การเติบโตทางเศรษฐกิจอาจสะท้อนผ่านตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐาน แต่สำหรับประชาชนที่ต้องสูญเสียที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน หรือรายได้ คำถามสำคัญคือ ใครได้รับประโยชน์จากการพัฒนา และใครต้องรับผิดชอบต้นทุนที่ตามมา
คำถามนี้เป็นแกนของเวที ‘บิลนี้ใครจ่าย? ต้นทุนเงียบที่ประชาชนต้องแบก แลกกับภาพฝันการพัฒนาที่ไม่ได้เลือก’ ซึ่งเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ที่ห้องประชุม Tailor Hall ชั้น 9 โรงแรม Deprime รางน้ำ เพื่อเปิดตัวเครือข่ายอย่างเป็นทางการ ก่อนประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ในช่วงกลางเดือนตุลาคม
ภายในงาน ตัวแทนภาคประชาชน นักกิจกรรม กลุ่มผู้หญิง และคนจนเมือง ร่วมสะท้อนผลกระทบจากแนวทางการพัฒนาที่เครือข่ายฯ มองว่าให้น้ำหนักกับทุน ตลาด และการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าความมั่นคงในชีวิต พร้อมประกาศจุดยืน ‘หยุดทุนล้างโลก ประชาชนกำหนดอนาคต’ และเตรียมเคลื่อนไหวคู่ขนานกับการประชุมระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคมนี้
แสงศิริ ตรีมรรคา ตัวแทนเครือข่ายฯ อธิบายว่า การรวมตัวครั้งนี้เกิดจากคนทำงานภาคสังคมหลายกลุ่ม ทั้งผู้หญิง ผู้ติดเชื้อ และคนจนเมือง ซึ่งเห็นปัญหาร่วมกันเกี่ยวกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปิดพื้นที่ให้กลุ่มทุนมีอำนาจเพิ่มขึ้น ขณะที่ประชาชนต้องรับภาระด้านสวัสดิการและเผชิญการผูกขาดด้วยตนเอง
ในมุมมองของแสงศิริ สิ่งที่เครือข่ายฯ ต้องการต่อต้านครอบคลุมถึงระบบทุนนิยมเสรีใหม่ ซึ่งรัฐลดภาระการจัดสวัสดิการ แต่ยังคงอำนาจในการกำหนดนโยบาย และเปิดทางให้ทุนขนาดใหญ่เข้าถึงทรัพยากร เธอจึงตั้งคำถามถึงบทบาทของรัฐในการคุ้มครองประชาชน เมื่อการพัฒนาส่งผลต่อที่ดินทำกินและสิ่งจำเป็นพื้นฐานของชีวิต
ปรานม สมวงศ์ เชื่อมคำถามดังกล่าวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ กลุ่มทุน และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ โดยเปรียบเทียบว่า หากโลกเป็นตลาดขนาดใหญ่ มหาอำนาจเป็นเจ้าของตลาด ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟเป็นผู้จัดการและผู้ให้กู้ ส่วนประเทศไทยเป็นผู้เช่าแผงที่มีอำนาจต่อรองจำกัด เธอวิจารณ์ว่ารัฐอาจทำหน้าที่รักษาระเบียบของตลาดมากกว่าดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน
ปรานมย้อนถึงการประชุมธนาคารโลกในประเทศไทยเมื่อปี 2534 หรือ 35 ปีก่อน โดยระบุว่า การสร้างศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เพื่อรองรับการประชุมมาพร้อมการไล่รื้อคนจนเมืองออกจากพื้นที่ เธอมองว่าชะตากรรมของผู้ถูกไล่ที่ รวมถึงชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนปากมูล เป็นคำถามที่ต้องนำกลับมาทบทวนในการประชุมครั้งนี้
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วม ปรานมเห็นว่าต้องพิจารณานโยบายการใช้ที่ดินร่วมด้วย โดยวิจารณ์การถมพื้นที่หนองบึงเพื่อการเก็งกำไร และตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างระหว่างการปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจกับภาระที่ชุมชนริมคลองต้องรับ เธอยังตั้งคำถามว่า การประเมินความเสียหายให้ความสำคัญกับรายได้ที่หายไปของแม่ค้า คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง และงานฟื้นฟูบ้านที่ผู้หญิงต้องทำมากเพียงใด
‘บิล’ ของการพัฒนาในความหมายนี้จึงรวมถึงรายได้ เวลา และแรงงานที่ประชาชนใช้ประคองครอบครัวหลังวิกฤต ซึ่งปรานมเห็นว่ามักไม่ปรากฏในบัญชีความเสียหายที่ให้ความสำคัญกับถนน โรงงาน และโครงสร้างพื้นฐาน
เธอยังวิจารณ์แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ว่าให้น้ำหนักกับการมองประชาชนเป็นทุนมนุษย์ในตลาดแรงงาน และธรรมชาติเป็นทรัพย์สินที่ตีราคาได้ พร้อมแสดงความกังวลต่อการเปลี่ยนจากสวัสดิการถ้วนหน้าไปสู่ระบบพิสูจน์ความจน ทั้งแสงศิริและปรานมเชื่อมข้อวิจารณ์เหล่านี้กับสิ่งที่เรียกว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ซึ่งเครือข่ายฯ ใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุน บ้านใหญ่ และกลไกอำนาจรัฐ
อีกบทเรียนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ซอฮาบูดีน เลาะยะพา ตัวแทนเครือข่ายฯ ระบุว่า การเปิดเสรีทางการเงินก่อนวิกฤตทำให้เงินทุนต่างประเทศไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ แต่ภายใต้ภาพการเติบโตกลับสะสมภาระหนี้และความเปราะบางของระบบการเงิน
ซอฮาบูดีนให้ข้อมูลว่า ในช่วงปลายปี 2540 มีผู้ตกงาน 1.17 ล้านคน และในปี 2541 จำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ล้านคน การปิดตัวของโรงงานและกิจการทำให้หลายครอบครัวสูญเสียรายได้ ขณะที่ค่าอาหาร ค่าเล่าเรียน และค่ารักษาพยาบาลยังคงเป็นภาระที่ต้องจ่าย
มองว่า ความช่วยเหลือทางการเงินที่มีไอเอ็มเอฟเป็นตัวกลางมาพร้อมเงื่อนไขปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบการเงิน ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ทุนต่างชาติเข้ามามีบทบาทมากขึ้น พร้อมยกภาระจากการออกพันธบัตรเพื่อแก้ปัญหาสถาบันการเงินมูลค่า 1.32 ล้านล้านบาท เป็นตัวอย่างของต้นทุนที่กลายเป็นหนี้สาธารณะและส่งต่อมายังประชาชน ขณะที่แถลงการณ์ของเครือข่ายฯ ระบุว่าภาระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ดังกล่าวต้องชำระต่อเนื่องถึงปี 2574
จากระบบการเงิน คำถามเรื่องอำนาจในการกำหนดอนาคตขยายมาถึงที่ดิน จรัสศรี จันทร์อ้าย ตัวแทนเครือข่ายฯ ยืนยันว่า สำหรับชุมชนที่พึ่งพาป่าและเกษตรกรรม ที่ดินเป็นทั้งบ้าน แหล่งอาหาร พื้นที่ทำมาหากิน และแหล่งรักษาเมล็ดพันธุ์ การมองที่ดินเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนเพียงด้านเดียวจึงอาจลดทอนสิทธิของผู้คนที่อาศัยอยู่เดิม
จรัสศรีเสนอให้รัฐสนับสนุนโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน โดยให้ชุมชนมีอำนาจจัดการทรัพยากร และกระจายการถือครองที่ดินไปยังคนจน เธอกังวลว่าการกว้านซื้อที่ดินโดยกลุ่มทุนจะทำให้ประชาชนสูญเสียฐานความมั่นคงของชีวิต พร้อมยืนยันว่าการใช้ทรัพยากรควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนกำหนดอนาคตของตนเอง
ในพื้นที่เมือง ณัฐวุฒิ กรมภักดี ตั้งคำถามถึงสิทธิของแรงงานที่ทำให้เมืองดำเนินต่อได้ ตั้งแต่พนักงานทำความสะอาด เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย คนขับรถ ไปจนถึงแรงงานก่อสร้าง เขาชี้ว่าคนเหล่านี้อาศัยและทำงานอยู่ในเมือง แต่เมื่อพื้นที่ถูกพัฒนา กลับเสี่ยงถูกผลักออกไปไกลจากงาน ครอบครัว และโอกาสเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี
“เราไม่ใช่ผู้บุกรุกเมือง แต่พวกเราคือคนสร้างเมืองนี้” ณัฐวุฒิกล่าว พร้อมสะท้อนจุดยืนของเครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายชุมชนริมราง และกลุ่มที่ทำงานด้านสิทธิในการเข้าถึงเมือง ว่าที่ดินและที่อยู่อาศัยควรได้รับการพิจารณาจากความมั่นคงในชีวิตของประชาชน มากกว่ามูลค่าจากการเก็งกำไร
ส่วนต้นทุนที่เกิดขึ้นก่อนโครงการลงทุนเริ่มดำเนินการ จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ยกกรณีเหมืองแร่โปแตชในภาคอีสาน โดยให้ข้อมูลว่า กรมทรัพยากรธรณีกู้เงินจากธนาคารโลก 8.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2524 เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของการทำเหมืองในอำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ
จุฑามาสมองว่า การสำรวจทรัพยากรดังกล่าววางรากฐานให้รัฐมองพื้นที่ผ่านมูลค่าแร่ใต้ดิน ขณะที่ชีวิตของชุมชนบนผิวดินอาจถูกลดความสำคัญลง เธอยังกล่าวถึงข้อจำกัดสิทธิของผู้ถือโฉนดในการทำเหมืองที่ลึกเกิน 100 เมตร และตั้งคำถามถึงอำนาจตัดสินใจของเจ้าของที่ดินและคนในชุมชน
เธอวิจารณ์การใช้ประโยชน์ต่อเกษตรกร ทั้งปุ๋ยราคาถูกและการจ้างงาน เป็นเหตุผลสนับสนุนเหมืองโปแตช ขณะที่ระบุว่ามาตรการสนับสนุนเกษตรกรและธนาคารที่ดินกลับถูกลดทอน พร้อมเรียกร้องให้รัฐเปิดเผยข้อมูลผลกระทบจากการทดลองทำเหมือง ทั้งปัญหาน้ำท่วมอุโมงค์และการพบก๊าซใต้ดิน เพราะต้นทุนที่ประชาชนต้องรับอาจครอบคลุมทั้งหนี้และความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม
สำหรับสมปอง เวียงจันทร์ ต้นทุนที่ถูกมองข้ามยังอยู่ในงานดูแลครอบครัว เมื่อเกิดการตกงานหรือการเจ็บป่วย ผู้หญิงและคนทำงานดูแลต้องรับผิดชอบทั้งค่าใช้จ่ายและการประคองชีวิตสมาชิกในบ้าน เธอเสนอให้มี Care Income หรือค่าตอบแทนสำหรับแม่และคนทำงานดูแล โดยมองว่านี่คือการยอมรับคุณค่าของงานที่ค้ำจุนสังคม
สมปองยืนยันว่า คนทำงานดูแลควรมีสวัสดิการรองรับและมีส่วนร่วมในการกำหนดแผนพัฒนา เพราะการประเมินเศรษฐกิจที่ไม่เห็นงานเหล่านี้ อาจทำให้ภาระที่เกิดขึ้นจริงในครอบครัวถูกละเลย
คำถามเรื่องการกระจายต้นทุนยังปรากฏในนโยบายพลังงาน อรชา จันทร์เดช ตัวแทนเครือข่ายฯ แสดงความกังวลต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP ฉบับใหม่ โดยระบุว่า ภาคประชาชนเรียกร้องให้ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ร่างแผนกลับเพิ่มสัดส่วนก๊าซและฟอสซิล
อรชาตั้งข้อสังเกตว่า การเร่งจัดทำแผนและรับฟังความคิดเห็นอาจเกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมรับการลงทุนก่อนการประชุมไอเอ็มเอฟ พร้อมวิจารณ์ว่าประโยชน์จากเงินทุนด้านพลังงานยังอาจกระจุกตัวในกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทั้งในธุรกิจฟอสซิลและพลังงานสะอาด
เธอยังตั้งคำถามต่อการใช้เทคโนโลยีและคาร์บอนเครดิตเพื่ออ้างความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยกังวลว่าอาจเป็นการ ‘ฟอกเขียว’ เพื่อรองรับการขยายอุตสาหกรรมและศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ขณะที่ประชาชนยังต้องรับภาระค่าไฟและผลกระทบต่อทรัพยากร อรชายังระบุว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาอุตสาหกรรมกว่า 90% เป็นกลุ่มทุนจากจีน ซึ่งเธอใช้ประกอบข้อกังวลเรื่องการกระจายประโยชน์จากการลงทุน
อรชายกประสบการณ์ตลอด 8 ปีของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC และการเปลี่ยนสีผังเมืองเป็นบทเรียน โดยกล่าวว่าคนในพื้นที่ต้องรับผลกระทบต่อดิน น้ำ ภูเขา พื้นที่ผลิตอาหาร และทะเล ขณะที่การเยียวยายังไม่เพียงพอ เธอจึงเสนอว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องพิจารณาทั้งผู้ถือครองทรัพยากร ผู้รับประโยชน์ และความสามารถของรัฐในการฟื้นฟูชีวิตประชาชน
ข้อเรียกร้องจากเวทีครั้งนี้สะท้อนจุดยืนร่วมของเครือข่ายฯ ว่า การพัฒนาต้องคำนึงถึงการกระจายผลประโยชน์ คุ้มครองสิทธิในที่ดินและที่อยู่อาศัย จัดสวัสดิการรองรับ และเปิดให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ โดยนำต้นทุนที่เกิดขึ้นกับรายได้ ทรัพยากร และงานดูแลครอบครัวมาพิจารณาควบคู่กับตัวเลขเศรษฐกิจ
ก่อนการประชุมธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ เครือข่ายฯ จึงส่งคำถามถึงรัฐและผู้กำหนดนโยบายว่า การเติบโตจะสร้างความมั่นคงให้ชีวิตประชาชนได้อย่างไร และใครจะรับผิดชอบเมื่อการพัฒนาทำให้ผู้คนต้องสูญเสียบ้าน ที่ทำกิน หรืออาชีพ






