามารถช่วยเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนให้เป็นธุรกิจที่เข้มแข็งขึ้น การจ้างงานที่เพิ่มขึ้นและมีค่าตอบแทนที่ดีขึ้น ตลอดจนรายได้ที่สูงขึ้นสำหรับประชาชน”
เปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนให้เป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน
สองโครงการริเริ่มใหม่ของ UNDP มุ่งเชื่อมโยงนโยบายเศรษฐกิจ แหล่งเงินทุน การพัฒนาธุรกิจ และตลาดแรงงานเข้าด้วยกัน เพื่อให้การลงทุนสามารถสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและโอกาสการจ้างงานได้อย่างเป็นรูปธรรม
‘Investment Accelerator’ จะช่วยประเทศต่างๆ ดึงดูดการลงทุนและนำเงินลงทุนไปใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยสนับสนุนรัฐบาลในการปรับปรุงนโยบายและกฎระเบียบด้านการลงทุน พัฒนาโครงการและชุดโครงการที่มีความพร้อมในการรับการลงทุน สร้างการมีส่วนร่วมกับนักลงทุน และผลักดันโครงการจากขั้นตอนการเตรียมความพร้อมไปสู่การดำเนินงานจริง
ขณะที่ ‘Jobs for Prosperity Facility’ จะมุ่งเปลี่ยนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เกิดการจ้างงาน โดยช่วยประเทศต่าง ๆ ระบุภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูงในการสร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของนายจ้าง ลดอุปสรรคต่อการลงทุนและการจ้างงานของภาคธุรกิจ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาชุดโครงการลงทุนรายสาขาที่สามารถสร้างงานเพิ่มขึ้น พร้อมยกระดับคุณภาพงานและค่าตอบแทน
ทั้งสองโครงการมีเป้าหมายร่วมกันในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการผลิต และทำให้มั่นใจว่าการลงทุนจะนำไปสู่การเติบโตของการจ้างงานอย่างยั่งยืน
โครงการเหล่านี้ต่อยอดจากประสบการณ์ของ UNDP ด้านการเงินเพื่อการพัฒนา โดยปัจจุบัน UNDP สนับสนุนกว่า 100 ประเทศในการเสริมสร้างกรอบการเงินระดับประเทศและขับเคลื่อนการเงินเพื่อความยั่งยืน อีกทั้งยังระบุโอกาสการลงทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) มากกว่า 700 ด้าน ในกว่า 50 ประเทศ
นับตั้งแต่ปี 2565 การดำเนินงานที่ได้รับการสนับสนุนจาก UNDP ยังมีส่วนช่วยปรับทิศทางหรือระดมเงินทุนจากภาครัฐและเอกชนให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมมูลค่ากว่า 920,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ประกันภัย: กลไกลดความเสี่ยง ปลดล็อกการลงทุน และปกป้องการจ้างงาน
นอกเหนือจากการระดมเงินทุน การบริหารจัดการความเสี่ยงยังเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ในปี 2568 ภัยพิบัติทางธรรมชาติในเอเชียสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจถึง 65,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มีเพียง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ได้รับความคุ้มครองจากประกันภัย ส่งผลให้รัฐบาล ภาคธุรกิจ และครัวเรือนต้องแบกรับความสูญเสียส่วนที่เหลือถึงร้อยละ 92
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนบทบาทสำคัญของประกันภัยและการเงินเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง ซึ่งไม่เพียงช่วยคุ้มครองความเสียหาย แต่ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถฟื้นตัวจากวิกฤต ปกป้องฐานะการคลังภาครัฐ และลดความเสี่ยงที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน
ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในสาระสำคัญของเวทีหารือระดับสูงที่จัดขึ้นระหว่างการประชุมประจำปีของกลุ่มธนาคารโลกและ IMF ประจำปี 2569 โดยสำนักงานผู้อำนวยการบริหารฝ่ายอิตาลีประจำกลุ่มธนาคารโลก และ Generali ร่วมเป็นเจ้าภาพ โดยมีผู้แทนจากกลุ่มธนาคารโลกและ UNDP เข้าร่วม
ภายหลังถ้อยแถลงเปิดงานโดย อาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก การหารือได้รวบรวมผู้แทนระดับสูง ได้แก่ อเล็กซานเดอร์ เดอ ครู ผู้บริหารสูงสุดของ UNDP อันเดรีย ซิโรนี ประธาน Generali และ ดร.สันติธาร เสถียรไทย รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของประเทศไทย เพื่อหารือถึงบทบาทของประกันภัยและการเงินเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงในการดึงดูดการลงทุนและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลังของประเทศไทย เน้นย้ำว่า ความเสี่ยงที่ประชาชนและภาคธุรกิจต้องเผชิญในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภัยพิบัติ แต่ยังรวมถึงความผันผวนของราคาพลังงาน ความขัดแย้งระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและการสร้างรายได้
“ประการแรก ความสามารถในการรับมือ-ฟื้นตัวกับวิกฤตต้องเข้าถึงทุกคน โดยเฉพาะประชาชนและธุรกิจขนาดเล็กที่มีทรัพยากรจำกัด ประการที่สอง ความสามารถในการรับมือ-ฟื้นตัวต้องถูกมองว่าเป็นความหวังและความมั่นคงให้ผู้คน เพราะการใช้ทรัพยากรหลังจากวิกฤตเกิดแล้ว จะทำให้เราเหลือทรัพยากรในการตั้งรับกับวิกฤตครั้งต่อไปน้อยลง และประการที่สาม ความสามารถในการรับมือต้องสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต ทั้งด้านพลังงาน เทคโนโลยี และทักษะแรงงาน เพื่อให้เราสามารถรักษาเสถียรภาพในวันนี้ พร้อมกับสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการจ้างงานที่ดีขึ้นในวันข้างหน้า”
พร้อมเน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญของการสร้างความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนคือประชาชน การสร้างความเข้าใจ ความไว้วางใจ และการเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดทางออก จะช่วยให้วิกฤตไม่กลายเป็นสิ่งที่พรากอนาคตของผู้คน แต่เป็นโอกาสในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
นับตั้งแต่ปี 2565 UNDP และ Generali ได้ร่วมมือกันเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงของธุรกิจขนาดเล็กในเอเชีย พัฒนาแนวทางการเงินเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงระดับประเทศในเวียดนาม และสนับสนุนการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่คุณค่ากาแฟในยูกันดา ร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO)
ความร่วมมือดังกล่าวยังครอบคลุมการวิจัย การพัฒนาเครื่องมือบริหารจัดการความเสี่ยง และนวัตกรรมประกันภัยสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก โดยทั้งสององค์กรได้ต่ออายุความร่วมมือออกไปอีกสามปีในปี 2568
ขยายความร่วมมือกับธนาคารเพื่อการพัฒนา ระดมเงินทุนสร้างผลลัพธ์ในวงกว้าง
UNDP กำลังขยายความร่วมมือกับธนาคารเพื่อการพัฒนา สถาบันการเงิน และนักลงทุนภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนวาระด้านการลงทุนและการจ้างงาน โดยผสานจุดแข็งของ UNDP ทั้งด้านเครือข่ายความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ความเชี่ยวชาญเชิงนโยบาย และขีดความสามารถในการดำเนินงาน เข้ากับความเชี่ยวชาญของพันธมิตรด้านการจัดหาเงินทุน การแบ่งปันความเสี่ยง และการพัฒนาธุรกรรมทางการเงิน
การผสานศักยภาพดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อระดมการลงทุนในวงกว้าง และเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานอย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อเร็วๆ นี้ UNDP ได้ลงนามในกรอบความร่วมมือ (Cooperation Framework) กับกลุ่มธนาคารโลก เพื่อระดมเงินทุนสำหรับการพัฒนาและขยายผลแนวทางที่ช่วยขับเคลื่อนการจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยได้เริ่มดำเนินโครงการนำร่องแล้วในเนปาล เยเมน เฮติ เลบานอน และกานา ซึ่งมุ่งเน้นการปฏิรูปด้านนโยบายและธรรมาภิบาล เพื่อสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงทุนของภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น
ระหว่างการประชุมประจำปีครั้งนี้ UNDP จะลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรป (EIB) และธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาแห่งยุโรป (EBRD) เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการลงทุนและการพัฒนาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ข้อตกลงเหล่านี้ต่อยอดจากความร่วมมือที่มีอยู่เดิม รวมถึงความร่วมมือระหว่าง UNDP กับ Generali ตลอดจนความร่วมมือกับรัฐบาลอิตาลีและ Cassa Depositi e Prestiti (CDP) ผ่าน Platform for Investment Support and Technical Assistance (PISTA) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยประเทศต่างๆ เปลี่ยนลำดับความสำคัญระดับชาติให้เป็นโครงการที่มีความพร้อมในการรับการลงทุน
ทั้งนี้ Investment Accelerator และ Jobs for Prosperity Facility เป็น 2 ใน 5 โครงการริเริ่มสำคัญระดับองค์กร (Corporate Flagship Initiatives) ของ UNDP ที่มุ่งสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ UNDP ปี 2569-2572 (Strategic Plan 2026-2029) ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ภาพ: UNDP ประเทศไทย


