วันนี้ (2 ตุลาคม) ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ชี้แจงกรณีตนเองและคณะ สส. ของพรรคเสนอร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ Thai PBS โดยยืนยันว่า ข้อเสนอมีเป้าหมายเปลี่ยนวิธีการได้มาซึ่งเงินของทั้ง 4 องค์กร ไม่ใช่การยุบกองทุน ยกเลิกองค์กร หรือปฏิเสธความสำคัญของภารกิจ
ศุภชัยระบุว่า สิ่งที่เสนอให้แก้ไขคือระบบที่กฎหมายเดิมกำหนดให้จัดเก็บเงินเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ แล้วส่งตรงเป็นเงินบำรุงให้แก่องค์กรหรือกองทุน โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน
สำหรับกรณี Thai PBS ซึ่งได้รับความสนใจมากในขณะนี้ ศุภชัยกล่าวว่า กฎหมายปัจจุบันกำหนดให้ได้รับเงินบำรุงจากสุราและยาสูบในอัตราร้อยละ 1.5 โดยมีเพดานตามกฎหมาย ขณะที่ร่างแก้ไขที่เสนอจะยกเลิกกลไกดังกล่าว และเปลี่ยนแหล่งรายได้เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ศุภชัยอธิบายเหตุผลของการเสนอแก้ไขกฎหมายว่า ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ซึ่งมาตรา 26 วางหลักว่า การเสนอกฎหมายให้จัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ โดยหลักแล้วจะกระทำไม่ได้ เว้นแต่กรณีรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ศุภชัยย้ำว่า หลักการดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าการรับเงินของทั้ง 4 องค์กรในปัจจุบันผิดกฎหมาย เนื่องจากมาตรา 82 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลังยกเว้นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนแล้ว ทำให้กลไกเดิมยังสามารถใช้ได้ตามกฎหมาย
คำถามที่ต้องการเสนอให้สังคมและรัฐสภาพิจารณา จึงเป็นเรื่องว่า เมื่อประเทศไทยมีกติกาทางการคลังใหม่แล้ว ควรคงข้อยกเว้นในอดีตไว้ต่อไป หรือควรนำรายได้ของรัฐเข้าสู่ระบบเดียวกัน เพื่อให้การจัดสรรเงินสาธารณะอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
ส่วนเหตุผลที่เสนอแก้ไขกฎหมายพร้อมกันทั้ง 4 ฉบับ ศุภชัยกล่าวว่า ไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจว่ากำลังมุ่งเป้าไปที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากหลักการคือการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ ก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับกลุ่มกฎหมายที่มีโครงสร้างเงินบำรุงจากสุราและยาสูบในลักษณะนี้
“เพราะฉะนั้น การกล่าวว่าเรื่องนี้ทำขึ้นเพื่อจัดการกับ Thai PBS โดยเฉพาะ ย่อมไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของข้อเสนอทั้งหมด” ศุภชัยระบุ
ศุภชัยกล่าวต่อว่า สิ่งที่ประเทศจะได้รับจากหลักการนี้คือความเป็นเอกภาพของระบบการคลัง โดยเงินที่รัฐจัดเก็บจะเข้าสู่ระบบการคลังของประเทศ และเมื่อเห็นว่าภารกิจด้านส่งเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุ กีฬา หรือสื่อสาธารณะมีความสำคัญ ก็สามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนภารกิจเหล่านั้นได้
ความแตกต่างตามข้อเสนอ คือการเปลี่ยนจากระบบที่เงินบางส่วนเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติตามฐานภาษี มาเป็นการพิจารณาผ่านกระบวนการงบประมาณ ซึ่งศุภชัยเห็นว่าจะทำให้ฝ่ายบริหารต้องอธิบายว่า ใช้เงินเท่าใด ใช้ทำอะไร และเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อประชาชนอย่างไร ขณะเดียวกันรัฐสภาจะมีบทบาทพิจารณาการจัดสรรเงินสาธารณะในภาพรวม
สำหรับข้อกังวลเรื่องความเป็นอิสระขององค์กร โดยเฉพาะ Thai PBS ที่อาจต้องพึ่งพารัฐบาลมากขึ้นหากเปลี่ยนมาใช้งบประมาณรายปี ศุภชัยกล่าวว่า เป็นประเด็นที่สมควรนำมาพิจารณาในการรับฟังความคิดเห็นและกระบวนการนิติบัญญัติ พร้อมยอมรับว่า การเปลี่ยนแหล่งเงินทำให้โครงสร้างความแน่นอนของรายได้แตกต่างจากเดิมจริง
อย่างไรก็ตาม ศุภชัยเห็นว่า ควรแยกความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ขององค์กรออกจากระบบการจัดเก็บและจัดสรรเงินของรัฐ และหากสังคมเห็นว่าจำเป็นต้องมีหลักประกันเพิ่มเติม เพื่อป้องกันการใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือแทรกแซงองค์กร ก็สามารถออกแบบหลักประกันดังกล่าวในกระบวนการพิจารณากฎหมายได้
ศุภชัยย้ำว่า ต้องการให้การถกเถียงกลับมาอยู่ที่คำถามว่า ประเทศไทยควรบริหารเงินสาธารณะอย่างไรในระยะยาว โดยข้อเสนอไม่ได้มุ่งยุบ สสส. ยุติการดูแลผู้สูงอายุ หยุดสนับสนุนกีฬา หรือปิด Thai PBS แต่เป็นการเปลี่ยนระบบการเงินขององค์กรเหล่านี้
ทั้งนี้ ศุภชัยระบุว่า ร่างแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับยังอยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น จึงสามารถรับฟังทั้งฝ่ายสนับสนุนและผู้ที่มีข้อกังวล เพื่อนำมาปรับปรุงรายละเอียดให้เหมาะสม
“องค์กรทั้งสี่มีภารกิจที่แตกต่างกัน แต่เงินที่ใช้คือเงินสาธารณะ หลักการที่ผมเสนอจึงเรียบง่ายมาก คือ ภารกิจที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน แต่การจัดสรรเงินของรัฐก็ควรอยู่ภายใต้มาตรฐานวินัยการเงินการคลังที่เป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน” ศุภชัยกล่าว


