วันนี้ (1 ตุลาคม) ที่ ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร อาคารสำนักการระบายน้ำ ศาลาว่าการ กทม. 2 (ดินแดง) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย วิศณุ ทรัพย์สมพล และ ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีมีกระแสข่าวว่า กทม. ยกเลิกโครงการพื้นที่แก้มลิง รวมถึงอัปเดตสถานการณ์การบริหารจัดการน้ำและการเยียวยาผู้ประสบภัย
ชัชชาติ เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองว่าผู้ว่าฯ กทม. ไม่ทำตามหรือต่อต้านโครงการพระราชดำริว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริงและทำให้ตนรู้สึกไม่สบายใจ ทุกสิ่งที่ กทม. ดำเนินการล้วนเป็นแนวคิดที่สืบสานตามแนวพระราชดำริทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา การก่อสร้างทางผันน้ำที่ประยุกต์มาเป็นอุโมงค์ระบายน้ำ การขุดลอกคูคลอง ไปจนถึงการทำแก้มลิง แต่การเลือกพื้นที่สำหรับแก้มลิงนั้นมีรายละเอียดที่ กทม. ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม ทั้งในแง่ของสถานที่พักน้ำและเส้นทางระบายน้ำออก
ผู้ว่าฯ กทม. อธิบายย้อนไปเมื่อราว 15 ปีก่อน ได้มีการศึกษาเพื่อหาพื้นที่รับน้ำหลาก 110 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยเสนอให้ทำคลองและแก้มลิงใน 6 พื้นที่ แต่ปรากฏว่า 4 โครงการไม่ผ่านการทำประชาพิจารณ์ ส่วนอีก 2 โครงการ (บึงคู้บอนและบึงบางชัน) มีประเด็นเรื่องการต่อต้านและการเวนคืนที่ดิน หากดันทุรังทำต่อจะต้องใช้งบประมาณสูงถึง 11,000 ล้านบาท ในขณะที่การปรับปรุงคลองแนวเหนือ-ใต้ และใช้อุโมงค์ระบายน้ำ จะใช้งบประมาณเพียง 6,000 ล้านบาท ซึ่งมีความคุ้มค่ามากกว่าและลดผลกระทบจากการเวนคืนที่ดิน
ปัจจุบัน กทม. ยังคงเดินหน้าโครงการแก้มลิงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2565 มี 34 แห่ง และเพิ่มเป็น 38 แห่งในปี 2569 โดยปรับแนวคิดเป็นการกระจายพื้นที่แก้มลิงขนาดที่เหมาะสมไปตามจุดต่างๆ แทนการทำแก้มลิงขนาดใหญ่เพียงจุดเดียว ซึ่งการตัดสินใจเลือกโครงการใดเป็นเรื่องของการวิเคราะห์ทางเทคนิคและความคุ้มค่า ไม่ควรนำไปเชื่อมโยงว่าเป็นการไม่ทำตามแนวพระราชดำริ
ด้าน วิศณุ ชี้แจงเสริมว่า เมื่อเข้ามารับตำแหน่งได้สั่งให้ทบทวนโครงการ 10,000 ล้านบาทดังกล่าว เนื่องจากที่มาของโครงการมุ่งแก้ปัญหาน้ำหลาก แต่ปัจจุบัน กทม. ต้องรับมือกับปัญหาน้ำฝนด้วย การลงทุนขยายอุโมงค์ระบายน้ำอย่างเช่นอุโมงค์คลองประเวศ จึงตอบโจทย์ทั้งการระบายน้ำฝนและน้ำในคลองควบคู่กันไป
สำหรับสถานการณ์น้ำล่าสุด คลองแสนแสบ คลองลาดพร้าว และคลองเปรมประชากร เริ่มระบายน้ำได้ดีขึ้น แต่ยังคงน่าเป็นห่วงในพื้นที่เขตลาดกระบัง สะพานสูง หนองจอก และมีนบุรี โดย กทม. จะเร่งระบายน้ำเส้นทางหลัก และเตรียมส่งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เข้าไปช่วยกู้พื้นที่เส้นเลือดฝอย เช่น หมู่บ้านในพื้นที่บึงกุ่ม บางกะปิ ประเวศ และลาดกระบัง
ส่วนกรณีที่ชาวสะพานสูงตัดพ้อว่าเป็นพื้นที่ถูกลืม วิศณุ ยืนยันว่าไม่ได้ลืม แต่พื้นที่สะพานสูงอยู่ต่ำกว่าคลองแสนแสบ การจะระบายน้ำออกจากหมู่บ้านได้ต้องรอให้ระดับน้ำในคลองแสนแสบลดลงก่อน ขณะนี้คลองแสนแสบเริ่มดีขึ้น กทม. จึงเตรียมติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมเพื่อตัดน้ำจากหัวหมากระบายลงคลองแสนแสบ และจะเปิดประตูระบายน้ำบางชันเพื่อช่วยดึงน้ำจากโซนนอกด้วย
นอกจากนี้ ชัชชาติ ยังได้ตอบโต้กรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับการพร่องน้ำจาก สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ โดยระบุว่า กทม. มีการพร่องน้ำมาโดยตลอด สามารถตรวจสอบข้อมูลระดับน้ำและการทำงานของเครื่องสูบน้ำได้แบบเรียลไทม์บนเว็บไซต์สำนักการระบายน้ำ
ในด้านการเยียวยาผู้ประสบภัย ทวิดา เปิดเผยว่า กทม. เตรียมเปิดระบบลงทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือผ่านช่องทางออนไลน์ในช่วงเย็นวันที่ 2 ตุลาคมนี้ เพื่อลดภาระการเดินทางและการเตรียมเอกสารของประชาชน โดย กทม. ได้หารือกับกรมบัญชีกลางในการปรับเพดานเงินช่วยเหลือให้สูงขึ้นตามความเป็นจริง ดังนี้
- ค่าซ่อมแซมบ้าน: ปรับเพดานสูงสุดเป็น 88,600 บาท (จากเดิม 49,500 บาท) โดยเจ้าบ้านเป็นผู้รับสิทธิ์
- ค่าเช่าที่พักชั่วคราว: จ่าย 3,000 บาท/เดือน (ไม่เกิน 2 เดือน)
- ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ: สูงสุด 13,500 บาท/ครอบครัว (จากเดิม 11,900 บาท)
- ค่ารักษาพยาบาล: ผู้ป่วยนอกไม่เกิน 2,000 บาท ผู้ป่วยในไม่เกิน 4,000 บาท พร้อมเงินปลอบขวัญ 2,300 บาท (หากรักษาใน รพ. สังกัด กทม. ฟรีค่าใช้จ่าย)
- ค่าจัดการศพ: ปรับเพิ่มเป็น 35,700 บาท/ราย
- ค่าดำรงชีพเบื้องต้น: 1,900-3,800 บาท ตามระดับความเสียหาย
ปัจจุบัน กทม. ได้ประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัยครอบคลุม 38 เขต 118 แขวง และกำลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำเกณฑ์มาตรฐานกลางในการประเมินความเสียหาย เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถลงพื้นที่ประเมินได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมที่สุด
สำหรับการจัดส่งความช่วยเหลือเข้าไปในพื้นที่วิกฤต ทวิดา ยอมรับว่ามีความล่าช้าเนื่องจากระดับน้ำที่สูงทำให้รถเข้าไม่ถึง ต้องแบ่งรถทหารบางส่วนไปใช้สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ปัจจุบันมีความต้องการอาหารสูงถึง 300,000 กล่องต่อวัน (กทม. และส่วนกลางผลิตได้ 100,000 กล่อง ที่เหลือต้องพึ่งพาส่วนอื่น) โดย กทม. ได้แจกจ่ายถุงยังชีพ (สำหรับดำรงชีพ 3 วัน) ออกไปแล้วกว่า 19,900 ถุง
ปัญหาสำคัญที่พบคือ ข้อมูลการร้องขอความช่วยเหลือมีความซ้ำซ้อนและไม่เป็นระบบเรียลไทม์ เช่น ข้อมูลจากนิติบุคคลหมู่บ้านไม่ตรงกับลูกบ้าน กทม. จึงขอความร่วมมือประชาชนที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ ให้แจ้งเรื่องโดยตรงผ่านหมายเลข 1555 หรือแอปพลิเคชัน Traffy Fondue เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถนำข้อมูลไปตรวจสอบและอุดช่องว่างการช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำที่สุด


