เมื่อวานนี้ (4 ตุลาคม) มาเลเซียได้ส่งตัวกลุ่มผู้ลี้ภัยและผู้อพยพเกือบ 1,500 คน กลับถึงประเทศต้นทางอย่างเมียนมา ผ่านทางเรือรบและเรือโรงพยาบาล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการส่งกลับระยะแรกในจำนวน 5,000 คน จากผู้ที่ถูกกักตัวอยู่ในศูนย์กักกันตรวจคนเข้าเมืองของมาเลเซียมากกว่า 10,000 คน
ประเด็นสำคัญ
แม้ก่อนหน้านี้ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียจะเคยประกาศในเดือนกรกฎาคมว่า รัฐบาลทหารเมียนมาตกลงจะรับชาวโรฮีนจา 5,000 คนกลับเข้าประเทศ แต่ในจำนวนคนกลุ่มแรกเกือบ 1,500 คนนี้ยังคงไม่ชัดเจนว่า มีชาวโรฮีนจาจำนวนเท่าใด ขณะที่เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศเมียนมาระบุว่า กลุ่มผู้ถูกส่งกลับเป็น “พลเมืองที่แท้จริง” ของเมียนมา
ทางด้าน สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และองค์กรสิทธิมนุษยชนวิพากษ์วิจารณ์การส่งกลับครั้งนี้อย่างหนัก โดยเตือนว่า เมียนมายังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง การส่งกลับอาจเสี่ยงต่อการละเมิดหลักการ ‘ไม่ส่งกลับไปเผชิญอันตราย’ (Non-Refoulement) และผู้ถูกส่งกลับเสี่ยงต่อการถูกปราบปรามหรือถูกบังคับเกณฑ์ทหารในพื้นที่ขัดแย้ง
ขณะที่ เคลลีย์ อี. เคอร์รี ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมาระบุว่า “จากการประเมิน ความเสี่ยงที่จะเกิดการส่งกลับไปเผชิญอันตรายในสถานการณ์ปัจจุบันนั้นมีอยู่สูงมาก” นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ UN ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบผู้ถูกส่งกลับ เพื่อยืนยันว่า เป็นความสมัครใจอย่างแท้จริงหรือไม่
ทำไมมาเลเซียถึงตัดสินใจส่งกลับ
ก่อนหน้านี้ มาเลเซียถือเป็นหนึ่งในประเทศที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารเมียนมาอย่างรุนแรง และปฏิบัติตามแนวทางอาเซียนที่ไม่ปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา แต่สาเหตุที่มาเลเซียตัดสินใจส่งกลับและปรับเปลี่ยนท่าที เป็นเพราะมีปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- ภาระภายในประเทศและกระแสต่อต้านผู้ลี้ภัย
มาเลเซียเกิดกระแสความตึงเครียดและการต่อต้าน ‘คนแปลกหน้า’ (Xenophobia) ต่อกลุ่มผู้ลี้ภัยในมาเลเซียเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะต่อชาวโรฮีนจา โดยรัฐบาลมาเลเซียระบุว่า กลุ่มผู้ลี้ภัยและผู้ย้ายถิ่นฐานเหล่านี้ได้สร้าง ภาระทางการเงิน สังคม และความมั่นคง ให้แก่ประเทศ
อีกทั้ง รัฐบาลมาเลเซียระบุว่า การส่งกลับครั้งนี้เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจ ขณะที่หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนกลับกังวลว่า ผู้ลี้ภัยเหล่านั้น อาจไม่มีทางเลือกที่แท้จริง
- ข้อจำกัดทางกฎหมายของมาเลเซีย
มาเลเซียไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย 1951 (UN Refugee Convention 1951) จึงไม่รับรองสถานะผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการ และปฏิบัติต่อพวกเขาในฐานะ ผู้ย้ายถิ่นฐานที่ผิดกฎหมาย
ก่อนหน้านี้รัฐบาลมาเลเซียระบุว่า จะไม่ส่งผู้อพยพลี้ภัยกลับสู่ประเทศต้นทาง หากเสี่ยงอันตราย
- การเปลี่ยนยุทธศาสตร์ทางการทูตของผู้นำมาเลเซีย
นายกฯ อันวาร์ มองว่า มาตรการทางการทูตแบบเดิมที่ทำเพียง “ตะโกนด่าด้วยความโกรธแค้น” ใส่เมียนมาไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหานี้ เพราะ “ใครจะรับพวกเขาไป เราจะส่งพวกเขาไปที่ไหน” ในเมื่อผู้ลี้ภัยเหล่านี้ไม่มีแม้กระทั่งสัญชาติเมียนมา
ผู้นำมาเลเซียจึงปรับมาใช้แนวทางยืดหยุ่น โดยเสนอเทียบเชิญ พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา และผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ พร้อมเสนอความสัมพันธ์ทางการค้าและมิตรภาพ โดยมีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนว่า เมียนมาจะต้องรับผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาและชาวโรฮีนจากลับไป
หากเมียนมารับข้อเสนอแบบมีเงื่อนไขดังกล่าว มาเลเซียจะเป็นอีกหนึ่งประเทศสมาชิกอาเซียน ต่อจากสปป.ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ที่มินอ่องหล่ายเคยเดินทางเยือนมาแล้วหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมานอกจากนี้ เขายังได้เดินทางเยือนจีน อินเดีย และรัสเซียอีกด้วย
แม้การปรับยุทธศาสตร์ทางการทูตของมาเลเซียในการเปิดประตูเจรจาตรงกับรัฐบาลทหารเมียนมา จะถูกมองว่าเป็นแนวทาง ‘การทูตเชิงปฏิบัติ’ เพื่อแก้ปัญหาผู้ลี้ภัยที่ยืดเยื้อ แต่การดำเนินการส่งกลับ ตลอดจนความเสี่ยงที่ผู้ถูกส่งกลับจะต้องเผชิญกับการปราบปรามและการถูกบังคับเกณฑ์ทหาร (Forced Conscription) ก็ยังคงเป็นประเด็นที่นานาชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชนยังมีความกังวลอย่างยิ่ง
ท้ายที่สุดแล้ว ยุทธศาสตร์นี้จะกลายเป็นโมเดลใหม่ของอาเซียนในการก้าวข้ามข้อจำกัดทางการทูตเ พื่อจัดการวิกฤตผู้ลี้ภัย หรือจะเป็นเพียงการส่งผู้บริสุทธิ์กลับสู่วงจรอันตรายในพื้นที่ความขัดแย้ง ซึ่งคำตอบนั้นไม่เพียงส่งผลต่อชะตากรรมของผู้ลี้ภัยหลายพันคนเท่านั้น แต่ยังเป็น ‘บททดสอบสำคัญ’ ต่อมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและบรรทัดฐานทางการทูตของภูมิภาคในระยะยาว
แฟ้มภาพ: Hasnoor Hussain / Reuters
อ้างอิง:
- https://www.aljazeera.com/news/2026/10/5/nearly-1500-migrants-arrive-in-myanmar-from-malaysia-despite-un-warnings
- https://www.aljazeera.com/news/2026/9/16/malaysia-offers-to-invite-myanmar-leader-in-rohingya-repatriation-push
- https://apnews.com/article/myanmar-malaysia-repatriation-war-df7f92788f7c5029ab204ec3dc3a736b


