บินออกนอกประเทศครั้งต่อไป อาจต้องจ่ายเพิ่มอีกคนละ 1,000 บาท หากร่าง พ.ร.บ. ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของกรมสรรพากรเดินหน้าต่อ
ประเด็นสำคัญ
- 6 เหตุผลหลัก ATTA ค้านภาษีขาออก 1,000 บาท
- เบรก ‘คลัง’ ทบทวนหลักการ ชี้จังหวะไม่เหมาะสม
- 450 บาทควรใช้ยกระดับ ‘ไม่ใช่เน้นซื้อประกัน’
- ยื่นค้าน ‘เอกนิติ’ ผ่าน ทีม Tourism คณะ REINVENT THAILAND
- ไทยเที่ยวต่างประเทศ-นักท่องเที่ยวต่างชาติยังผันผวน
- ชู IMF-World Bank อีกหนึ่งโอกาสใหญ่หนุนไฮซีซั่น
- สายการบินสับร่าง พ.ร.บ. ภาษีออกนอกประเทศ 1,000 บาท สะท้อนวิธีคิด ‘หาเงินง่าย’
- บินใกล้โดนหนัก ภาษีอาจเกิน 10% ของค่าตั๋ว เสี่ยงทำลายวงจรเศรษฐกิจ
- ภาษี 1,000 บาทส่งถึงผู้โดยสารเต็มๆ ในวันที่สายการบินไม่มีแรงอุ้ม
- ยุคตั๋วถูกอาจปิดฉาก จี้รัฐนำเงินคืนสู่การท่องเที่ยว
- 450 บาทกระทบน้อย แต่ 1,000 บาทกระทบคนไทย-ทัวร์แน่
- พิษสงคราม-ตั๋วบินแพง ฉุดข้าวสารช่วง Low Season ทรุด
- จี้รัฐแจงใช้เงินทำอะไร กาง KPI ให้ตรวจสอบได้
แต่ภาษีก้อนนี้กำลังถูกตั้งคำถามจากคนในแวดวงท่องเที่ยว ตั้งแต่บริษัททัวร์ สายการบิน ไปจนถึงผู้ประกอบการถนนข้าวสาร ว่ารายได้ที่รัฐจะได้นั้นคุ้มกับต้นทุนที่ผู้เดินทางและธุรกิจท่องเที่ยวต้องแบกหรือไม่?
อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า คณะกรรมการ ATTA นำโดย ธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว เตรียมยื่นหนังสือคัดค้าน แนวคิดที่สรรพากรจะจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกประเทศระยะแรกทางอากาศ อัตรา 1,000 บาทต่อคน ถึงกระทรวงการคลัง (9 ต.ค.)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- กรมสรรพากรเปิดฟังความคิดเห็น ร่าง พ.ร.บ. เตรียมเก็บภาษี เดินทางออกนอกประเทศ 1,000 บาทต่อครั้ง บวกรวมในค่าตั๋วเลย : https://thestandard.co/tax-travel-abroad-1000-baht/
- หรือภาพจำ ‘สยามเมืองยิ้ม’ เรากำลังหายไป? ทำไมไทยแพ้เกมท่องเที่ยว จีน-เกาหลีใต้-รัสเซีย บินข้ามไทยไปเวียดนาม-ญี่ปุ่นแทน: https://thestandard.co/tourism-income-loss/
- ดีเดย์ Q1/2570 ไทยจ่อเก็บ ‘ค่าเหยียบแผ่นดิน’ 450 บาท นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ นำร่องทางอากาศ หลังผลฟังเสียง 80% ไฟเขียว คาดทำรายได้ 8,000 ล้านบาทต่อปี : https://thestandard.co/thailand-tourism-fee-q1-2570/
- ข้าวสารเงียบจนอัตราเข้าพักเหลือ 50% ห่วงค่าธรรมเนียม 450 บาทอาจซ้ำเติมท่องเที่ยวไทยที่ยังไม่ฟื้น หวั่นกระทบกลุ่มแบ็กแพ็กเกอร์ : https://thestandard.co/thailand-tourism-fee-backpackers-khao-san/

โดยสมาคมฯ เห็นว่าควรทบทวนหลักการก่อนเดินหน้า เนื่องจากมองว่าการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจะเพิ่มภาระให้ประชาชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยว ท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง การแข่งขันของภาคการท่องเที่ยวไทย เศรษฐกิจของประเทศ
6 เหตุผลหลัก ATTA ค้านภาษีขาออก 1,000 บาท
1. ไม่ควรมองการเดินทางออกนอกประเทศเป็นเพียง ‘รายจ่ายเพื่อการบริโภค’
ATTA มองว่า การเดินทางระหว่างประเทศไม่ได้มีเพียงการพักผ่อน แต่ยังรวมถึงประสบการณ์ชีวิต การเรียนรู้นอกตำรา การศึกษา การทำงาน การค้า และการลงทุน
โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ที่ต้องเดินทางซ้ำเพื่อสร้างตลาดและเครือข่ายทางธุรกิจ
การจัดเก็บภาษีในอัตรานี้อาจมีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับทริปราคาประหยัด และกระทบครอบครัว นักศึกษา รวมถึง SME ที่ต้องเดินทางเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ
“การเดินทางออกนอกประเทศไม่ใช่เรื่องของคนมีเงินอย่างเดียว แต่เป็นทั้งการศึกษา การทำงาน การค้า และการลงทุน ถ้าเพิ่มต้นทุนทุกครั้งที่คนไทยต้องเดินทางออกไป ก็เท่ากับเพิ่มต้นทุนให้การเชื่อมต่อเศรษฐกิจของประเทศ”
อดิษฐ์ ชี้ว่า จึงไม่ควรมองผู้เดินทางขาออกทั้งหมดว่าเป็นเพียงผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง เพราะการเดินทางบางส่วนเป็นการลงทุนเพื่อสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต
2. ภาระสะสมอาจเบียดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว และกระทบ SME
ATTA ระบุว่า ปัจจุบันต้นทุนการเดินทางเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว โดยค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) ของ AOT ปรับจาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท เมื่อ 20 มิถุนายน 2569
ขณะที่ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ 450 บาท ยังอยู่ในกระบวนการก่อนบังคับใช้
หากมาตรการใหม่มีผลพร้อมกัน กังวลว่า ต้นทุนที่สูงขึ้นอาจทำให้ผู้เดินทางลดการจอง หรือเบียดงบที่ควรนำไปใช้จ่ายกับอาหาร ที่พัก กิจกรรมท่องเที่ยว และสินค้าชุมชน
ขณะที่บริษัทนำเที่ยว ตัวแทนจำหน่าย และธุรกิจที่เกี่ยวข้องต้องรับแรงกดดันด้านราคา ส่วนต่างกำไร และต้นทุนระบบในการจัดเก็บภาษี
“ถ้าคนหนึ่งคนต้องจ่ายต้นทุนเพิ่มเป็นพันบาทก่อนจะเดินทาง เงินก้อนนี้ไม่ได้หายไปเฉยๆ แต่อาจถูกตัดออกจากค่าโรงแรม ค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือกิจกรรมท่องเที่ยว ซึ่งสุดท้ายคนที่รับผลกระทบคือ SME ตลอดห่วงโซ่”
3. จังหวะจัดเก็บต้องคำนึงถึงการฟื้นตัวหลังน้ำท่วม
ครัวเรือนและ SME ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมยังต้องจัดสรรเงินเพื่อซ่อมแซมบ้าน รถยนต์ อุปกรณ์ประกอบอาชีพ และฟื้นฟูกิจการ ขณะที่บางส่วนยังมีรายได้สะดุด
ดังนั้น การเพิ่มภาษีในช่วงเวลานี้ควรประเมิน ให้สอดคล้องกับจังหวะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ไม่ควรเหมารวมว่ากำลังซื้อของคนทั้งประเทศลดลงในระดับเดียวกัน
“วันนี้ประชาชนและ SME จำนวนมากกำลังเอาเงินไปซ่อมบ้าน ซ่อมรถ ซ่อมธุรกิจ หลังน้ำท่วม ถ้าจะเพิ่มต้นทุนการเดินทางอีก รัฐต้องถามก่อนว่าจังหวะนี้เหมาะสมหรือไม่”

4. ห่วงกระทบสายการบินและ ‘Two-Way Tourism’
ข้อมูลจาก IATA ระบุว่า ภาษีบัตรโดยสารอาจลดความต้องการเดินทางของกลุ่มที่ตอบสนองต่อราคา และเพิ่มภาระในการจัดเก็บ
จึงมองว่า ผู้โดยสารทั้งขาเข้าและขาออกมีส่วนต่อความคุ้มค่าของเส้นทางบิน ไม่แพ้กัน
หากอุปสงค์ลดลงขณะที่จำนวนที่นั่งยังเท่าเดิม อัตราบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) อาจลดลง และนำไปสู่การลดความถี่หรือความจุของเที่ยวบิน
แม้สายการบินจะสามารถปรับตัวจนรักษา Load Factor ได้ แต่ประเทศไทยก็อาจสูญเสียเที่ยวบินและโอกาสในการรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางใหม่และตลาดรอง
“ไม่ใช่แค่ขาเข้าอย่างเดียว ขาออกก็เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐศาสตร์เที่ยวบิน ถ้าขาออกหาย ขาเข้าก็อาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย เพราะสายการบินต้องมองทั้งสองด้าน”
อดิษฐ์ ย้ำว่า หากไทยต้องการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาค จำเป็นต้องสร้างสมดุลของการเดินทางทั้งสองทิศทาง
“เราต้องทำให้คนไทยเดินทางออกไป และทำให้คนต่างชาติเดินทางเข้ามา นี่คือ Two-Way Tourism ไม่ใช่คิดเฉพาะว่าทำอย่างไรให้ คนต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทย”
5. ลดโอกาสใช้ Tourism Diplomacy และต้องวัดประโยชน์สุทธิทั้งระบบ
ATTA ระบุว่า ข้อมูล Bnomics ระบุว่า ในปี 2568 คนไทยเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศประมาณ 13.06 ล้านคน ซึ่งสมาคมฯ มองว่าฐานการเดินทางดังกล่าวเป็นโอกาสพัฒนาการทูตผ่านการท่องเที่ยว สร้างความเข้าใจระหว่างประชาชน เครือข่ายธุรกิจ ความร่วมมือการค้า การลงทุน
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับบทบาทที่ OECD ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวในมิติการทูตทางเศรษฐกิจและการทูตสาธารณะ
จึงเสนอให้ไทยส่งเสริม Two-Way Tourism และ Air Connectivity เพื่อสร้าง Regional Tourism Economy
สุดท้าย ข้อ 6.สมาคมฯ เห็นว่าการประเมินภาษีต้องดู ‘ประโยชน์สุทธิ’ ต่อประเทศ ไม่ใช่ดูเฉพาะรายได้ภาษีที่จะจัดเก็บได้
เพราะหากภาษีทำให้จำนวนผู้เดินทางลดลง การบริโภคบริการท่องเที่ยวลดลง กระทบธุรกิจเกี่ยวเนื่อง การจ้างงาน การลงทุน และรายได้ภาษีประเภทอื่นที่อาจลดลง ผลกระทบเหล่านี้ต้องถูกนำมาคำนวณร่วมกัน
“รัฐต้องไม่ถามแค่ว่าเก็บภาษีได้เท่าไร แต่ต้องถามด้วยว่าเศรษฐกิจเสียอะไรไปบ้าง ถ้ารายได้ภาษีเพิ่ม แต่คนเดินทางน้อยลง SME รายได้หาย เที่ยวบินลดลง สุดท้ายประโยชน์สุทธิของประเทศคืออะไร”

ภาพ : ณาฌารัฐ ภักดีอาสา / THE STANDARD
เบรก ‘คลัง’ ทบทวนหลักการ ชี้จังหวะไม่เหมาะสม
จากทั้ง 6 ประเด็น ATTA ขอให้กระทรวงการคลังชะลอการผลักดันร่างกฎหมาย และประเมินผลกระทบสะสมร่วมกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว คมนาคม และภาคธุรกิจ
โดยควรแยกวิเคราะห์ตามตลาดและวัตถุประสงค์ของการเดินทาง ศึกษาความอ่อนไหวต่อราคาและกำลังซื้อหลังสถานการณ์น้ำท่วม คู่แข่ง รวมถึงติดตามจำนวนผู้โดยสาร ความถี่เที่ยวบิน ความจุ และความคุ้มค่าของเส้นทางบิน
พร้อมเปิดเผยผลการศึกษา และพิจารณาทางเลือกด้านการคลังที่กระทบประชาชนและ SME น้อยกว่า
“เราต้องการให้รัฐบาลมองภาพใหญ่ ไม่ใช่มองแค่รายได้จากการจัดเก็บ แต่ต้องมองทั้งระบบว่าเงิน 1,000 บาทที่เพิ่มขึ้นนี้ จะกระทบคนเดินทาง สายการบิน บริษัททัวร์ SME และรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างไร”
ATTA ระบุว่า สมาคมฯ สนับสนุนวินัยการคลังและการลงทุนเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวที่สามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ได้ แต่การจัดเก็บภาษีใหม่ควรผ่านการประเมินประโยชน์สุทธิต่อประเทศ
450 บาทควรใช้ยกระดับ ‘ไม่ใช่เน้นซื้อประกัน’
สำหรับแนวคิดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ 450 บาท อดิษฐ์ ชี้อีกว่า “ATTA เห็นด้วยในหลักการ แต่ไม่เห็นด้วยหากนำเงินส่วนใหญ่ไปใช้สำหรับการซื้อประกันภัยให้นักท่องเที่ยว”
เนื่องจากบริษัทนำเที่ยวและสมาชิกของ ATTA มีข้อกำหนดด้านประกันภัยตามกฎหมายอยู่แล้ว และในทางปฏิบัติ 70-80% ของค่าใช้จ่ายด้านประกันถูกชำระโดยนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว
ข้อเสนอของ ATTA คือ นักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนที่เดินทางเข้าไทยควรมีประกัน หากไม่มีกรมธรรม์ สามารถซื้อประกันของไทยตั้งแต่จุดผ่านแดน โดยกองทุนสามารถเข้ามาช่วยดูแลในส่วนที่เกินจากความคุ้มครองของประกัน
ขณะเดียวกัน ATTA เสนอให้กันเงินประมาณ 10-20% ของกองทุนไว้เป็น Risk and Crisis Management Fund สำหรับรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น เหตุระเบิด น้ำท่วม และภัยพิบัติต่างๆ
“นักท่องเที่ยวไม่ได้ต้องการเยียวยา แต่ต้องการมาตรการป้องกันและสร้างความปลอดภัย ถ้าเราป้องกันได้ตั้งแต่ต้น ต้นทุนของประเทศจะต่ำกว่าการ รอให้เกิดเหตุแล้วค่อยจ่ายเงินเยียวยา”
นอกจากนี้ เงินกองทุนควรถูกนำไปใช้พัฒนามาตรฐานการท่องเที่ยว ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการ Upskill และ Reskill บุคลากร การพัฒนาทักษะแรงงานต่างชาติ ต้องมีระบบรายงานการใช้เงินที่โปร่งใส ตรวจสอบได้
ยื่นค้าน ‘เอกนิติ’ ผ่าน ทีม Tourism คณะ REINVENT THAILAND
อดิษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ATTA จะยื่นหนังสือคัดค้านต่อ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผ่าน ชฎาทิพ จูตระกูล ในนามตัวแทนทีม Tourism คณะ REINVENT THAILAND เพื่อส่งต่อข้อเสนอของภาคเอกชนไปยังรัฐบาล
โดย ATTA ระบุว่า ขณะนี้มีสมาคมภาคเอกชนหลาย แห่งที่เห็นตรงกันในเรื่องผลกระทบ ทั้งมาตรการค่าธรรมเนียม 450 บาทยังอยู่ระหว่างเตรียมการ และมีแนวคิดภาษีเดินทางออกนอกประเทศ 1,000 บาทตามมา

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD
ไทยเที่ยวต่างประเทศ-นักท่องเที่ยวต่างชาติยังผันผวน
สำหรับภาพรวมการท่องเที่ยว อดิษฐ์ กล่าวว่า ปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในภูมิภาคอาเซียนลดลงประมาณ 15% ขณะที่ไทยลดลงประมาณ 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่า ดีกว่าที่เคยกังวลว่าจะลดลงถึง 10%
ขณะที่ภาพรวมการเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 690 ล้านคน เพิ่มขึ้นเพียง 0.4% ต่ำกว่าที่ UN Tourism เคยคาดการณ์ว่าจะขยายตัวประมาณ 3%
ในเอเชียตะวันออก จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นประมาณ 4% ส่วนตะวันออกกลางลดลงประมาณ 22% และคาดว่าเที่ยวบินจะลดลงประมาณ 15%
ส่วนช่วง Golden Week ของจีน มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยมากกว่า 200,000 คน เทียบกับประมาณ 183,000 คนในปีก่อน
โดยผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมอยู่ที่ประมาณ 10% จากเป้าหมายเดิมของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาประมาณ 250,000 คน
ชู IMF-World Bank อีกหนึ่งโอกาสใหญ่หนุนไฮซีซั่น
อดิษฐ์ ทิ้งท้ายว่า การประชุม IMF-World Bank ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 9 ตุลาคม 2569 และมีสื่อมวลชนจากทั่วโลกเดินทางมายังประเทศไทย ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวไทยอีกครั้ง
ท้ายที่สุด อดิษฐ์กล่าวว่า สิ่งที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการคือการลงทุนด้านการป้องกันและบริหารจัดการวิกฤต มากกว่าการรอเยียวยาหลังเกิดเหตุ
โดยต้องมีระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ ที่ชัดเจนตั้งแต่ระดับประเทศถึงระดับพื้นที่
“เราไม่ควรรอให้เกิดน้ำท่วมแล้วค่อยคิดว่าจะเยียวยาอย่างไร แต่ต้องถามก่อนว่าจะป้องกันอย่างไร เพราะถ้าป้องกันได้ ความเสียหายต่อประชาชน ธุรกิจ และความเชื่อมั่นของประเทศก็จะลดลง”
เพราะหากประเทศไทยยังต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ทั้งหาดใหญ่ กรุงเทพฯ หรือเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ จะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและนักลงทุน
ดังนั้น การจัดสรรงบประมาณและกองทุนด้านการท่องเที่ยวควรมุ่งไปที่การสร้างระบบป้องกันและความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ
เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องกลับมาใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อเยียวยาความเสียหายหลังเกิดวิกฤตซ้ำอีก
สอดคล้อง เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย ระบุกับ THE STANDARD WEALTH ว่า หากรวมค่าธรรมเนียมเข้าประเทศ (450 บาท) + ภาษีขาออก (1,000 บาท) + ค่าบริการผู้โดยสารขาออก ภาษีสนามบิน (PSC) 1,120 บาท จะทำให้ต้นทุนต่อหัวของนักท่องเที่ยวพุ่งสูงถึง 2,570-3,000 บาท ซึ่งอาจทำให้นักท่องเที่ยวหันไปเลือกประเทศเพื่อนบ้านแทน และกระทบต่อสมดุลการเดินทาง (Two-way tourism)

สายการบินสับร่าง พ.ร.บ. ภาษีออกนอกประเทศ 1,000 บาท สะท้อนวิธีคิด ‘หาเงินง่าย’
ด้านแหล่งข่าวระดับสูงในอุตสาหกรรมการบิน ได้เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH โดยระบุว่า มาตรการนี้สะท้อนถึงวิธีคิดแบบ ‘หาเงินง่าย’ ของภาครัฐ แต่จะส่งผลกระทบเชิงลบอย่างมหาศาล และเป็นการซ้ำเติมภาคการท่องเที่ยว ตตลอดจนอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องทั้งหมดอย่างรุนแรง
สำหรับรายละเอียดของร่างกฎหมายดังกล่าว มีการกำหนดอัตราจัดเก็บเริ่มต้นที่ 1,000 บาทต่อครั้ง
โดยโครงสร้างกฎหมายเดิมเปิดช่องให้สามารถขยายเพดานอัตราภาษีได้สูงสุดถึง 5,000 บาทในอนาคต ซึ่งครอบคลุมการจัดเก็บทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่พำนักในประเทศไทยแล้วเดินทางออกนอกราชอาณาจักร
โดยภาครัฐกำหนดให้สายการบินทำหน้าที่รับภาระจัดเก็บภาษีแทน ด้วยการบวกรวมเข้าไปในราคาตั๋วเครื่องบินทันที ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน (PSC) ของการท่าอากาศยานฯ
ทั้งนี้ ภาษีออกนอกประเทศดังกล่าวมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว หรือ ค่าเหยียบแผ่นดิน อัตรา 450 บาท ที่เคยมุ่งจัดเก็บเฉพาะคนต่างชาติในขาเข้าประเทศ
แหล่งข่าวระดับสูงวิเคราะห์ถึงเบื้องหลังของการผลักดันภาษีนี้ว่า เป็นผลมาจากปัญหาสภาวะทางการคลังของรัฐบาลที่ประสบภาวะรายได้ไม่พอกับรายจ่าย และมีภาระหนี้สินในระดับสูง หรือเข้าขั้น ‘ถังแตก’
จนต้องทบทวนแผนการคลังเพื่อหาทางเพิ่มรายได้เข้าสู่ภาครัฐ อย่างไรก็ดี การเลือกใช้วิธีจัดเก็บภาษีทางตรงผ่านตั๋วเครื่องบินเช่นนี้ ถือเป็นแนวทางที่ง่ายเกินไปแต่ไม่คุ้มค่า
อีกทั้งยังผลักภาระให้สายการบินกลายเป็นผู้รับหน้าโดนผู้โดยสารต่อว่าจากการขึ้นราคาตั๋ว ทั้งที่เป็นภาษีที่รัฐบาลเป็นผู้จัดเก็บ
บินใกล้โดนหนัก ภาษีอาจเกิน 10% ของค่าตั๋ว เสี่ยงทำลายวงจรเศรษฐกิจ
ในมิติของผลกระทบต่อราคาตั๋วเครื่องบิน อัตราภาษี 1,000 บาท จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเส้นทางบินระยะสั้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น สิงคโปร์ ซึ่งเงิน 1,000 บาท อาจคิดเป็นสัดส่วนสูงเกิน 10% หรือมากกว่าของราคาตั๋ว
ขณะที่เส้นทางระยะไกลอย่างยุโรปอาจกระทบในเชิงสัดส่วนไม่มากนัก ทว่าในเชิงจิตวิทยา ภาระต้นทุนเดินทางที่เพิ่มขึ้นนี้จะซ้ำเติมบรรยากาศการท่องเที่ยวทันที โดยทำให้คนไทยชะลอการเดินทางออกนอกประเทศ ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาก็ต้องคิดหนักและเกิดความลังเล เนื่องจากต้องคำนวณต้นทุนภาษีขาออกที่ต้องจ่ายเพิ่มอีก 1,000 บาทในขากลับอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น แหล่งข่าวระดับสูงยังชี้ให้เห็นถึงผลกระทบเชิงโครงสร้างว่า
“การจัดเก็บภาษีแบบดึงเงินเข้ากระเป๋ารัฐครั้งเดียวจบ ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการทำลายวงจรการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ (Economic Multiplier) ต่างจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เม็ดเงินจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจะหมุนเวียนไปยังโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และการช้อปปิ้งหลายตลบ ซึ่งจะสร้างรายได้และจัดเก็บภาษีคืนกลับสู่รัฐตามธรรมชาติได้มากกว่า”
นอกจากนี้ มาตรการนี้ยังเสี่ยงทำลาย Ecosystem ของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง (High-Value Traveler) และกลุ่มการจัดประชุมและนิทรรศการ (MICE) ที่พร้อมจะเปลี่ยนเป้าหมายย้ายการจัดงานไปยังประเทศอื่นทันทีหากไทยมีต้นทุนซ้ำซ้อน
“มาตรการนี้ไม่มีภาคส่วนใดได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง รัฐบาลเองก็อาจไม่ได้รายได้ตามที่คาดหวังเพราะคนไม่อยากเดินทาง” แหล่งข่าวระดับสูงในอุตสาหกรรมการบินระบุ
พร้อมเสนอแนะว่า รัฐบาลควรเปลี่ยนมุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจ ขยายฐานการท่องเที่ยว และเร่งจัดเก็บภาษีในระบบให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย การทำให้เศรษฐกิจขยายตัว
ตลอดจนการเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยวและยอดใช้จ่ายต่อหัว จะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของภาษีกลับคืนสู่ภาครัฐอย่างยั่งยืน ดีกว่าการใช้วิธีหาเงินแบบง่าย ที่มีแต่จะทำร้ายระบบเศรษฐกิจและบรรยากาศการท่องเที่ยวทั้งประเทศ

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD
ภาษี 1,000 บาทส่งถึงผู้โดยสารเต็มๆ ในวันที่สายการบินไม่มีแรงอุ้ม
ขณะที่ แหล่งข่าวด้านการบินอีกราย เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า คงไม่มีสายการบินไหนเห็นด้วยกับการจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร และมองว่าเป็นจังหวะที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของ GDP การเพิ่มภาษีตอนนี้จึงเท่ากับผลักต้นทุนไปให้ผู้โดยสาร และกระทบการตัดสินใจเดินทางอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ภาษีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ ไทยเคยจัดเก็บตามพระราชกำหนดภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 ในอัตรา 1,000 บาทสำหรับการเดินทางทางอากาศ และ 500 บาทสำหรับทางบกและทางน้ำ ก่อนจะหยุดจัดเก็บทั้งหมดในปี 2534
“ยุคนั้นการท่องเที่ยวยังไม่บูมและมีสายการบินเพียงไม่กี่ราย การฟื้นภาษีลักษณะนี้กลับมาในวันที่การแข่งขันรุนแรงและเศรษฐกิจยังท้าทายจึงไม่เหมาะสม”
หากภาษีนี้มีผลจริง ราคาตั๋วรวมจะเพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะต้นทุน 1,000 บาทต่อคนเป็นภาระที่ไม่มีสายการบินใดสามารถ Subsidize แทนผู้โดยสารได้ไหว จึงต้องส่งผ่านไปยังผู้โดยสารทั้งหมด
แหล่งข่าวประเมินว่า ราคาตั๋วเองก็ขยับขึ้นมาแล้ว เส้นทางในประเทศเฉลี่ยจากราว 1,000-1,200 บาทก่อนโควิด เป็นราว 1,600-1,700 บาทในปัจจุบัน ส่วนเส้นทางต่างประเทศปรับขึ้นราว 10-20% ตามแต่เส้นทาง
ขณะที่ต้นทุนเฉลี่ยของสายการบินสูงกว่าก่อนโควิดราว 15-20% และหากดูเฉพาะครึ่งแรกของปี 2569 ต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่าปี 2562 ถึงราว 30% จากราคาน้ำมันอากาศยานที่พุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด
ปัญหาคือสายการบินขึ้นราคาตามต้นทุนทันทีไม่ได้ เพราะขายตั๋วล่วงหน้าไปแล้ว ไตรมาสแรกราคาน้ำมันอยู่ราว 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่หลังเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พุ่งไปแตะ 200-240 ดอลลาร์
“สายการบินจึงต้องดูดซับส่วนต่างเอง และปรับราคาชดเชยได้เพียงราวครึ่งเดียว ส่วนใหญ่จึงขาดทุนในไตรมาส 2 และคาดว่าราคาน้ำมันที่ยังค้างอยู่ราว 180 ดอลลาร์จะกดดันต่อเนื่องไปทั้งปี”
ส่วนการแสดงราคา สายการบินต้องหารือกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ว่าจะแสดงภาษีเป็นบรรทัดแยกได้หรือไม่ แต่ไม่ว่าจะแยกหรือไม่ ราคารวมสุดท้าย (All-in) ก็เพิ่มขึ้นอยู่ดี โดยสายการบินเป็นเพียงผู้เก็บเงินแทนรัฐ ไม่ได้รายได้ส่วนนี้แต่อย่างใด

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD
ยุคตั๋วถูกอาจปิดฉาก จี้รัฐนำเงินคืนสู่การท่องเที่ยว
กลุ่มที่โดนหนักที่สุดคือนักท่องเที่ยวทั่วไปที่เดินทางด้วยตัวเอง (FIT) ส่วนกลุ่มเดินทางเพื่อธุรกิจได้รับผลกระทบน้อยกว่า เพราะมีงบองค์กรรองรับ
โอกาสเห็นตั๋วราคาถูกมากแบบในอดีตจะน้อยลง แม้ค่าโดยสารที่เห็นตอนแรกอาจยังอยู่ในหลักร้อย แต่เมื่อรวมค่า PSC และภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรตอนชำระเงิน ราคาสุดท้ายก็ไม่ใช่ตั๋วถูกอีกต่อไป
แหล่งข่าวระบุว่า สายการบินได้แสดงความเห็นคัดค้านผ่านสมาคมสายการบินแล้ว และอยู่ระหว่างรอผลการรับฟังความคิดเห็น พร้อมชี้ว่านโยบายนี้ย้อนแย้งกันเอง
ขณะที่รัฐบาลและ ททท. เดินหน้าจัดแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยว กรมสรรพากรกลับจะเพิ่มต้นทุนการเดินทาง ทั้งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติวันนี้ยังอยู่ราว 33 ล้านคน ห่างไกลจากเป้าหมายที่จะกลับไปสู่ระดับก่อนโควิดราว 40 ล้านคน
หากรัฐจะเก็บจริง แหล่งข่าวเสนอว่าเงินที่ได้ไม่ควรใช้เพียงเพื่อเสริมเสถียรภาพการคลัง แต่ควรนำกลับมาส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินและการท่องเที่ยวโดยตรง
ที่ผ่านมา สมาคมสายการบินเคยขอให้ภาครัฐช่วยลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันอากาศยานเพื่อบรรเทาต้นทุน แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน กลับมีภาษีใหม่ตามมาอีก ทั้งสายการบินและผู้โดยสารจึงต้องแบกภาระรอบด้าน
450 บาทกระทบน้อย แต่ 1,000 บาทกระทบคนไทย-ทัวร์แน่
สง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า หากค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ ‘ค่าเหยียบแผ่นดิน’ อยู่ที่ราว 450 บาท และเก็บรวมไว้ในราคาตั๋วเครื่องบิน คาดว่าจะไม่กระทบการตัดสินใจเดินทางมากนัก

เพราะราคาตั๋วขึ้น-ลงตามความต้องการอยู่แล้ว 450 บาทจึงเป็นส่วนต่างเพียงเล็กน้อย กลุ่มกำลังซื้อสูงแทบไม่ได้รับผลกระทบ แต่อาจกระทบกลุ่มสายประหยัดบ้าง
ขณะที่วิธีเก็บก็มีผลทางจิตวิทยา หากแยกเป็นรายการต่างหาก นักท่องเที่ยวจะรู้สึกถึงภาระทันที แต่หากรวมในราคาตั๋วโดยไม่แยกแจ้ง ผลต่อความรู้สึกและการตัดสินใจจะลดลง
ส่วนภาษีเดินทางออกนอกประเทศ 1,000 บาท สง่ามองว่ากระทบทั้งประชาชนและบริษัททัวร์แน่นอน และประเมินว่าอาจเป็นกลยุทธ์ทางจิตวิทยาเพื่อจูงใจให้คนไทยเที่ยวในประเทศ รักษาเม็ดเงินให้หมุนเวียนในระบบ ในวันที่ทริปจีนหรือญี่ปุ่นราคาถูกลงจนได้รับความนิยมสูง
แม้อาจหยุดคนที่ตั้งใจจะไปต่างประเทศไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็อาจทำให้บางส่วนหันมาพิจารณาเที่ยวในประเทศมากขึ้น
พิษสงคราม-ตั๋วบินแพง ฉุดข้าวสารช่วง Low Season ทรุด
ข้าวสารซึ่งมีนักท่องเที่ยวยุโรปราว 80% และเอเชียราว 20% กำลังอยู่ในช่วง Low Season โดยไตรมาส 3 นักท่องเที่ยวลดลงราว 20-30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตราเข้าพักโรงแรมเหลือ 40% จาก 60%
ตัวแปรหลักคือแบ็กแพ็กเกอร์ที่ลดลงชัดเจน กลุ่มนี้เคยนิยมสายการบินตะวันออกกลางที่ราคาประหยัดและแวะพักที่ฮับอย่างดูไบ แต่เมื่อเกิดสงครามในตะวันออกกลาง บางส่วนจึงเลี่ยงไปบินตรง ประกอบกับน้ำมันแพงดันค่าตั๋วสูงขึ้น กลุ่มที่คุมงบเข้มงวดจึงชะลอการเดินทาง

ภาพ : ชาติกล้า สำเนียงแจ่ม / THE STANDARD
จี้รัฐแจงใช้เงินทำอะไร กาง KPI ให้ตรวจสอบได้
แม้รัฐบาลคาดว่าค่าธรรมเนียม 450 บาทจะสร้างรายได้กว่า 8,000 ล้านบาทต่อปี แต่สง่าระบุว่า ผู้ประกอบการยังสงสัยถึงความจำเป็นและการใช้เงินใน 2 ประเด็น
ประเด็นแรก การบำรุงรักษาแหล่งท่องเที่ยว ทั้งที่นักท่องเที่ยวจ่ายค่าเข้าพื้นที่อย่างเกาะหรืออุทยานแห่งชาติอยู่แล้ว และแต่ละแห่งมีงบบริหารของตัวเอง รัฐจึงต้องระบุให้ชัดว่าเงินก้อนใหม่ต่างจากงบเดิมอย่างไร
ประเด็นที่สอง การดูแลอุบัติเหตุ ซึ่งยังมีน้ำหนักไม่พอ เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่ซื้อประกันการเดินทางมาแล้ว
สง่าทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เอกชนกังวลจึงไม่ใช่แค่ตัวเลขที่เก็บได้ แต่คือประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความโปร่งใส
“ไม่ว่าจะเป็นค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท หรือภาษีเดินทางออกนอกประเทศ 1,000 บาท รัฐบาลต้องเปิดเผยการใช้เงินอย่างชัดเจน”
พร้อมตั้ง KPI ที่วัดผลและตรวจสอบได้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้ประกอบการและประชาชน
อ้างอิง:

