×

เอกนิติชูแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เป็นเข็มทิศประเทศ ย้ำตั้งเป้าชัด เลือกโครงการเปลี่ยนเกม กระจายรายได้สู่ฐานราก-เอสเอ็มอี

โดย THE STANDARD TEAM
30.09.2026
  • LOADING...
ภาพ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานเสวนา

วันนี้ (30 กันยายน) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในวงเสวนาพิเศษหัวข้อ ‘ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม’ ภายในงานรับฟังความคิดเห็นเพื่อยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 จัดโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่า แผนดังกล่าวจะเป็นเข็มทิศสำคัญในการกำหนดทิศทางประเทศ โดยต้องมีเป้าหมายชัดเจน และมีกลไกขับเคลื่อนให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

 

เอกนิติระบุว่า รัฐบาลจะใช้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เป็นกลไกทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม กระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และนำประเทศไทยกลับมาเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีโลก

 

การจัดทำแผนพัฒนาฯ ในครั้งนี้จึงต้องกำหนดทั้งเป้าหมายรายปีและเป้าหมายระยะ 5 ปี เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาเดิมที่สะสมมา พร้อมกับความท้าทายใหม่จำนวนมาก จึงไม่สามารถดำเนินโครงการทุกอย่างพร้อมกันได้

 

หัวใจสำคัญคือการจัดลำดับความสำคัญ โดยเลือกโครงการที่สร้างผลกระทบสูงและสามารถเป็น ‘ตัวเปลี่ยนเกม’ ได้จริง แทนการกระจายงบประมาณและกำลังคนไปยังโครงการย่อยนับร้อยโครงการ พร้อมแบ่งกรอบเวลาให้ชัดเจนว่า ผลลัพธ์ใดต้องเกิดขึ้นภายใน 1 ปี และเป้าหมายใดต้องบรรลุในระยะ 5 ปี

 

เอกนิติกล่าวด้วยว่า อีกเงื่อนไขสำคัญคือการแก้ปัญหาหน่วยงานภาครัฐทำงานแบบแยกส่วน โดยยกตัวอย่างการบริหารจัดการน้ำที่ดำเนินมานานกว่า 10 ปี แต่หน่วยงานต่างๆ ยังต่างคนต่างทำ จึงจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างการทำงานที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ

 

สำหรับสถานการณ์ของประเทศ เอกนิติมองว่า ไทยกำลังเผชิญสัญญาณวิกฤตสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ วิกฤตสังคมจากโครงสร้างประชากร และวิกฤตการเมือง ดังนั้น แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ต้องให้ความสำคัญกับเป้าหมายเศรษฐกิจ 4 เสาหลัก คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ และการดูแลสิ่งแวดล้อม

 

เอกนิติระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตชะลอลงอย่างต่อเนื่อง จากช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่เคยเติบโตเฉลี่ยประมาณ 7% ต่อปี ลดลงเหลือประมาณ 4% ในช่วงหลังปี 2540–2550 ก่อนลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3% และปัจจุบันขยายตัวได้ไม่ถึง 3%

 

ขณะเดียวกัน ประเทศยังเผชิญปัญหา ‘โตกระจุก จนกระจาย’ โดยเอกนิติกล่าวว่า แม้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะอยู่ที่เกือบ 20 ล้านล้านบาท แต่ประชากรกลุ่มที่มีรายได้สูงที่สุด 20% มีส่วนแบ่งรายได้ของประเทศประมาณ 50% ขณะที่กลุ่มรายได้ต่ำที่สุด 20% มีส่วนแบ่งรายได้ไม่ถึง 5% สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม

 

“สาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เครื่องจักรเก่า และแรงงานแก่” เอกนิติกล่าว พร้อมอธิบายว่า ประเทศไทยขาดการลงทุนมาเป็นเวลานาน ทำให้โรงงานและเครื่องจักรเสื่อมสภาพ ประกอบกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยประชากรอายุเกิน 60 ปีมีสัดส่วนประมาณ 20% หรือ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้กำลังแรงงานและรายได้ลดลง

 

ในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ เอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลได้เร่งแก้ไขปัญหาและเข้มงวดเรื่องวินัยการคลัง จนสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้ง 3 แห่งปรับมุมมองกลับมาอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ หรือ Stable Outlook ซึ่งช่วยป้องกันวิกฤตการคลัง สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดทุน และส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยฟื้นตัว

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นทักษะและความสามารถ โดยนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาเพิ่มผลิตภาพ อาทิ โครงการไทยช่วยไทยพลัส และการนำ ‘เอไอนกกระซิบ’ มาใช้ในแอปพลิเคชันถุงเงิน เพื่อช่วยให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยสามารถขายสินค้าออนไลน์ได้จริง

 

เอกนิติกล่าวว่า ประเทศไทยต้องต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมไปสู่อุตสาหกรรมที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ หรือ S-Curve โดยปรับภาคเกษตรไปสู่เกษตรอัจฉริยะ และเร่งแปรรูปอาหารเพื่อตอบโจทย์วิกฤตอาหารโลก

 

หนึ่งในอุตสาหกรรมที่เอกนิติยกตัวอย่างคืออาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งระบุว่ากำลังเติบโตสูงถึงปีละ 20% ตามแนวโน้มสังคมสูงวัยและความนิยมเลี้ยงสัตว์ พร้อมกล่าวว่า ไทยอยู่ในกลุ่มผู้ส่งออกอันดับต้นของโลก โดยอยู่ในอันดับ 1-2

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งเปลี่ยนผ่านภาคพลังงานไปสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและกระจายโอกาสการเติบโตสู่ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising