×

รวมมุมมองแม่ทัพ ‘ภาคเอกชน’ ไทยได้อะไร จากการเป็นเจ้าภาพประชุม The IMF-World Bank Annual Meeting 2026

05.10.2026
  • LOADING...
The IMF-World Bank Annual Meeting 2026

เปิดมุมมองและความคาดหวังของแม่ทัพ ‘ภาคเอกชนไทย’ ต่อประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกปี 2569 (The IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) โอกาสครั้งใหญ่ในรอบ 35 ปี ในการโชว์ศักยภาพเศรษฐกิจ ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และระบบรักษาความปลอดภัยระดับสากล

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

โดยเบื้องต้น คาดว่า จะมีเม็ดเงินสะพัดและอัดฉีดเศรษฐกิจระยะสั้น (Short-term Economic Boost) ราว 5,000–10,000 ล้านบาท โดยเฉพาะนำไปสู่การกระตุ้นอัตราการเข้าพักโรงแรม ธุรกิจร้านอาหาร การจัดเลี้ยง บริการขนส่ง และศูนย์ประชุม รวมถึงการกระจายรายได้สู่ชุมชนผ่านการจัดแสดงอาหาร ผลิตภัณฑ์ และวัฒนธรรมไทย

 

นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังคาดหวังว่า การประชุมครั้งนี้ จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติใหม่ (FDI) สู่โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) อาทิ AI, Data Center, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, เทคโนโลยี Humanoid และนวัตกรรมการเงิน

 

รวมถึงเป็นเวทีสำคัญที่ในการกำหนดทิศทางร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และ ธปท. ในการนำพาประเทศไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง

 

สมาคมธนาคารไทย ชี้เป้า New Horizon ไทย ต้องเกิดอุตสาหกรรมใหม่ หนุนแบงก์ขยายโอกาสลงทุน

 

ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และประธานสมาคมธนาคารไทยระบุว่า คาดหวังว่าระบบการธนาคารจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยจัดสรรให้เม็ดเงินลงทุนสามารถกระจายไปยังเส้นเลือดฝอยมากขึ้น

 

พร้อมมองว่า New Horizon หรือขอบฟ้าใหม่ของไทย คือการที่ภาคธนาคารมีส่วนร่วมในการจัดหาเงินทุนให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ จนธุรกิจนั้นเติบโตสร้างความงอกงามให้เศรษฐกิจในประเทศ และส่งผ่านไปถึงชุมชน ตั้งแต่ บริษัทขนาดใหญ่ SMEs ไปจนถึงร้านค้ารายย่อย

 

ภาพผู้นำภาคเอกชนไทยหลายท่านพร้อมโลโก้ IMF-World Bank 2026

 

BBL ชี้เวที AM 2026 โอกาสรัฐ-เอกชนผนึกกำลัง วางจุดยืนประเทศ

 

ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กล่าวว่า การที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (The IMF-World Bank Group Annual Meetings) ประจำปี 2026 ถือเป็นสิ่งที่ดี และเป็นโอกาสที่ทางการและเอกชนจะร่วมกันหาแนวทางวางจุดยืน (Positioning) ของประเทศ เพื่อจะมองไปข้างหน้าในระยะยาว และจะได้ช่วยให้ประเทศสร้างขีดความสามารถเพิ่มเติมขึ้นได้

 

ภาพผู้นำภาคเอกชนไทยหลายท่านพร้อมโลโก้ IMF-World Bank 2026 1

 

KBank มองเวที AM 2026 เข็มทิศนำไทยก้าวข้ามสู่ประเทศรายได้สูง

 

ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า การจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (The IMF-World Bank Group Annual Meetings) ประจำปี 2026 จะช่วยทำให้ประเทศไทยมีทิศทาง (Direction) ที่ชัดเจนมากขึ้นในการพาประเทศไทยให้ไปสู่เป้าหมายประเทศรายได้สูง (High Income Country) ได้

 

“คาดหวังว่า ทุกคนหมายถึงไม่ใช่แค่ธนาคาร แต่ยังมีสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ หรือแม้แต่รัฐบาล และผู้กำหนดนโยบายอย่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เห็นภาพเดียวกัน แล้วก็ไปด้วยกัน เพื่อที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายให้ได้”

 

ภาพผู้นำภาคเอกชนไทยหลายท่านพร้อมโลโก้ IMF-World Bank 2026 2

 

‘กอบศักดิ์’ ขายสตอรี่ Gateway to Asia! ชี้เวที IMF 2026 คือแต้มต่อสำคัญดึงทัพลงทุน

 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และอดีตประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวถึงความคาดหวังและโอกาสของประเทศในฐานะเจ้าภาพจัดงาน IMF-World Bank 2026

 

โดยมองว่า ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้ในการแสดงศักยภาพของประเทศในด้านต่างๆ เพราะไม่ง่ายที่จะมีบุคคลสำคัญทั้งผู้นำด้านการเมือง การเงินมารวมตัวกันที่ประเทศไทย นี่คือโอกาสดีที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดงานในช่วงที่อาเซียนได้รับความสนใจในระดับโลก ควรใช้โอกาสนี้สร้าง position ประเทศไทยให้มีความโดดเด่นบนเวทีโลก เพราะไทยไม่ได้แข่งแค่กับตัวเอง แต่ประเทศเพื่อนบ้านล้วนอยากแข่งกับเรา การที่ IMF-World Bank 2026 เลือกมาจัดงานที่ไทย ถือเป็นแต้มต่อที่เราต้องต่อยอดให้ได้

 

“จุดแข็งของประเทศไทย คือ การเป็น gateway เพื่อเข้าสู่เอเชีย เราต้องเน้นย้ำการสื่อสารประเด็นนี้ว่า ถ้าทั่วโลกอยากเข้าถึงเอเชีย ต้องเข้าผ่านประเทศไทย เพราะเรามีความพร้อมทั้งความเป็นกลางทางการเมือง ความเป็นมิตรในการทำธุรกิจ-การลงทุนเราต้องขายสตอรี่นี้และจัดทำนโยบายที่ช่วยขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม”

 

ภาพผู้นำภาคเอกชนไทยหลายท่านพร้อมโลโก้ IMF-World Bank 2026 3

 

‘ออมสิน’ ขานรับ New Horizon อาสาอุ้มคนไทยฝ่าเศรษฐกิจ มั่นใจเวทีโลก 2026 สะท้อนศักยภาพไทย

 

ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน มองว่า ขอบฟ้าใหม่ของไทย (New Horizon) คือโอกาสที่เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจนานัปการในระยะปัจจุบันเพื่อก้าวไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งธุรกิจอาหารแปรรูป ธุรกิจสุขภาพ ซึ่งธนาคารออมสินพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการปรับตัว เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถก้าวผ่านความท้าทายไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการก้าวผ่านสู่สังคมสูงวัย การยกระดับเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาผลิตภาพแรงงาน

 

พร้อมคาดหวังว่า งานประชุม the IMF-World Bank Annual Meeting 2026 ครั้งนี้ จะแสดงให้นานาชาติเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพที่ดี เพื่อสร้างความประทับใจ และความรู้สึกอยากกลับมาใหม่ในอนาคต

 

ภาพผู้นำภาคเอกชนไทยหลายท่านพร้อมโลโก้ IMF-World Bank 2026 4

 

NCB ผนึกอาเซียน ใช้เวที AM 2026 ดันใช้ Alternative Data ลดความเหลื่อมล้ำ

 

ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) เปิดเผยว่า ในโอกาสที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (The IMF-World Bank Group Annual Meetings) ประจำปี 2026 ทาง NCB ได้ร่วมมือกับ UK-ASEAN Financial Inclusion Initiative จัดงานสัมมนาเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) เพื่อการเข้าถึงบริการทางการเงิน ซึ่งนับเป็นการเสริมพลังผู้คน (Empowering People) ตามแนวคิดหลักของงานคือ “ประเทศไทยบนขอบฟ้าใหม่: การเสริมพลังผู้คน และการสร้างความยืดหยุ่น” หรือ Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience โดยในงานดังกล่าวจะเป็นการรวมตัวกันของสำนักงานเครดิต (Credit Bureau) จากประเทศในอาเซียนต่างๆ มาร่วมพูดคุยกัน

 

ดร.ลัษมณยังย้ำว่า การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีในการเผยแพร่วัฒนธรรมไทย เนื่องจาก อาหารและผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้ในการตกแต่งทั้งหมดจะมาจากชุมชนทั่วประเทศ นอกจากนี้ การที่รัฐมนตรีกระทรวงการคลังทั่วโลก ผู้ว่าการธนาคารกลางทั่วโลก นายธนาคารและนักธุรกิจขนาดใหญ่จากทั่วโลกมาชุมนุมกัน ถือเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะแสดงศักยภาพทางเศรษฐกิจ และโอกาสความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนต่อไป

 

ดร.ลัษมณยังกล่าวต่อว่า เรากำลังอยู่ในโลกที่มีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้น เป็นโลกที่มีความผันผวน อาจจะแตกแยกในมุมภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้น การที่ไปขอบฟ้าใหม่ เราควรต้องมองว่า ประเทศไทยจะเข้าไปสู่สิ่งที่เรียกว่า เศรษฐกิจใหม่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมใหม่อย่างไร แล้วเราจะวางตัวอย่างไรในโลกที่มีความแตกแยกและผันผวน

 

ภาพผู้นำภาคเอกชนไทยหลายท่านพร้อมโลโก้ IMF-World Bank 2026 5

 

ADB ชี้เวที AM 2026 โอกาสทองไทย โชว์ความก้าวหน้าเศรษฐกิจ-ศักยภาพผู้นำอาเซียน

 

แอรอน แบทเท็น ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (The IMF-World Bank Group Annual Meetings) ประจำปี 2026 เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยจะได้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทั้งหมดที่ได้ดำเนินการมา และเพื่อแสดงให้เห็นถึงบทบาทการเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในแง่ของศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการจัดงานประชุม และเพื่อนำเสนอสิ่งน่าสนใจมากมายที่กำลังเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทย

 

โดย ADB จะมีคณะผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมงาน รวมถึงประธานและรองประธานของ ADB จะมาร่วมการหารือระดับสูงทั้งหมดที่จะจัดขึ้นตลอดสัปดาห์นั้นด้วย และสำหรับสำนักงานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประจำประเทศไทย จะเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมคู่ขนาน (Side Events) จำนวน 5 งาน การประชุมระดับผู้นำกระทรวงการคลัง รวมถึงการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition) เป็นต้น

 

ภาพผู้นำภาคเอกชนไทยหลายท่านพร้อมโลโก้ IMF-World Bank 2026 6

 

ม.หอการค้ามองไทยเจ้าภาพ AM 2026 คาดเงินสะพัด 5,000–10,000 ล้านบาท

 

ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ในช่วงวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่สถาบันการเงินระหว่างประเทศ World Bank และ IMF ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์ของไทยในระดับสากล เนื่องจากการประชุม World Bank จะจัดนอกสำนักงานใหญ่เพียงทุกๆ 3 ปี และมีเพียง 3 ประเทศเท่านั้นที่ได้รับเลือกให้จัดเป็นครั้งที่ 2 ได้แก่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไทย

 

และยังคาดว่าการจัดประชุมดังกล่าวจะมีผู้เข้าร่วมราว 15,000–20,000 คน หากมีการใช้จ่ายเฉลี่ย 30,000–50,000 บาทต่อคน จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจระยะสั้นประมาณ 5,000–10,000 ล้านบาท

 

พร้อมทั้งเป็นเวทีสำคัญให้ผู้นำรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้แสดงทัศนะและทิศทางเศรษฐกิจไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติ

 

สำหรับกลุ่มธุรกิจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยหลังการประชุม จะเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น (High Value) โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนของต่างชาติ ในกลุ่มเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ อาทิ Digital & AI รวมถึง Data Center อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยี Humanoid และนวัตกรรมดิจิทัล

 

การเติบโตของอุตสาหกรรมเหล่านี้จะดึงดูดกลุ่มบุคลากรศักยภาพสูง (Expat) และกลุ่ม Digital Nomad เข้ามาในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเนื่องไปยังธุรกิจท่องเที่ยว การบริการ และนวัตกรรมการเงินดิจิทัล (Digital Finance / Virtual Banking) ในระยะ 3–5 ปีข้างหน้า

 

ภาพผู้นำภาคเอกชนไทยหลายท่านพร้อมโลโก้ IMF-World Bank 2026 7

 

ส.อ.ท. ชู “New Horizon” ใช้เวทีโลกสื่อสารศักยภาพไทย

 

พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า “New Horizon” ของไทยคือการใช้เวที IMF และ World Bank สื่อสารศักยภาพประเทศต่อผู้บริหารระดับโลกมากกว่า 19,000 คนที่จะเดินทางมาร่วมงาน

 

“งานนี้ถือเป็นกิจกรรมใหญ่ที่ไม่เพียงส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในช่วงการจัดงาน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยว น่าลงทุน และมีศักยภาพในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต”

 

ภาพผู้นำภาคเอกชนไทยหลายท่านพร้อมโลโก้ IMF-World Bank 2026 8

 

หอการค้า ปูทางไทยประธานอาเซียน ดันอาเซียนเชื่อมห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มอำนาจต่อรองตลาดโลก

 

พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไทยมีความพร้อมเดินหน้าการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากมี 3 พลังสำคัญเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ แรงส่งจากภาคเอกชน โดยภาคธุรกิจมีความต้องการร่วมกันที่จะ Reinvent Thailand ความรู้และมาตรฐานระดับโลก Global Knowledge & Benchmark

 

โดยเฉพาะข้อเสนอและงานศึกษาจากธนาคารโลก หรือ World Bank ที่เข้ามาช่วยให้ไทยเห็นภาพว่าประเทศควรปรับตัวอย่างไรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ความต่อเนื่องของนโยบายและความร่วมมือภาครัฐและเอกชน ผ่านกลไกของภาครัฐและความร่วมมือผ่าน กรอ.

 

พจน์กล่าวอีก ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะเวลาของการจัดงานที่มีความสำคัญ เพราะไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพประชุม the IMF-World Bank Group Annual Meetings ซึ่งมาจัดที่กรุงเทพฯ ครั้งแรกในรอบ 35 ปี และเตรียมความพร้อมก่อนไทยจะรับบทบาทประธานอาเซียนปี 2571

 

“กกร. ต้องการใช้ Bangkok Business Summit เป็น Starting Point of a Journey หรือจุดเริ่มต้นการเดินทาง ไม่ใช่งานจบแล้วจบเลย แต่ต้องต่อยอดไปสู่การลงมือทำ”

 

แรงส่งจาก Bangkok Business Summit ไปต่อยอดสู่ประชุม the IMF-World Bank ในเดือน ต.ค. นี้ และต่อเนื่องไปถึงการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571

 

ดังนั้น งานเหล่านี้ถูกวางเป็นจุดเริ่มต้นการสร้างทิศทางร่วมกันของไทยก่อนจะนำประเด็นสำคัญไปสู่เวทีระดับโลกและระดับภูมิภาค ในอีก 2 ปี ไทยจะเป็นประธานอาเซียน

 

โดยภาคเอกชนไทยต้องการผลักดันให้อาเซียนหลอมรวมเป็นห่วงโซ่อุปทานร่วมกันแท้จริง โดยอาเซียนมีขนาดตลาดใหญ่ ประชากร 650 ล้านคน ใหญ่กว่ายุโรปและใหญ่กว่าสหรัฐฯ 2 เท่า

 

รวมทั้งหากไม่นับสิงคโปร์และบรูไนแล้ว สมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่มีฐานทรัพยากร ทักษะแรงงาน และฐานอัตราภาษีส่งออกไปสหรัฐฯ ใกล้เคียงกัน และหากทุกประเทศเชื่อมห่วงโซ่อุปทานการส่งออกสินค้าสู่ตลาดโลก ฐานภาษีเดียวกันจะเพิ่มอำนาจต่อรองและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันมหาศาล

 

ภาพผู้นำภาคเอกชนไทยหลายท่านพร้อมโลโก้ IMF-World Bank 2026 9

 

สมาคมโรงแรมไทยชี้ AM 2026 ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ไทยบนเวทีโลก

 

เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย เปิดเผยกับ ‘THE STANDARD WEALTH’ ถึงมุมมองและความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ระดับโลกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) โดยชี้ว่า การจัดงานครั้งนี้นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นทั้งในมิติเศรษฐกิจ ความปลอดภัย และศักยภาพการรองรับงานประชุมระดับโลก

 

ขณะเดียวกัน การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดประชุมที่มีผูนำ ผู้บริหาร และผู้แทนจากกว่า 190 ประเทศเข้าร่วม สะท้อนถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจ ระบบรักษาความปลอดภัย และมาตรฐานของศูนย์ประชุมในไทยที่ผ่านการประเมินระดับสากลจาก IMF และธนาคารโลกโดยตรง

 

อีกทั้งยังเป็นโอกาสดีให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสความพร้อมด้านสถานที่ ระบบสาธารณูปโภค การบริการ อาหาร และบุคลากรไทย ซึ่งประสบการณ์ตรงของคณะผู้แทนและสื่อมวลชนต่างชาติ จะช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจในอนาคต พร้อมเปิดประตูให้องค์กรระหว่างประเทศและบริษัทข้ามชาติพิจารณาเลือกไทยเป็นสถานที่จัดประชุม สัมมนา หรือกิจกรรมระดับเครือข่ายต่อไป

 

อัดฉีดเศรษฐกิจ ธุรกิจโรงแรม-ร้านอาหารรับอานิสงส์เต็มๆ

 

นายกสมาคมโรงแรมไทย คาดการณ์ว่า ตลอดระยะเวลาการจัดงานประมาณ 7 วัน จะมีผู้เดินทางเข้าประเทศมากกว่า 10,000 คน ประกอบด้วยคณะผู้แทน ทีมงาน สื่อมวลชน รวมถึงครอบครัวของผู้บริหาร ซึ่งส่งผลดีโดยตรงต่อธุรกิจโรงแรม ที่พัก และร้านอาหาร โดยเฉพาะโรงแรมระดับ 4-5 ดาวใกล้สถานที่จัดงาน

 

โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริหารระดับสูงมีแนวโน้มเลือกพักโรงแรม 5 ดาว ขณะที่ทีมงานและคณะผู้แทนจะเลือกพักโรงแรม 4 ดาวหรือตามงบประมาณของแต่ละประเทศ นอกจากนี้ โรงแรมยังได้รับอานิสงส์จากบริการห้องประชุมย่อย งานจัดเลี้ยง อาหารและเครื่องดื่มตลอดช่วงการจัดงาน

 

ในส่วนของธุรกิจร้านอาหารทั้งในกรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ รวมถึงเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ตและพัทยา จะได้รับผลเชิงบวกจากการจับจ่ายใช้สอยอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทีมงานบางส่วนจะเดินทางมาเตรียมงานล่วงหน้า ผู้บริหารทยอยเดินทางเข้ามาระหว่างงาน ขณะที่ครอบครัวและผู้เข้าร่วมประชุมบางส่วนมีแผนท่องเที่ยวต่อหลังเสร็จสิ้นการประชุม

 

ทั้งนี้ การที่รัฐบาลประกาศให้ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นวันหยุดพิเศษ ยังช่วยลดปริมาณการจราจร อำนวยความสะดวกให้ผู้เข้าร่วมงานเดินทางระหว่างที่พักและสถานที่จัดงานได้อย่างรวดเร็ว

 

สมาคมฯ พร้อมหนุนข้อมูลที่พัก รวบรวมทางเลือกให้คณะผู้แทน

 

สำหรับบทบาทของสมาคมโรงแรมไทย เทียนประสิทธิ์ กล่าวว่า แม้สมาคมฯ จะไม่ได้จับคู่ธุรกิจแก่นักลงทุนโดยตรง แต่ได้ร่วมมือกับผู้จัดงานในการรวบรวมข้อมูลและรายชื่อโรงแรมใกล้สถานที่ประชุม เพื่อนำเสนอเป็นตัวเลือกให้แก่คณะผู้แทนจากประเทศต่างๆ ใช้ประกอบการพิจารณาจองที่พักให้เหมาะสมกับงบประมาณและจำนวนผู้เดินทาง

 

พร้อมทิ้งท้ายว่า การประเมินความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนี้ ควรพิจารณาจาก 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. ผลลัพธ์จากการประชุม ว่าไทยได้รับข้อตกลงหรือแนวทางความร่วมมือใดที่นำมาต่อยอดพัฒนาเศรษฐกิจได้ และ 2. การลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยต้องติดตามว่า การแสดงศักยภาพของไทยจะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศได้มากน้อยเพียงใดในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

 

ซึ่งหากไทยสามารถเปลี่ยนโอกาสนี้ให้เป็นความเชื่อมั่นในระยะยาวได้ ย่อมเกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน นอกเหนือจากรายได้ระยะสั้นในภาคท่องเที่ยวและบริการ

 

ภาพผู้นำภาคเอกชนไทยหลายท่านพร้อมโลโก้ IMF-World Bank 2026 10

 

‘หมอแอมป์’ ชี้ไทยมีโอกาสยกระดับสู่ Wellness & Longevity Hub

 

นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และบีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ในเดือนตุลาคม 2569 จะทำให้สายตาของประชาคมโลกจับจ้องมายังกรุงเทพฯ ในฐานะประเทศเจ้าภาพที่เปิดบ้านต้อนรับผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการเงินโลก ไม่ใช่เพียงเมืองท่องเที่ยวหรือศูนย์กลางการประชุมเท่านั้น

 

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพของไทยในรอบ 35 ปี หลังจากเคยจัดขึ้นเมื่อปี 2534 โดยไทยเป็นประเทศที่ 3 นอกสหรัฐอเมริกาที่ได้รับเกียรติให้จัดการประชุมดังกล่าวมากกว่าหนึ่งครั้ง

 

นพ.ตนุพล กล่าวว่า ตลอด 35 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดย GDP ต่อหัว ณ ราคาคงที่ปี 2015 เพิ่มขึ้นจาก 2,811 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 6,574 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อายุคาดเฉลี่ยของประชาชนเพิ่มขึ้นจาก 69.1 ปี เป็น 76.4 ปี และการจ้างงานคุณภาพสูงขยายตัวจาก 13 ล้านตำแหน่ง เป็น 23 ล้านตำแหน่ง

 

เมื่อมาดูจากรายงาน Building Thailand’s Future Today ของ World Bank Group ระบุว่า หาก GDP ต่อหัวที่แท้จริงของไทยขยายตัวเฉลี่ย 5.4% ต่อปี ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี ไทยจะสามารถก้าวเข้าสู่กลุ่มประเทศรายได้สูงได้ภายในปี 2580

 

อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจยังเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.2% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับปัจจุบัน เป้าหมายดังกล่าวอาจต้องเลื่อนออกไปถึงปี 2599 ดังนั้น การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป

 

ชูสุขภาพเชิงป้องกันเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

 

นพ.ตนุพล กล่าวต่อว่า ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หนึ่งในโจทย์สำคัญของการประชุมคือการรับมือกับสังคมสูงวัย ผ่านยุทธศาสตร์ Demographic Change and the Longevity Economy

 

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ขณะที่ประชากรวัยทำงานมีแนวโน้มลดลง 14% ภายในปี 2040 สุขภาพจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข แต่เป็นทุนมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ต้องเร่งพัฒนา

 

นพ.ตนุพล เสนอให้ไทยผลักดันแนวคิด Productive Longevity เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่แข็งแรงยาวนานขึ้น เพื่อลดภาระของระบบสวัสดิการ และเพิ่มผลิตภาพของแรงงานและเศรษฐกิจประเทศ

 

เสนอ 5 แนวทางต่อยอดการประชุมสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ

 

เพื่อยกระดับไทยจาก Medical Hub สู่ Wellness & Longevity Hub รวมทั้งปรับรูปแบบการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่า จึงขอเสนอ 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่

 

1.สร้างแบรนด์ประเทศไทย ด้วยการสื่อสารในระดับชาติ เพื่อวางตำแหน่งไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ช่วยให้ผู้คนมีอายุยืนยาว สุขภาพดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 

2.ใช้ Thailand Pavilion และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง นำเสนอศักยภาพของไทยด้านการวิจัย ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสุขภาพ อาหารแห่งอนาคต และอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาวะ เพื่อสร้างความร่วมมือระยะยาวมากกว่าการนำเสนอแพ็กเกจระยะสั้น

 

3.เปลี่ยนการประชาสัมพันธ์ให้เป็นโครงการที่พร้อมรับการลงทุน ผ่านระบบ One-Stop Service ครอบคลุมธุรกิจ MedTech, Biotechnology และ Senior Living

 

4.พัฒนามาตรฐานการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร ตั้งแต่ก่อนเดินทาง ระหว่างพำนักในประเทศไทย ไปจนถึงการติดตามผลหลังเดินทางกลับประเทศ

 

5.ขยายโอกาสจากกรุงเทพฯ สู่เมืองรองและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต, เชียงใหม่, หัวหิน, สมุย, กระบี่, พัทยา และพื้นที่ภาคตะวันออก ควบคู่กับการพัฒนานโยบายเชิงป้องกัน เพื่อส่งเสริมอาหารปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับคนไทยทุกกลุ่ม

 

 

ชี้ผลสำเร็จต้องวัดจากการลงทุนระยะยาว

 

นพ.ตนุพล กล่าวทิ้งท้ายว่า ผลลัพธ์จากการเป็นเจ้าภาพการประชุม the IMF-World Bank Annual Meeting 2026 ไม่ควรวัดเฉพาะรายได้จากการท่องเที่ยวในช่วงการประชุม 7 วัน แต่ควรวัดจากมูลค่าการลงทุน ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ใหม่ของประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว

 

“การประชุมมีระยะเวลาเพียง 7 วัน แต่โอกาสในการเปลี่ยนแปลงประเทศอาจยาวนานหลายทศวรรษ หากเราเปลี่ยนผู้เข้าร่วมประชุมให้เป็นผู้ลงทุน เปลี่ยนผู้มาเยือนให้กลับมาเยือนอีกครั้ง และเปลี่ยนจุดแข็งด้านสุขภาพของไทยให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจ ประเทศไทยจะไม่เป็นเพียงสถานที่ที่โลกเดินทางมาประชุม แต่จะเป็นสถานที่ที่ผู้คนทั่วโลกเดินทางมาเพื่อมีชีวิตที่ดีขึ้น” นพ.ตนุพล ย้ำ

 

ภาพผู้นำภาคเอกชนไทยหลายท่านพร้อมโลโก้ IMF-World Bank 2026 11

 

‘บางจาก’ มอง AM 2026 หนุนไทยสู่เรดาร์โลก

 

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เดือนตุลาคมนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก the IMF-World Bank Annual Meetimg ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับธนาคารโลก และมีผู้นำระดับสูงจากทั่วโลกเข้าร่วม

 

“ถือเป็นเรื่องที่ต้องยินดีที่ประเทศไทยจะได้กลับมาอยู่ในแผนที่โลกอีกครั้ง จากที่ผ่านมาไทยดูจะห่างเหิน และไม่ค่อยปรากฏชื่อในงานสำคัญระดับนานาชาติ รอบนี้ถือเป็นการเชิญชวนผู้นำระดับสูงทั่วโลกมาที่ประเทศไทย เป็นโอกาสทองที่จะทำให้โลกภายนอกได้รู้จักเราอีกครั้ง ถือว่าเป็นอีเวนต์ที่ดีมากสำหรับประเทศไทย”

 

ชัยวัฒน์มองว่า การจัดงานประชุมระดับโลกครั้งนี้จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเนื่อง หรือ After-shock Effect อย่างชัดเจน

 

โดยนอกจากจะทำให้ผู้นำระดับโลกได้รู้จักประเทศไทยมากขึ้นแล้ว ยังมีโอกาสเกิดการรับรู้ในกลุ่มผู้ติดตาม รวมถึงนักท่องเที่ยวคุณภาพที่จะเดินทางเข้ามาประเทศไทยเพิ่มขึ้น ผลดังกล่าวจะส่งผลดีโดยตรงต่อธุรกิจโรงแรมและภาคการท่องเที่ยว และจะกลายเป็นแรงส่งให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต่อยอดตามมาอีกระลอกใหญ่ในอนาคต ทั้งในด้านการท่องเที่ยว การใช้จ่าย และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดงานระดับนานาชาติครั้งนี้

 

ภาพผู้นำภาคเอกชนไทยหลายท่านพร้อมโลโก้ IMF-World Bank 2026 12

 

SCG มั่นใจธุรกิจไทยยืดหยุ่น ย้ำเวที AM 2026 โชว์ศักยภาพรักษ์โลก

 

ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กรรมการผู้จัดการใหญ่

 

บริษัทซิเมนต์ไทยโฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน the IMF-World Bank Annual Meeting 2026 ถือเป็นโอกาสดีที่จะแสดงให้ผู้นำทั่วโลกเห็นว่า ธุรกิจไทยและอาเซียนมีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวเข้าสู่โหมดการเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

สำหรับประเทศไทยมีโครงการและนวัตกรรมด้านความยั่งยืนหลายโปรเจ็กต์ที่ควรประชาสัมพันธ์ให้โลกรู้ เช่น สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ (Saraburi Sandbox) โครงการเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำแห่งแรกของประเทศไทย ที่ใช้จังหวัดสระบุรีเป็นพื้นที่ทดลองและนำร่องการลดการปล่อยก๊าซเรือน, ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ, การปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภาคธุรกิจไทย

 

ภาพผู้นำภาคเอกชนไทยหลายท่านพร้อมโลโก้ IMF-World Bank 2026 13

 

CPF ชู ‘Invest With Thailand’ ดึงต่างชาติร่วมลงทุนเกษตรไทย ต่อยอดสู่ตลาดโลก

 

สุจริต มัยลาภ ผู้บริหารสูงสุดสายงานการค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเอฟ โกลบอล ฟู้ดโซลูชั่น จำกัด (CPFGS) กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนภาคธุรกิจไทยในอุตสาหกรรมอาหาร ประเทศไทยควรใช้เวทีนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของภาคการเกษตร ในฐานะเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ต้องทำให้นักลงทุนต่างชาติเห็นภาพว่า ธุรกิจในภาคเกษตรเติบโตไปพร้อมกันทั้งระบบ บริษัทใหญ่ต้องสนับสนุนบริษัทเล็กที่เป็นซัพพลายเออร์ และเกษตรกรให้เข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานเพื่อเติบโตไปพร้อมกัน

 

นอกจากนี้ยังต้องชูศักยภาพของไทยเรื่องความมั่นคงทางอาหาร โดยประเทศไทยมีอาหารบริโภคภายในประเทศเพียงพอ พร้อมทั้งมีศักยภาพในการส่งออกไปช่วยเหลือประเทศอื่น

 

“วันนี้ไม่ใช่แค่ Invest in Thailand แต่เป็น Invest With Thailand การเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ไม่ใช่แค่นำเงินเข้ามาลงทุน แต่ต้องเป็นคู่ค้าที่พร้อมลงทุนและเติบโตไปกับประเทศไทย การลงทุนในเมืองไทยไม่จำกัดแค่การเติบโตในประเทศ แต่จะนำผลลัพธ์ในไทยไปขยายสู่ตลาดโลกได้อย่างไร”

 

ภาพผู้นำภาคเอกชนไทยหลายท่านพร้อมโลโก้ IMF-World Bank 2026 14

 

WHA ชี้เวที AM 2026 ต่อยอด FDI สร้างอุตสาหกรรมใหม่รับเทรนด์อนาคต

 

จรีพร จารุกรสกุล ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มองว่า การเป็นเจ้าภาพจัดงาน Annual Meeting ในครั้งนี้ จะเป็นการโชว์ศักยภาพของประเทศให้ทั่วโลกเห็นว่าเรามีความพร้อมอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจใหม่ (New Economy)

 

“ถ้ามองไปยังอนาคต ประเทศไทยต้องไม่เหมือนเดิมแล้ว ต้องก้าวไปสู่เศรษฐกิจใหม่ และเวที Annual Meetings ที่กำลังจะเกิดขึ้นจะช่วยต่อยอดเม็ดเงินลงทุน FDI ที่ไหลเข้ามาต่อเนื่องให้กลายอุตสาหกรรมใหม่ที่สอดรับกับธุรกิจระดับโลกที่เข้ามาลงทุน ที่ผ่านมาเราเห็นอุตสาหกรรมอย่างยานยนต์สมัยใหม่ พลังงานสะอาดที่ไม่ใช่แค่โซลาร์ หรือแม้แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยมากขึ้น”

 

ภาพผู้นำภาคเอกชนไทยหลายท่านพร้อมโลโก้ IMF-World Bank 2026 15

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories