วันนี้ (7 ตุลาคม) พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา เดินทางถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ ในโอกาสเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 7-8 ตุลาคมนี้ ซึ่งถือเป็นการเยือนมาเลเซียครั้งแรก นับตั้งแต่ มินอ่องหล่าย ก่อรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อปี 2021
มินอ่องหล่ายพบอันวาร์ คุยอะไร
จุดประสงค์หลักของการพูดคุยกันในครั้งนี้ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้เชิญผู้นำเมียนมามาหารือเกี่ยวกับความร่วมมือในการส่งกลับผู้อพยพผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาหลายพันคน ซึ่งคำเชิญนี้เกิดขึ้น หลังผู้นำเมียนมายินยอมรับการส่งกลับผู้ลี้ภัยกลับเข้าประเทศต้นทาง
ทั้งสองฝ่ายกำหนดระเบียบวาระร่วมกันว่า การส่งตัวกลับจะต้องเป็นไป “โดยสมัครใจ มีศักดิ์ศรี และปลอดภัย” สำหรับชาวเมียนมา ‘ทุกกลุ่มชาติพันธุ์’ ที่พำนักอยู่ในมาเลเซียอย่างผิดกฎหมาย
ที่ผ่านมา มาเลเซียได้ส่งตัวชาวเมียนมากลับประเทศแล้วประมาณ 10,000 คน ตั้งแต่เดือนมกราคม โดยเป็นการเดินทางผ่านเที่ยวบินรายสัปดาห์ที่จัดหาโดยรัฐบาลเมียนมาราว 8,000 คน และทางเรือเกือบ 1,500 คน เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดยการส่งกลับทางเรือเกือบ 1,500 คนดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของแผนการส่งกลับ 5,000 คนตามที่อันวาร์เคยประกาศไว้ ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมส่งกลับอีกประมาณ 3,500 คนที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์กักกัน
ชาวโรฮีนจาเป็นกลุ่มผู้ลี้ภัยเมียนมากลุ่มใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย คิดเป็นประมาณ 2 ใน 3 หรือราว 126,000 คนแม้อันวาร์จะไม่ได้ระบุชัดเจนว่า มีชาวโรฮีนจารวมอยู่ในกลุ่มที่ถูกส่งกลับหรือไม่ แต่องค์กรสิทธิมนุษยชนกังวลอย่างยิ่งว่า ชาวโรฮีนจาอาจถูกส่งกลับไปยังพื้นที่ที่พวกเขาเคยถูกปราบปรามและเผชิญกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสต่อต้านผู้อพยพและข้อมูลบิดเบือนในมาเลเซีย โดยอันวาร์ให้เหตุผลว่า ผู้ลี้ภัยสร้างภาระแก่ประเทศทั้งในมิติสังคม การเงิน และความมั่นคง นอกจากนี้ยังมีการตรวจค้นชุมชนผู้ลี้ภัยอย่างเข้มงวด ส่งผลให้มีผู้ลี้ภัยถูกกักตัวมากกว่า 50,000 คนในปี 2026
นอกจากนี้ อันวาร์ได้ยกเงื่อนไข 2 ข้อขึ้นมาเจรจา คือ เมียนมาต้องรับพลเมืองของตนกลับไป และต้องปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างเป็นธรรม ปราศจากการข่มขู่ บังคับ หรือละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยทางการเมียนมาได้รับปากและให้คำยืนยันกับมาเลเซียว่า จะไม่ทำอันตรายต่อผู้ที่เดินทางกลับ
รัฐบาลมาเลเซียระบุว่า การพบปะหารือครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญให้นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้ รักษาการติดต่อและมีปฏิสัมพันธ์ทางการทูตโดยตรง (Direct Engagement) กับผู้นำเมียนมาอย่างต่อเนื่อง
มินอ่องหล่ายเยือน ‘มาเลเซีย’ สะท้อนอะไร
นักวิเคราะห์ในสื่อต่างประเทศหลายสำนักมองว่า การเดินทางครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างความชอบธรรมทางการทูตของ มินอ่องหล่าย หลังจากที่เขาเปลี่ยนผ่านมารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา ผ่านการเลือกตั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ อาเซียนมีมติกีดกันผู้นำเมียนมาจากการประชุมระดับสูง ตั้งแต่หลังการรัฐประหารปี 2021 เนื่องจากยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมตาม ‘ฉันทามติ 5 ข้อ’ (Five-Point Consensus) ที่มุ่งยุติความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมเมียนมา
อย่างไรก็ตาม มาเลเซียนับเป็น ประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศที่ 5 ที่ต้อนรับ มินอ่องหล่าย หลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ต่อจาก สปป.ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม สะท้อนถึงแนวโน้มการปรับเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อเมียนมาของบรรดาชาติสมาชิกอาเซียน นอกจากนี้ มินอ่องหล่ายยังได้เดินทางเยือนจีน อินเดีย รัสเซีย และเบลารุสอีกด้วย
การเยือนครั้งนี้จึงสะท้อนทั้งท่าทีที่เปลี่ยนไปของอาเซียนและเดิมพันครั้งใหญ่ด้านมนุษยธรรม โดยมีคำถามสำคัญว่า คำมั่นเรื่อง ‘ความปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี’ จะเกิดขึ้นได้จริงมากน้อยแค่ไหน ในวันที่สงครามกลางเมืองเมียนมายังไม่ยุติ
แฟ้มภาพ: Peerapon Boonyakiat / SOPA Images / LightRocket via Getty Images และ Antonio Masiello / Getty Images
อ้างอิง:
- https://www.aljazeera.com/news/2026/10/6/malaysias-anwar-to-host-myanmar-leader-as-repatriations-surpass-10000
- https://www.aljazeera.com/news/2026/10/7/myanmars-min-aung-hlaing-visits-malaysia-amid-concerns-over-repatriations
- https://www.channelnewsasia.com/asia/myanmar-min-aung-hlaing-malaysia-visit-anwar-6438516


