กลุ่ม G24 หรือกลุ่มประเทศระหว่างรัฐบาล 24 ประเทศว่าด้วยกิจการการเงินและการพัฒนาระหว่างประเทศ ซึ่งประกอบด้วยประเทศกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ทั่วแอฟริกา เอเชีย และละตินอเมริกาและแคริบเบียน เรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งปรับโครงสร้างระบบการเงินระหว่างประเทศ เพื่อรับมือความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้าที่ผันผวน ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกำลังซ้ำเติมข้อจำกัดในการเติบโตของประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา
ประเด็นสำคัญ
- เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันรอบด้าน จำกัดการเติบโตประเทศกำลังพัฒนา
- หนี้สาธารณะและต้นทุนการกู้ยืม บีบพื้นที่การคลังประเทศกำลังพัฒนา
- เร่งแก้ปัญหาหนี้อย่างเป็นระบบ บทเรียนจากศรีลังกา
- เสถียรภาพเศรษฐกิจต้องเดินคู่กับการสร้างงานในยุค AI
- การรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศมาพร้อมเงินทุน
- ปฏิรูปโควตา IMF ให้สะท้อนเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
- ปฏิรูปธนาคารโลก ควบคู่กับความร่วมมือด้านภาษีระหว่างประเทศ
พร้อมกันนี้ ยังย้ำว่า “การเติบโตทางเศรษฐกิจต้องสร้างงานและยกระดับคุณภาพชีวิต ไม่ใช่มุ่งรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคเพียงอย่างเดียว”
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว มีขึ้นระหว่างการแถลงข่าวของกลุ่ม G24 ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 กรุงเทพฯ ซึ่งสะท้อนข้อเรียกร้องของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาต่อสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ทั้งในเรื่องการปรับโควตาและสิทธิออกเสียง การแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการพัฒนา และการจัดสรรเงินทุนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันรอบด้าน จำกัดการเติบโตประเทศกำลังพัฒนา
G24 ระบุว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านที่เชื่อมโยงและส่งผลกระทบต่อกัน ตั้งแต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผันผวน ไปจนถึงภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศที่เกิดบ่อยครั้งขึ้น
ความเสี่ยงเหล่านี้กำลังจำกัดโอกาสการเติบโตของประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะความสามารถในการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและสร้างการจ้างงานในวงกว้าง
G24 จึงมองว่า การฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโลกจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศและระบบพหุภาคีที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพอธิปไตยของชาติและหลักการตามกฎบัตรสหประชาชาติ
ข้อเรียกร้องดังกล่าวยังสะท้อนความกังวลต่อการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน โดย ไทโว โอเยเดเล ประธาน G24 ชี้ว่า การจำกัดการส่งออกสินค้า การขึ้นภาษีศุลกากร และการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี อาจทำให้การรับมือกับความท้าทายร่วมกันนั้นยากยิ่งขึ้น
หนี้สาธารณะและต้นทุนการกู้ยืม บีบพื้นที่การคลังประเทศกำลังพัฒนา
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือภาระหนี้และต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ซึ่งกำลังจำกัดความสามารถของประเทศกำลังพัฒนาในการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว
ประธาน G24 ระบุว่า การกู้ยืมเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่จำเป็นต้องบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะการสร้างงานและการเติบโตที่ทั่วถึง
อย่างไรก็ตาม ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาไม่ใช่เพียงหนี้ที่อยู่ในระดับสูง แต่ยังรวมถึงต้นทุนการชำระหนี้ที่สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วด้วย โดยประธาน G24 กล่าวถึงค่าประมาณชุดหนึ่งว่า ประเทศกำลังพัฒนาจ่ายต้นทุนหนี้สูงกว่าที่ควรจะเป็นเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วรวมกันราว 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
G24 ยังเสนอให้ประเทศต่างๆ ทบทวนการจัดเก็บรายได้และหาจุดที่สามารถประหยัดงบประมาณได้ แต่เตือนว่าการเพิ่มภาษีในช่วงเวลานี้อาจสร้างภาระให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางและภาคเศรษฐกิจที่มีบทบาทในการผลิตมากเกินไป
ในส่วนของ IMF และธนาคารโลก G24 เรียกร้องให้พัฒนาแหล่งเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรนที่มีต้นทุนเข้าถึงได้มากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับประเทศเปราะบางในระยะสั้น ขณะที่ในระยะยาวควรสร้างกรอบและนโยบายที่ช่วยระดมเงินทุนจากภาคเอกชน เพื่อให้ทรัพยากรภาครัฐที่มีจำกัดสามารถนำไปใช้กับบริการสาธารณะและความจำเป็นพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างการจัดเก็บภาษีกับการก่อหนี้ ประธาน G24 อธิบายว่า ทั้งสองทางเลือกต่างมีต้นทุนและผลกระทบต่อประชาชน การจัดเก็บภาษีอาจลดเงินที่ครัวเรือนมีไว้ใช้จ่ายเพื่ออาหาร สุขภาพ และการศึกษา ขณะที่การกู้ยืมก็คือภาระภาษีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ดังนั้น การตัดสินใจจึงไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องสร้างสมดุลโดยมีผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง
เร่งแก้ปัญหาหนี้อย่างเป็นระบบ บทเรียนจากศรีลังกา
G24 ระบุว่า แม้กลไกการจัดการหนี้สาธารณะระหว่างประเทศมีพัฒนาการดีขึ้นหลังวิกฤตหนี้ของศรีลังกา แต่ยังจำเป็นต้องปรับปรุงให้การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อิยาโบ มาชา (Iyabo Masha) ผู้อำนวยการ G24 อธิบายว่า IMF ได้ปรับปรุงกรอบการประเมินความยั่งยืนของหนี้ โดยเพิ่มตัวชี้วัดที่ช่วยให้ประเมินความสามารถในการแบกรับหนี้ของประเทศต่างๆ ได้ดีขึ้น ขณะที่ Global Sovereign Debt Roundtable ก็ได้ปรับปรุงแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อช่วยให้การแก้ไขปัญหาทำได้รวดเร็วกว่าเดิม
นอกจากนี้ในส่วนของ Common Framework หรือกลไกการปรับโครงสร้างหนี้ที่มุ่งเน้นประเทศกำลังพัฒนา ยังมีการปรับปรุงบันทึกความเข้าใจเพื่อสนับสนุนกระบวนการแก้ไขปัญหาหนี้ให้รวดเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม G24 เห็นว่า สิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการ รวมถึงการปรับปรุงแนวทางของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้การประเมินอันดับความน่าเชื่อถือสร้างภาระเกินควรแก่ประเทศกำลังพัฒนา ตลอดจนเพิ่มการมีส่วนร่วมของเจ้าหนี้ภาคเอกชน โดยเฉพาะในประเทศที่มีหนี้จากการออกพันธบัตรในตลาดเอกชนเป็นสัดส่วนสูง
อีกกลไกที่ G24 ให้ความสำคัญคือ Borrowers’ Platform หรือ แพลตฟอร์มสำหรับผู้กู้เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมี UNCTAD เป็นหน่วยงานขับเคลื่อนและทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ โดยปากีสถานเป็นประธานแพลตฟอร์มดังกล่าว กลไกนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและเปิดพื้นที่ให้ประเทศลูกหนี้แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับแนวทางการกู้ยืมที่ยั่งยืน
โดยข้อเรียกร้องทั้งหมดสะท้อนว่า การแก้ปัญหาหนี้นั้นไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเจรจาปรับโครงสร้างเมื่อประเทศเข้าสู่วิกฤตแล้ว แต่ต้องครอบคลุมตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงก่อนกู้ยืม ไปจนถึงการสร้างระบบที่ช่วยให้ประเทศลูกหนี้มีส่วนร่วมในการกำหนดกติกามากขึ้น
เสถียรภาพเศรษฐกิจต้องเดินคู่กับการสร้างงานในยุค AI
G24 ย้ำว่าเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ควรหยุดอยู่ที่ตัวเลข GDP แต่ต้องแปรเปลี่ยนเป็นการจ้างงานและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ประธาน G24 แสดงความกังวลต่อผลกระทบของเทคโนโลยี AI โดยระบุว่า หากประเทศต่างๆ ไม่กำหนดแนวทางกำกับดูแลและการนำ AI มาใช้อย่างรอบคอบ เทคโนโลยีดังกล่าวอาจช่วยเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ในเวลาเดียวกันก็อาจทำให้การว่างงานเพิ่มขึ้นได้
ประเด็นนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับประเทศที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก เพราะการสร้างงานให้เพียงพอเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ
ขณะที่มาชาชี้ว่า เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคยังคงเป็นรากฐานที่จำเป็นสำหรับการเติบโต เพราะหากประเทศไม่มีสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มั่นคง ก็ยากที่จะดำเนินนโยบายเชิงโครงสร้าง ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน หรือสร้างงานได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ประธาน G24 เห็นด้วยว่า เสถียรภาพทางเศรษฐกิจกับการเติบโตที่สร้างงานไม่ใช่เป้าหมายที่ขัดแย้งกัน แต่ต้องดำเนินควบคู่กันไป โดยมีประชาชนเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนา
การรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศมาพร้อมเงินทุน
G24 เตือนว่า ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศกำลังสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและความจำเป็นพื้นฐานของประชาชน โดยเฉพาะประเทศที่ต้องเผชิญภัยแล้ง น้ำท่วม และความผันผวนของผลผลิตทางการเกษตร
ในการตอบคำถามเกี่ยวกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ประธาน G24 ระบุว่า ผลกระทบมีแนวโน้มครอบคลุมประเทศสมาชิกจำนวนมาก และเชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงทางอาหาร จึงจำเป็นต้องมีเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศที่เพียงพอเพื่อช่วยให้ประเทศต่างๆ เตรียมพร้อมและรับมือกับความเสียหายได้
เบอร์นาโด อากอสตา (Bernardo Acosta) รองผู้อำนวยการบริหาร IMF ประจำประเทศเอกวาดอร์ เสริมว่า ประเทศในลาตินอเมริกาและแคริบเบียน รวมถึงภูมิภาคอื่นที่อาจได้รับผลกระทบ ได้รับการสนับสนุนจากกลไกทางการเงินของสถาบันเพื่อการพัฒนาบางแห่งแล้ว เช่น วงเงินสินเชื่อฉุกเฉินแบบมีเงื่อนไข แต่ผลกระทบต่อบางภาคเศรษฐกิจยังคงเป็นความท้าทาย และอาจจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม
สำหรับประเด็นการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ G24 เรียกร้องให้ธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนาระดับภูมิภาค และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2035 ตามที่ระบุไว้ในผลการประชุม COP29
เมื่อถูกถามถึงกองทุน Loss and Damage Fund ซึ่งมีไว้สำหรับประเด็นความสูญเสียและความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประธาน G24 ไม่ได้ให้รายละเอียดแนวทางการใช้กองทุนดังกล่าวโดยตรง แต่ย้ำว่าคำมั่นสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศต้องได้รับการสนับสนุนด้วยทรัพยากรทางการเงินที่เพียงพอ และประชาคมโลกต้องลงมือทำมากกว่าการกล่าวถ้อยแถลง
อีกประเด็นสำคัญคือความเป็นธรรมในการจัดสรรเงินทุนให้แอฟริกา ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีส่วนในการปล่อยคาร์บอนต่ำเมื่อเทียบกับหลายภูมิภาค แต่ต้องเผชิญผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศและยังต้องการพื้นที่สำหรับการพัฒนา
ขณะที่ประธาน G24 ยอมรับว่า ไม่มีหลักประกันว่า ประเทศแอฟริกาจะได้รับเงินทุนในสัดส่วนที่เป็นธรรม แต่เห็นว่า ประชาคมโลกควรสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาให้เติบโตได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มการปล่อยคาร์บอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่ควรแลกความพยายามสร้างโลกที่สะอาดขึ้นกับการปล่อยให้ประชาชนเผชิญความหิวโหย
ปฏิรูปโควตา IMF ให้สะท้อนเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
ข้อเรียกร้องเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของ G24 คือการปฏิรูประบบโควตาของ IMF เพื่อให้สัดส่วนการมีส่วนร่วมทางการเงินและอำนาจเสียงของประเทศสมาชิกสะท้อนขนาดและสถานะของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมากขึ้น
มาชาอธิบายว่า การทบทวนโควตาตามกรอบของ IMF ควรเกิดขึ้นทุก 5 ปี โดยมีเป้าหมายให้สัดส่วนโควตาสอดคล้องกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก แต่ในมุมมองของ G24 การปรับสัดส่วนที่ผ่านมาไม่ได้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกอย่างเพียงพอ
G24 ต้องการให้ระบบโควตาใหม่สะท้อนบทบาทของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ขึ้น โดย Masha ระบุว่ามีประเทศสมาชิก G24 ราว 3–4 ประเทศที่อยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกของโลก แต่สถานะดังกล่าวยังไม่ได้รับการสะท้อนในสัดส่วนโควตาอย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม การปรับโควตาตามขนาดเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ประเทศขนาดเล็กและยากจน โดยเฉพาะหลายประเทศในแอฟริกา สูญเสียสัดส่วนเสียงเมื่อเทียบกับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ G24 จึงเรียกร้องให้มีมาตรการคุ้มครองโควตาของสมาชิกกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ควบคู่กันไป
หัวใจของข้อเรียกร้องจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มอำนาจให้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ แต่ต้องทำให้ระบบธรรมาภิบาลของ IMF เปิดพื้นที่ให้ประเทศขนาดเล็กและประเทศยากจนมีเสียงในการกำหนดนโยบายด้วย
ปฏิรูปธนาคารโลก ควบคู่กับความร่วมมือด้านภาษีระหว่างประเทศ
นอกเหนือจาก IMF แล้ว G24 ยังสนับสนุนเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ปี 2030 ของกลุ่มธนาคารโลก และเรียกร้องให้การทบทวนสัดส่วนการถือหุ้นของธนาคารโลกยึดหลักการลิมา (Lima Principles) พร้อมเพิ่มเสียงและการเป็นตัวแทนของประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา
G24 ยังสนับสนุนการพัฒนาแหล่งเงินทุนรูปแบบใหม่ ตลอดจนความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ เพื่อขยายตลาดทุนภายในประเทศและเพิ่มแหล่งเงินทุนสำหรับการลงทุนระยะยาว
ในด้านภาษีระหว่างประเทศ G24 เรียกร้องให้ความร่วมมือด้านการปฏิรูปภาษีช่วยลดการโยกย้ายกำไร การหลีกเลี่ยงภาษี และกระแสเงินทุนผิดกฎหมาย พร้อมแสดงการสนับสนุนความคืบหน้าภายใต้อนุสัญญากรอบของสหประชาชาติว่าด้วยความร่วมมือด้านภาษีระหว่างประเทศ และกรอบความร่วมมือ Inclusive Framework ของ OECD/G20
ข้อเรียกร้องเหล่านี้สะท้อนความพยายามของประเทศกำลังพัฒนาในการเพิ่มทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาลงทุนในประเทศ และลดข้อจำกัดที่ทำให้การพัฒนาต้องพึ่งพาการกู้ยืมจากภายนอกเพียงอย่างเดียว


