“น้ำท่วม 3 วัน อาจดูเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่สำหรับ SME ที่ต้องหาเงินหมุนทุกวัน 3 วันนั้นอาจหมายถึง ‘รายได้เป็นศูนย์’ ขณะที่รายจ่ายยังไม่หยุดเดิน”
ประเด็นสำคัญ
- นี่คือเสียงสะท้อนเดียวกันของผู้ประกอบการ SME
- นายกสมาคมภัตตาคารไทย เสนอรัฐผ่อนผันภาษี ค่าน้ำ-ค่าไฟ
- ส่งสินค้าล่าช้า ราคาวัตถุดิบพุ่ง ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง
- ชี้มาตรการเยียวยายังไม่ครอบคลุม
- น้ำท่วมนิคมอมตะซิตี้ฉุดร้านอาหารยอดขายวูบ หวั่นกระทบนานนับเดือน
- ภาครัฐเข้าช่วยเหลือเฉพาะหน้า แต่ยังขาดมาตรการเยียวยา
- ซอฟต์โลนกระจุกรายใหญ่ SMEs ทำรายย่อยทยอยปิดกิจการ
- ‘ศรีฟ้าเบเกอรี่’ ขนส่งสินค้าไม่ได้ บางสาขาต้องปิดชั่วคราว
- แนะภาครัฐปรับระบบแจ้งเตือนภัย – เลิกดราม่าบนสื่อโซเซียล
- น้ำไม่ท่วมร้าน แต่ยอดขายเป็นศูนย์
- ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ มองข้ามช็อต วางแผนรับมือน้ำระลอก 2
นี่คือเสียงสะท้อนเดียวกันของผู้ประกอบการ SME
น้ำท่วมเพียงไม่กี่วัน แต่อาจหมายถึง ‘ไม่มีรายได้’ สำหรับ SME รายเล็ก ขณะที่ค่าแรง ค่าเช่า และต้นทุนธุรกิจยังเดินต่อ
ครั้งนี้กระทบผู้ประกอบการวงกว้าง กระทรวงอุตสาหกรรมพบ SME ได้รับผลกระทบ 1,162 ราย ใน 40 จังหวัด
ขณะที่ภาคธุรกิจประเมินร้านค้ากว่า 5,000 แห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องปิดชั่วคราว ท่ามกลางต้นทุนฟื้นฟู ปัญหาขนส่ง และสภาพคล่องที่ตึงตัว
นายกสมาคมภัตตาคารไทย เสนอรัฐผ่อนผันภาษี ค่าน้ำ-ค่าไฟ
ฐนิวรรษ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยอย่างหนัก
โดยคาดว่ามีร้านค้าต้องปิดให้บริการไม่ต่ำกว่า 5,000 แห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่วัชรพล เทพลักษณ์ สุขาภิบาล 5 และสายไหม ซึ่งมีร้านค้าและตลาดจำนวนหลายพันรายต้องหยุดจำหน่ายสินค้า

ฐนิวรรษ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย
แม้ระดับน้ำจะลดลงแล้ว แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่สามารถกลับมาเปิดกิจการได้ทันที เนื่องจากต้องใช้เวลาในการทำความสะอาด ปรับปรุงร้านค้า และซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม
นายกสมาคมภัตตาคารไทยกล่าวว่า โดยปกติร้านค้ารายย่อยมีรายได้เฉลี่ยประมาณวันละ 5,000 บาท ขณะที่ร้านค้าขนาดใหญ่ในย่านถนนเพชรบุรีและพัฒนาการมียอดขายเฉลี่ยวันละ 50,000-100,000 บาท
ดังนั้น การต้องปิดกิจการต่อเนื่องประมาณ 3 วัน จึงทำให้ผู้ประกอบการสูญเสียรายได้ทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว และยังมีภาระค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูกิจการเพิ่มเติม
ส่งสินค้าล่าช้า ราคาวัตถุดิบพุ่ง ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง
นอกจากกลุ่มร้านค้าแล้ว กลุ่มไรเดอร์และผู้ให้บริการจัดส่งอาหารก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ
เนื่องจากหลายพื้นที่มีน้ำท่วมขัง ประกอบกับร้านอาหารและร้านค้าจำนวนมากต้องปิดให้บริการ ส่งผลให้รถจักรยานยนต์ของไรเดอร์ต้องหยุดวิ่งเป็นเวลาประมาณ 3 วัน
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการที่พึ่งพาการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย เนื่องจากไม่สามารถจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าได้
หลังผู้ให้บริการขนส่งหยุดให้บริการในพื้นที่ประสบอุทกภัย ส่งผลให้ทั้งยอดขายและการส่งมอบสินค้าเกิดความล่าช้า
สถานการณ์ดังกล่าวยังทำให้ราคาสินค้าและวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากร้านค้าและตลาดเปิดให้บริการน้อยลง ขณะที่การเดินทางไปจัดหาวัตถุดิบทำได้ยากและมีต้นทุนเพิ่มขึ้น
ตัวอย่างเช่น ต้นหอมปรับราคาจากกำละ 5-10 บาท เป็น 25 บาท ส่วนไก่ย่างปรับราคาจากตัวละ 100-150 บาท เป็นประมาณ 200 บาท
ผู้ประกอบการเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่อง

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD
ฐนิวรรษ กล่าวต่อว่า ผู้ประกอบการรายย่อยเป็นกลุ่มที่ต้องพึ่งพารายได้และกระแสเงินสดในแต่ละวัน เมื่อขาดรายได้ติดต่อกันเพียง 1-3 วัน ก็อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อการหมุนเวียนเงินทุนและการดำรงชีวิต เนื่องจากยังมีค่าใช้จ่ายประจำที่ต้องชำระ ทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า และค่าสาธารณูปโภค
นอกจากนี้ ระบบการจ่ายเงินของโครงการภาครัฐบางโครงการ เช่น โครงการคนละครึ่งหรือช่วยไทย ซึ่งกำหนดให้มีการโอนเงินเป็นรอบ อาจสร้างข้อจำกัดให้แก่ร้านค้า
โดยมีการโอนเงินบางส่วนในช่วงเที่ยงคืน และโอนส่วนที่เหลือในวันถัดไป ทำให้ร้านค้าบางแห่งไม่สามารถรับชำระเงินผ่านโครงการดังกล่าวได้
สาเหตุสำคัญคือ ร้านค้าจำเป็นต้องใช้เงินสดในการซื้อวัตถุดิบเพื่อเตรียมจำหน่ายสินค้าในช่วงเย็นของวันเดียวกัน หากเงินจากโครงการยังโอนไม่ครบหรือไม่เข้าบัญชีตามเวลาที่จำเป็น จึงอาจกระทบต่อการจัดซื้อวัตถุดิบและการเปิดให้บริการของร้านค้า
ชี้มาตรการเยียวยายังไม่ครอบคลุม
สำหรับหลักเกณฑ์การเยียวยาของภาครัฐในปัจจุบัน นายกสมาคมภัตตาคารไทยระบุว่า ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่ความเสียหายของบ้านเรือนเป็นหลัก ตัวอย่างเช่น ร้านแพโพธิ์แก้ว ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ได้รับเงินเยียวยาประมาณ 6,000 บาท
อย่างไรก็ตาม จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการร้านอาหาร พบว่าหลายรายเห็นตรงกันว่า มาตรการดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมความเสียหายทางธุรกิจ
โดยเฉพาะความเสียหายจากการขาดรายได้ การต้องหยุดกิจการ และค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูร้านค้า เนื่องจากภาครัฐยังไม่มีมาตรการชดเชยความเสียหายทางธุรกิจที่ชัดเจน
กรณีของร้านแพโพธิ์แก้ว อำเภอสามพราน ซึ่งเป็นสวนอาหารริมน้ำและต้องเผชิญกับน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ ขณะที่ร้านเชฟเฮ้าส์ (Chef House) ต้องปิดกิจการเป็นเวลา 2 วัน ส่งผลกระทบต่อพนักงานและลูกจ้างกว่า 30 คน
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่า การช่วยเหลือควรครอบคลุมทั้งความเสียหายต่อทรัพย์สินและผลกระทบจากการหยุดดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถกลับมาเปิดกิจการ รักษาการจ้างงาน และฟื้นตัวได้โดยเร็วที่สุด

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD
น้ำท่วมนิคมอมตะซิตี้ฉุดร้านอาหารยอดขายวูบ หวั่นกระทบนานนับเดือน
สุภมาส คงวิวัฒนากุล เจ้าของร้านอาหารกล่องแสนสุข และประธานกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารและคาเฟ่ จังหวัดชลบุรี ฉายภาพกับ THE STANDARD WEALTH ถึงผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ว่า แม้พื้นที่ตั้งร้านอาหาร จะไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยตรง
แต่ลูกค้าหลักของร้านเป็นพนักงานและโรงงานในนิคมฯ โดยเฉพาะพื้นที่เฟส 8 และเฟส 9 ซึ่งถูกน้ำท่วมสูงถึงระดับเอว ส่งผลให้พนักงานไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้

สุภมาส คงวิวัฒนากุล เจ้าของร้านอาหารกล่องแสนสุข
ผลกระทบดังกล่าวทำให้ลูกค้ายกเลิกการจองทั้งหมด และตลอดช่วง 3 วันที่ผ่านมา ร้านไม่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเลย ส่งผลให้ยอดขายลดลงอย่างมาก
ขณะเดียวกัน สุภมาสประเมินว่า ผลกระทบอาจยืดเยื้อเป็นเวลานานนับเดือน เนื่องจากโรงงานต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูความเสียหายก่อนจะกลับมาเปิดดำเนินการได้ตามปกติ
ทั้งนี้ ธุรกิจร้านค้าและร้านอาหารอาจได้รับผลกระทบยาวนานกว่าภาคโรงงาน เพราะต้องรอให้พนักงานกลับเข้าทำงานและระบบเศรษฐกิจในพื้นที่เริ่มฟื้นตัวก่อนจึงจะสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้เต็มรูปแบบ
นอกจากผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยตรงแล้ว หากร้านอาหารจำเป็นต้องปิดกิจการหรือหยุดดำเนินงานเป็นเวลานาน ยังอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในวงกว้าง
อาทิ ร้านจำหน่ายน้ำแข็ง ร้านขายผัก ร้านจำหน่ายเนื้อหมู รวมถึงผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ ซึ่งล้วนเป็นธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากร้านอาหารและร้านค้าในพื้นที่
ภาครัฐเข้าช่วยเหลือเฉพาะหน้า แต่ยังขาดมาตรการเยียวยา
สำหรับการดำเนินงานของภาครัฐในขณะนี้ สุภมาสกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองระดับอำเภอได้ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้ป่วยติดเตียงอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
อย่างไรก็ตาม ในด้านเศรษฐกิจยังไม่มีนโยบายหรือมาตรการเยียวยาที่เป็นรูปธรรมสำหรับผู้ประกอบการออกมารองรับอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs ต้องพยายามประคับประคองธุรกิจและเอาตัวรอดกันเองในแต่ละวัน ท่ามกลางรายได้ที่ลดลงและต้นทุนที่ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง
พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยเร็ว โดยแบ่งเป็นมาตรการระยะสั้นภายใน 1–2 เดือน เพื่อวางแผนบริหารธุรกิจและประเมินทิศทางการฟื้นตัวได้
ซอฟต์โลนกระจุกรายใหญ่ SMEs ทำรายย่อยทยอยปิดกิจการ
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขคือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน เนื่องจากบทเรียนจากช่วงการแพร่ระบาดของโควิดสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการ SMEs รายย่อยที่ได้รับความเดือดร้อนจริงจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงมาตรการเงินกู้หรือการพักชำระดอกเบี้ยได้
ขณะที่สินเชื่อซอฟต์โลนส่วนใหญ่กลับตกไปอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่หรือผู้ที่มีฐานทุนเดิมอยู่แล้ว ส่งผลให้ SMEs รายย่อยจำนวนไม่น้อยทยอยปิดกิจการและหายออกจากระบบเศรษฐกิจ
อีกทั้ง สถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์มักเลือกปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าเดิมของตนเองเป็นหลัก เพื่อควบคุมความเสี่ยงจากหนี้เสีย หรือ NPL รวมถึงลดความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่จะถูกตรวจสอบหรือเพ่งเล็งภายหลัง ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่มีประวัติทางการเงินหรือไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก
สุภมาส ยังเน้นย้ำว่า หลังจากภาครัฐออกนโยบายหรือมาตรการช่วยเหลือแล้ว จะต้องมีระบบติดตามและประเมินผลอย่างจริงจัง โดยควรลงพื้นที่ตรวจสอบว่าความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ และสามารถบรรเทาความเดือดร้อนได้มากน้อยเพียงใด ไม่ใช่เพียงประกาศมาตรการแล้วสิ้นสุดกระบวนการ

ภาพ : ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ / THE STANDARD LIFE
‘ศรีฟ้าเบเกอรี่’ ขนส่งสินค้าไม่ได้ บางสาขาต้องปิดชั่วคราว
เช่นเดียวกับ วิเชียร เจนตระกูลโรจน์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด จำกัด และเจ้าของแบรนด์ศรีฟ้าเบเกอรี่ กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ถึงสถานการณ์น้ำท่วมและผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจว่า ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาบริษัทได้รับผลกระทบหลักจากปัญหาการขนส่งสินค้าและการเติมสินค้าให้กับสาขาต่าง ๆ แม้โรงงานหลักในจังหวัดกาญจนบุรียังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากน้ำท่วมก็ตาม
สำหรับสถานการณ์ในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานหลัก พบว่าโรงงานตั้งอยู่บนพื้นที่สูง จึงไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
ขณะที่บริเวณตัวเมืองมีน้ำหลากข้ามถนนในบางจุด แต่ระดับน้ำยังไม่สูงมาก โดยอยู่ที่ไม่ถึง 5 เซนติเมตร และยานพาหนะยังสามารถสัญจรได้ตามปกติ
ส่วนพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล ภาคตะวันออก และจังหวัดปราจีนบุรี พบว่ามีน้ำท่วมขังเป็นบางจุด ส่งผลให้ร้านศรีฟ้าเบเกอรี่บางสาขายังสามารถเปิดให้บริการได้ ขณะที่บางสาขาจำเป็นต้องปิดชั่วคราว เนื่องจากต้องเร่งเคลื่อนย้ายสินค้าและอุปกรณ์ขึ้นที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหาย
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่สุดในขณะนี้คือระบบขนส่งและโลจิสติกส์ เนื่องจากบริษัทไม่สามารถขนส่งสินค้าออกจากศูนย์กระจายสินค้าได้ตามปกติ เพราะรถขนส่งไม่สามารถเดินทางผ่านเส้นทางที่มีน้ำท่วมได้
นอกจากนี้ ผู้ให้บริการขนส่งเอกชนที่บริษัทว่าจ้างยังปฏิเสธการนำรถออกมาวิ่งรับ-ส่งสินค้า เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยและสภาพเส้นทาง
ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบทั้งต่อการจัดส่งสินค้าให้กับสาขาของบริษัทเอง รวมถึงการส่งสินค้าให้ลูกค้ารายใหญ่ในกลุ่มห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรด เช่น โลตัส และแม็คโคร โดยเฉพาะศูนย์กระจายสินค้าในโซนวังน้อย ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและกำลังประสบปัญหาน้ำท่วม ทำให้การขนส่งสินค้าเข้าไปยังพื้นที่ดังกล่าวทำได้อย่างจำกัด
ในส่วนของการบริหารจัดการหน้าร้าน แต่ละสาขาต้องเร่งรับมือกับสถานการณ์ด้วยตนเอง ทั้งการทำแนวกั้นน้ำ ตามด้วยการเคลื่อนย้ายสินค้า และการป้องกันพื้นที่ไม่ให้น้ำเข้าภายในร้าน ขณะที่ผลกระทบต่อยอดขายนั้น มองว่าได้รับผลกระทบจริง แต่ยังไม่ถึงขั้นรุนแรงมากนัก
ทั้งนี้ สาขาที่ยังมีสินค้าเพียงพอสำหรับจำหน่ายกลับมียอดขายสูงกว่าปกติ เนื่องจากประชาชนเดินทางเข้ามาซื้อสินค้าเพื่อกักตุนไว้ใช้ในช่วงที่สถานการณ์น้ำท่วมยังไม่คลี่คลาย ส่วน สาขาที่ไม่สามารถเติมสินค้าได้ เมื่อสินค้าภายในร้านจำหน่ายหมด ก็จำเป็นต้องปิดให้บริการชั่วคราว
แนะภาครัฐปรับระบบแจ้งเตือนภัย – เลิกดราม่าบนสื่อโซเซียล
สำหรับข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ วิเชียรกล่าวว่า บริษัทไม่ได้ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือธุรกิจโดยตรง แต่ต้องการให้รัฐบาลมุ่งจัดสรรงบประมาณและความช่วยเหลือไปยังประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและผู้ยากไร้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมอย่างหนัก
นอกจากนี้ ยังอยากให้ภาครัฐปรับปรุงระบบแจ้งเตือนภัยและการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการแจ้งเตือนควรมีความรวดเร็ว แม่นยำ และสอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเตรียมรับมือได้ทันท่วงที
พร้อมย้ำว่า ภาครัฐไม่ควรมุ่งเน้นการสร้างประเด็นดราม่าบนสื่อสังคมออนไลน์ หรือดำเนินคดีและฟ้องร้องผู้ที่เคยออกมาทำนายสถานการณ์น้ำท่วมได้อย่างถูกต้อง แต่ควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา การสื่อสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรก
น้ำไม่ท่วมร้าน แต่ยอดขายเป็นศูนย์
กษิดิศ แสงสิงแก้ว เจ้าของร้านขนมและเบเกอรี่ Chubbie Chuu สาขาบางนาและสายไหม ซึ่งพึ่งพายอดขายจากเดลิเวอรี่ถึง 95% เล่าว่า แม้ทั้งสองสาขาจะอยู่ในหมู่บ้านที่มีระบบปั๊มน้ำจนตัวร้านไม่เสียหาย แต่ถนนโดยรอบที่ท่วมขังทำให้ไรเดอร์และลูกค้าเข้าไม่ถึง ยอดขายช่วงศุกร์ถึงอาทิตย์จึงเหลือ 0 บาท ก่อนที่สาขาบางนาจะฟื้นกลับมาราว 50% ในวันจันทร์ ขณะที่สาขาสายไหมยังไม่มีออเดอร์เข้า

ซ้ำร้าย ช่วงปลายเดือนเป็นจังหวะที่ผู้บริโภคเร่งใช้สิทธิ์โครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ที่เหลืออยู่ รายได้ส่วนนี้จึงหายไปทันที ประกอบกับขนมเป็นสินค้ารองที่ความต้องการลดลงตามธรรมชาติในภาวะวิกฤต
เพื่อประคองธุรกิจ กษิดิศปรับให้ร้านเริ่มทำอาหารเมื่อไรเดอร์ใกล้ถึงร้าน 2–3 นาที เพื่อลดความเสี่ยงออเดอร์ถูกยกเลิก จำกัดเมนูตามวัตถุดิบที่เหลือเนื่องจากแม็คโครและท็อปส์ไม่มีของส่ง และหันมาขายให้เพื่อนบ้านในหมู่บ้านแทน
ปัจจุบันร้านยังไม่ได้รับการเยียวยา กษิดิศคาดหวังให้ภาครัฐมีมาตรการสำหรับร้านที่ขาดรายได้จากผลกระทบทางอ้อม พร้อมแผนฟื้นฟูที่ชัดเจนหลังน้ำลด ส่วนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ควรพิจารณาลดค่า GP ชั่วคราว หรือจัดโปรโมชันกระตุ้นออเดอร์
“น้ำไม่ได้ท่วมร้านเรา แต่ท่วมทุกเส้นทางที่ลูกค้าและไรเดอร์จะเข้ามาถึง อยากให้รัฐยกยอดสิทธิ์ไทยช่วยไทยที่เหลือของเดือนนี้ไปทบใช้เดือนหน้า เพื่อให้เงินกลับมาหมุนเวียน และร้านเล็กๆ ได้ชดเชยยอดขายที่หายไป” กษิดิศระบุ
‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ มองข้ามช็อต วางแผนรับมือน้ำระลอก 2
พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด หรือเจ้าของแบรนด์ ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น สาขาในแฟชั่นไอแลนด์ได้รับความเสียหายทั้งในส่วนของเฟอร์นิเจอร์และระบบไฟฟ้า ส่งผลให้ต้องปิดให้บริการเป็นเวลา 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 26 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน

พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด
แม้ทางห้างสรรพสินค้าจะแจ้งว่าจะกลับมาเปิดให้บริการในวันถัดไป แต่พื้นที่บริเวณชั้น B ยังไม่สามารถเปิดดำเนินการได้อย่างเป็นทางการ เนื่องจากอยู่ระหว่างการเคลียร์พื้นที่และตรวจสอบความพร้อมของระบบต่างๆ
เพื่อบรรเทาผลกระทบและช่วยรักษายอดขาย ร้านจึงเตรียมขอพื้นที่จากทางห้างเพื่อย้ายการดำเนินงานจากชั้น B ไปรวมกับสาขาบริเวณชั้น 1 ซึ่งเป็นร้านชาอีกแห่งของบริษัท โดยอยู่ระหว่างการประสานงานและพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่
ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีสาขาทั้งหมด 27 แห่ง โดยสาขาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ใจกลางเมืองยังคงเปิดให้บริการตามปกติ แต่สาขาที่อยู่บริเวณรอบนอกเริ่มมีจำนวนผู้ใช้บริการลดลง
เนื่องจากประชาชนบางส่วนเลือกอยู่บ้านเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยพิบัติ รวมถึงตรวจสอบความปลอดภัยและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับบ้านเรือนของตนเอง
เรียกได้ว่าสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้พฤติกรรมการเดินทางและการจับจ่ายของผู้บริโภคเปลี่ยน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงหรือได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โดยตรง
พันธ์ทิพย์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ร้านอยู่ระหว่างการเคลียร์พื้นที่และประเมินความเสียหาย และยังต้องรอติดตามความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือและเยียวยา
เบื้องต้นคาดว่าการช่วยเหลือหลักจะมาจาก Landlord หรือผู้บริหารห้างสรรพสินค้า โดยจะต้องมีการหารือร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางฟื้นฟูพื้นที่ ความเสียหายของทรัพย์สิน ตลอดจนการสนับสนุนด้านการดำเนินงานในช่วงที่ร้านยังไม่สามารถกลับมาเปิดให้บริการได้เต็มรูปแบบ
พร้อมกันนี้ ผู้ประกอบการยังคงติดตามสถานการณ์มวลน้ำเหนืออย่างใกล้ชิด หลังมีการแจ้งเตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำท่วมระลอกที่ 2 ในช่วงต้นเดือน จึงยังไม่สามารถวางใจได้ และจำเป็นต้องเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติม
สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งสำรวจความเสียหาย พร้อมเตรียมมาตรการพักชำระหนี้ เติมทุนฉุกเฉิน และฟื้นฟูกิจการ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการกลับมาดำเนินธุรกิจได้โดยเร็ว

ภาพ : ศวิตา พูลเสถียร / THE STANDARD
40 จังหวัดได้รับผลกระทบ โรงงาน-SME เจ็บสุด 1,179 ราย
วันที่ 1 ตุลาคม 2569 วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยทั่วประเทศเริ่มกระทบภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการในหลายพื้นที่ โดยศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤติ (CMC) กระทรวงอุตสาหกรรม รายงาน ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 พบพื้นที่ได้รับผลกระทบ 40 จังหวัด มีผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ 1,315 ราย แบ่งเป็นโรงงาน 77 ราย เอสเอ็มอี 1,179 ราย เหมืองแร่ 2 ราย และวิสาหกิจชุมชน 57 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 22.79 ล้านบาท
ทั้งนี้ ความเสียหายไม่ได้มีเฉพาะโรงงานหรือสถานประกอบการที่ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่ยังลามไปถึงการผลิต การเดินทางของแรงงาน วัตถุดิบ การขนส่ง และซัพพลายเชนที่สะดุด โดยจังหวัดที่มีผู้ประกอบการได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพฯ 312 ราย สมุทรปราการ 289 ราย และปราจีนบุรี 237 ราย
สำหรับนิคมอุตสาหกรรม มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 5 แห่ง โดยนิคมอมตะซิตี้ ชลบุรี มีโรงงานได้รับผลกระทบ 150 โรง หยุดการผลิต 34 โรง เบื้องต้นต้องการรถบรรทุกขนาดใหญ่และถุงยังชีพเพื่อสนับสนุนการรับมือสถานการณ์
ก.อุตฯ เตรียมพักหนี้-เติมทุน ฟื้น SME หลังน้ำลด
กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมใช้มาตรการช่วยเหลือหลายด้านควบคู่กัน ทั้งโครงการ Rebuild SMEs ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม เพื่อประเมินความเสียหายและฟื้นฟูธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการพิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับโรงงานในพื้นที่ประสบภัย
นอกจากนี้ ยังเตรียมสนับสนุนสินเชื่อและการพักชำระหนี้ผ่าน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) กองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ และกองทุนหมุนเวียนของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด จะประสานเครือข่ายสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่มีศักยภาพ เพื่อช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูเครื่องจักรของ SME ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม พร้อมเตรียมระดมถุงยังชีพและสิ่งของอุปโภคบริโภคช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัย

