Toys R Us เชนร้านของเล่นชื่อดัง เตรียมถอนตัวจากตลาดญี่ปุ่นเร็วที่สุดภายในสิ้นปีนี้ ตามรายงานของ Nikkei Asia ที่อ้างแหล่งข่าวที่รับรู้เรื่องนี้ หลังธุรกิจในญี่ปุ่นเจอความท้าทายหนักขึ้นเรื่อยๆ จากอัตราการเกิดที่ลดลง
ประเด็นสำคัญ
ผู้ที่จะเข้ามารับช่วงคือ Pan Pacific International Holdings (PPIH) ผู้บริหารเชนร้านค้าลดราคา Don Quijote หรือที่รู้จักกันในชื่อดองกี้ โดยจะเข้าซื้อร้านและจ้างพนักงานของ Toys R Us Japan ต่อ ซึ่งเท่ากับรับช่วงธุรกิจจาก Toys R Us Asia บริษัทแม่ที่มีฐานอยู่ในฮ่องกง
แหล่งข่าวระบุว่ามูลค่าการเข้าซื้อทั้งหมดอาจสูงถึงราว 10,000 ล้านเยน (ประมาณ 2.1 พันล้านบาท) ขณะที่ PPIH ปฏิเสธที่จะให้ความเห็น
ดองกี้รับช่วงทั้ง 150 สาขา พร้อมเปลี่ยนแบรนด์ใหม่
PPIH วางแผนรับช่วงร้านทั้งหมด 150 สาขาที่ Toys R Us ดำเนินการอยู่ในญี่ปุ่น รวมถึงร้าน Babies R Us ที่เน้นขายสินค้าสำหรับทารก โดย Toys R Us Japan ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองคาวาซากิ จังหวัดคานางาวะ มีพนักงานราว 6,000 คนรวมพนักงานพาร์ตไทม์ ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ของบริษัท
ชื่อ Toys R Us จะยังคงอยู่ไปอีกระยะหนึ่ง ก่อนจะหายไปจากทุกสาขาในที่สุด เพราะ PPIH จะพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่และเปลี่ยนแบรนด์ร้านทั้งหมด
ร้านรูปแบบใหม่จะขายของเล่นสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เช่น การ์ดเกม โดย PPIH มองว่าการเข้าซื้อครั้งนี้จะช่วยขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มเด็กและครอบครัว และช่วยพัฒนาสินค้าใหม่ให้ร้านดองกี้ด้วย
จากผู้เปลี่ยนวงการของเล่นญี่ปุ่น สู่ขาดทุน 8 ปีติด
Toys R Us จากสหรัฐฯ ซึ่งในขณะนั้นเป็นเชนร้านของเล่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก เปิดสาขาแรกในญี่ปุ่นที่จังหวัดอิบารากิเมื่อปี 1991
การเข้ามาครั้งนั้นถูกมองว่าเป็นผลโดยตรงจากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นเพื่อลดอุปสรรคเชิงโครงสร้างทางการค้า ซึ่งวอชิงตันกดดันให้โตเกียวยกเลิกกำแพงการค้า เพราะในเวลานั้นกฎหมายค้าปลีกขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นจำกัดการเปิดร้านขนาดใหญ่ไว้อย่างเข้มงวด
ในยุคที่วงการของเล่นญี่ปุ่นยังขายสินค้าตามราคาป้าย Toys R Us เข้ามาพร้อมกลยุทธ์ราคาต่ำทุกวัน และนำเสนอของเล่นลดราคาจำนวนมากในร้านขนาดใหญ่ จนเคยมีสาขาในญี่ปุ่นมากกว่า 160 แห่งในช่วงรุ่งเรือง
ทว่าบริษัทแม่ในสหรัฐฯ ซึ่งก่อตั้งร้านมาตั้งแต่ปี 1948 กลับมีผลประกอบการแย่ลงเรื่อยๆ เพราะแข่งกับคู่แข่งอย่าง Amazon และ Walmart ไม่ไหว อีกทั้งยังไม่มีเงินทุนพอจะปรับปรุงธุรกิจ
บริษัทจึงยื่นขอความคุ้มครองจากการล้มละลายในเดือนกันยายน 2017 เพื่อจัดการหนี้ระยะยาว 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.68 แสนล้านบาท) ก่อนจะชำระบัญชีในปีถัดมา พร้อมปิดร้านทั้ง 735 แห่งในสหรัฐฯ
ขณะที่ Toys R Us Japan ยังคงเปิดดำเนินการต่อ โดยกลายเป็นบริษัทลูกที่ Toys R Us Asia ถือหุ้นทั้งหมดตั้งแต่เดือนเมษายน 2017
แม้จะรอดจากการล้มละลายของบริษัทแม่ แต่ธุรกิจในญี่ปุ่นก็ประสบปัญหาหนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยขาดทุนสุทธิติดต่อกัน 8 ปีจนถึงเดือนธันวาคม 2025
ปัจจัยหลักคืออัตราการเกิดที่ลดลงจนจำนวนเด็กในประเทศน้อยลง ประกอบกับผู้บริโภคที่หันไปซื้อของออนไลน์มากขึ้น
อีกแรงกดดันมาจากร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าที่หันมาขายของเล่นมากขึ้น ซึ่งทำให้การแข่งขันในตลาดของเล่นรุนแรงขึ้นอีก
ที่น่าสนใจคือการถอนตัวจากญี่ปุ่นเกิดขึ้นในจังหวะที่แบรนด์กำลังกลับมาขยายตัวในบ้านเกิด หลังเปลี่ยนมือมาอยู่กับ WHP Global ซึ่งเข้าถือหุ้นใหญ่ใน Tru Kids บริษัทแม่ของร้านค้าปลีกกว่า 20 แบรนด์รวมถึง Toys R Us และ Babies R Us ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021
เมื่อต้นเดือนนี้ Toys R Us เพิ่งประกาศแผนเปิดร้านแบบสแตนด์อโลนเพิ่มอีก 120 สาขาในสหรัฐฯ ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยร่วมมือกับ Go! Retail Group
ภาพ: Hiroshi-Mori-Stock/ Shutterstock
หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 เยน เท่ากับ 0.21 บาท และ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.66 บาท ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2569
อ้างอิง:

