วันนี้(6 ตุลาคม) ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการกำกับดูแลสถานดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่กรุงเทพฯ หลังปรากฏข่าวเกี่ยวกับการดูแลผู้พักอาศัยอย่างไม่เหมาะสม โดยระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานเหตุลักษณะดังกล่าวในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่ยืนยันว่า หากพบจะไม่ปล่อยให้เกิดขึ้นหรือดำเนินต่อไป พร้อมพิจารณาให้เจ้าหน้าที่สุ่มลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ต้องสงสัยเพิ่มเติม
ทวิดาอธิบายว่า การนำบ้านพักอาศัยในชุมชนมาใช้เป็นสถานที่ดูแลผู้สูงอายุมีอยู่บ้าง โดยบางกรณีเจ้าของบ้านอาจอาศัยอยู่เพียงลำพังและใช้พื้นที่ช่วยดูแลผู้สูงอายุรายอื่น ซึ่งศูนย์บริการสาธารณสุขและอาสาสมัครสาธารณสุขต้องลงพื้นที่ติดตามอยู่แล้ว เพื่อดูว่ายังสามารถจัดการดูแลได้อย่างเหมาะสมหรือไม่
สำหรับการติดตามดูแลสถานที่ลักษณะนี้ จะให้ความสำคัญกับสุขอนามัยเป็นหลัก ส่วนการจัดพื้นที่หรือการเว้นระยะอาจมีข้อจำกัด และไม่สามารถดำเนินการได้เช่นเดียวกับศูนย์บริการสาธารณสุขหรือสถานดูแลผู้สูงอายุขนาดใหญ่ของเอกชน จึงต้องอาศัยเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครสาธารณสุขช่วยเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง
ทวิดาระบุว่า ในพื้นที่กรุงเทพฯ บ้านหรือสถานที่ในชุมชนที่นำมาใช้ดูแลผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีผู้ดำเนินการเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขอยู่แล้ว จึงเป็นปัจจัยที่ช่วยให้การติดตามและเฝ้าระวังทำได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นข่าวที่ปรากฏ ได้บันทึกภาพหน้าจอส่งให้ทีมงาน พร้อมย้ำว่าไม่สามารถยอมให้เกิดการดูแลในลักษณะดังกล่าวได้
นอกจากนี้ ในช่วงแรกยังเกิดความกังวลจากตัวย่อที่ปรากฏในเนื้อข่าว ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับตัวย่อของศูนย์บริการสาธารณสุข จึงเร่งตรวจสอบทันที โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอรายงานเพิ่มเติม
ทวิดากล่าวด้วยว่า ศูนย์บริการสาธารณสุขของกรุงเทพมหานครมีภารกิจเยี่ยมบ้านกลุ่มเปราะบางที่อยู่ในบัญชีประมาณ 53,000 คน ครอบคลุมผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว คนพิการ และผู้ที่มีข้อจำกัดจนไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งการเยี่ยมบ้านแต่ละรอบเป็นอีกช่องทางที่เจ้าหน้าที่จะพบเห็นสถานที่ดูแลผู้สูงอายุในชุมชนและติดตามความเหมาะสมของการดูแลได้
กรุงเทพมหานครจะใช้เครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขช่วยแจ้งข้อมูลควบคู่กับการลงพื้นที่ของศูนย์บริการสาธารณสุข และหลังปรากฏข่าวดังกล่าว ทวิดาระบุว่า จะพิจารณาให้เจ้าหน้าที่สุ่มตรวจสถานที่ต้องสงสัยเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการเฝ้าระวังและดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่


