วันนี้ (4 ตุลาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า สถานการณ์น้ำในคลองหลักๆ ถือว่าดีขึ้น ยกเว้นคลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งมีผลต่อพื้นที่ร่มเกล้า ลาดกระบัง และสะพานสูง ที่ต้องมีการระบายน้ำออกทางคลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมร่มเกล้าและลาดกระบัง สูบน้ำไปแล้วและน้ำลดลง 50 เซนติเมตร ขณะที่ศูนย์พักพิงรถสามารถเข้าออกได้แล้ว ซึ่งคาดว่าในวันพรุ่งนี้สถานการณ์จะดีขึ้นอย่างมาก และเริ่มการฟื้นฟูต่อไป ขณะนี้ถือว่าอยู่ในช่วงของการฟื้นฟูและเร่งระบายน้ำส่วนที่เหลือ
ยอมรับว่ามีหลายหมู่บ้านที่น้ำเข้าแล้วออกยาก
ดังนั้น กรุงเทพมหานครก็จะเข้าไปสูบน้ำออกให้ ส่วนหมู่บ้านที่สูบน้ำออกได้แล้วก็เร่งฟื้นฟู เช่น เคหะคลองจั่น แต่ก็พบว่ามีขยะเป็นจำนวนมาก จึงมีการทำงานร่วมกับกระทรวงกลาโหมในการจัดทำแผนจัดเก็บขยะ สถานการณ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครค่อยๆ คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น
ส่วนสถานการณ์ในพื้นที่เคหะร่มเกล้า น้ำจะแห้งสนิทเมื่อใดนั้น ชัชชาติกล่าวว่า เคหะร่มเกล้ามีพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ หากจะให้แห้งพร้อมกันหมดก็เป็นไปไม่ได้ วันนี้มีบางพื้นที่เริ่มแห้งแล้ว ขณะที่วันพรุ่งนี้ก็คาดว่าจะมีพื้นที่แห้งเพิ่มขึ้น 80% สถานการณ์จะค่อยๆ ดีขึ้น มีการแบ่งการฟื้นฟูเป็น 4 โซน โดยมีหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมรับผิดชอบ
ชัชชาติยังกล่าวถึงสถานการณ์ฝนในพื้นที่กรุงเทพมหานครในช่วง 1-2 วันนี้ว่า มีการเตรียมพร้อมพร่องน้ำให้มากที่สุด ซึ่งตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศไว้ จะมีฝนตกประมาณ 30 มิลลิเมตร ก็คิดว่าหากฝนไม่ตกแช่ อาจจะมีน้ำเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวล ในครั้งนี้ต้องเช็กสภาพอากาศในวันใกล้เคียงอีกครั้ง
เมื่อถามว่าสถานการณ์น้ำในกรุงเทพมหานครจะซ้ำรอยสัปดาห์ที่ผ่านมาหรือไม่ ชัชชาติกล่าวว่า ต้องรอดูการพยากรณ์อากาศในปัจจุบัน แต่ฝนก็ไม่ได้มากเหมือนที่ผ่านมา ที่มีปริมาณถึง 300 มิลลิเมตร ที่ตกหนักและปูพรมทั่วกรุงเทพมหานคร ยืนยันว่าจะไม่ซ้ำรอย เพราะเป็นคนละรูปแบบ เนื่องจากเหตุการณ์ที่ผ่านมามีฝนตกแช่ทั้ง 3 วันและปริมาณมาก แต่ฝนที่เป็นปกติ เหมือนมรสุมธรรมดา และน้ำเหนือ น้ำหนุนตามปกติ ก็สามารถดูแลได้ เช่น ถ้าน้ำเหนือและน้ำหนุน ต้องดูแลพี่น้องประชาชนตามริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ซึ่งกรุงเทพมหานครดูแลและเร่งเสริมกระสอบทราย
เมื่อถามว่าทำไมฝนตกเพียงครึ่งชั่วโมงแต่น้ำท่วมถนนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ชัชชาติกล่าวว่า เพราะมีน้ำขังในพื้นที่ ซึ่งคลองแต่ละจุดเต็ม เมื่อมีน้ำฝนมาเติม ก็จะล้นขึ้นมาได้เร็ว แต่ก่อนหน้านี้ แม้จะมีการพร่องน้ำไว้แล้ว และมีพื้นที่รองรับน้ำไว้ แต่ก็ยังมีน้ำปริ่มในพื้นที่ และดินก็ชุ่มน้ำ ไม่สามารถที่จะซับน้ำได้
ส่วนน้ำทะเลหนุนจะส่งผลต่อการระบายน้ำหรือไม่ ชัชชาติกล่าวว่า น้ำทะเลกับน้ำเหนือที่ไหลลงมา ถือเป็นน้ำที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งจะไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา ตอนนี้ยังไม่ส่งผลกระทบอะไร เพราะคันกั้นน้ำยังมีพื้นที่เหลืออีกจำนวนมาก ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศว่าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ เพราะน้ำเหนือไม่ได้มีจำนวนมาก จะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้ จึงขออย่ากังวลในเรื่องนี้


