ทีมโรดโชว์สหรัฐฯ นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำทีมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปให้ข้อมูลกับนักลงทุนสถาบันที่สหรัฐฯ โดย FETCO เผยนักลงทุนสถาบันให้ความสนใจหุ้นไทยมากขึ้นเทียบกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา
ในปีนี้ ดัชนี SET ของตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้น 27% ยืนอยู่ในระดับ 1,600 จุด ท่ามกลางแรงซื้อสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติ มูลค่ากว่า 4.7 หมื่นล้านบาท ในปีนี้ ถือเป็นการกลับมาซื้อสุทธิครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลังจากที่เห็นการขายสุทธิต่อเนื่อง 1.92 แสนล้านบาท ในปี 2566 ขายสุทธิ 1.47 แสนล้านบาท ในปี 2567 และขายสุทธิ 1.07 แสนล้านบาท ในปี 2568
ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ว่า การเดินทางครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยปกติการนัดหมายนักลงทุนในสหรัฐฯ หรือที่นิวยอร์กทำได้ยาก เนื่องจากตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดขนาดเล็ก ขณะที่กองทุนในสหรัฐฯ มักเน้นลงทุนในตลาดหุ้นขนาดใหญ่
“ครั้งนี้ได้รับการตอบรับดีมาก มีการจัดทั้งหมด 2 เซสชัน มีกองทุนเข้าร่วมพบเกือบ 40 กองทุน บริหารเงินรวมกันเกิน 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีทั้งกองทุนขนาดใหญ่และขนาดกลาง บรรยากาศถือว่าคึกคักอย่างมาก”
ไพบูลย์กล่าวต่อว่า การพบกับนักลงทุนในสหรัฐฯ ครั้งนี้ ได้นำเสนอ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ (New Economic Engine) โดยชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการสร้างเครื่องยนต์ใหม่ เนื่องจากไทยพึ่งพาเครื่องยนต์เก่ามานานจนการเติบโตของ GDP ลดลงเหลือประมาณ 2% ต่อปี
“เรานำเสนอไปว่าระดับ 2% น่าจะเป็นจุดต่ำสุดแล้ว และรัฐบาลพยายามผลักดันให้ GDP กลับไปเติบโตระดับ 3%-4% ผ่านการเน้นลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น Semiconductor และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต”
- ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีการแบ่งขั้ว ประเทศไทยได้เปรียบเพราะวางตัวเป็นกลาง เมื่อนักลงทุนถามเรื่องการสร้างสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ได้ชี้แจงว่าไทยพยายามอยู่ตรงกลางและพร้อมเป็นพันธมิตรกับทั้งสองฝ่าย ทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้น
- เสถียรภาพภายในประเทศ โดยชี้ให้เห็นว่าไทยมีความพร้อมสำหรับการลงทุนรอบใหม่ เนื่องจากระบบสถาบันการเงินมีสภาพคล่องสูง ธนาคารมีความมั่นคง ดอกเบี้ยในประเทศอยู่ในระดับต่ำ และอัตราเงินเฟ้อไม่ได้สูงเหมือนหลายประเทศ ทำให้คาดหวังการเติบโตของ GDP ที่สูงขึ้นในอนาคตได้
ส่วนสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ล่าสุด ไพบูลย์ ระบุว่า “กองทุนต่างประเทศมักมองภาพระยะยาว 3-5 ปีข้างหน้า ไม่ได้สนใจกับภาวะระยะสั้น สถานการณ์น้ำท่วมถือเป็นภาวะระยะสั้น และในการพูดคุยนักลงทุนไม่ได้ถามเรื่องน้ำท่วมเลย สิ่งสำคัญคือความสนใจของกองทุนสหรัฐฯ ต่อประเทศไทยเริ่มกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาความสนใจลดลงไปมากเพราะขาดความมั่นใจ”
อีกประเด็นที่สำคัญคือ ความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) เช่น ความร่วมมือในการผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ทั้งสองแห่งพร้อมกัน (Dual Listing) แม้ Dual Listing จะไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เป็นการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเปิดโอกาสให้บริษัทกลุ่ม New Economy สามารถจดทะเบียนได้ทั้งสองตลาด รวมถึงการนำ ETF ไทยไปจดทะเบียนในสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสนใจในหุ้นไทย และเปิดโอกาสให้ไทยเรียนรู้จากตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทั้งนี้ ไพบูลย์ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มดีต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ปัจจัยหลักคือกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ฟื้นตัวชัดเจน โดยครึ่งปีแรกกำไรเติบโตประมาณ 22% สอดคล้องกับดัชนีหุ้นที่ปรับตัวขึ้นประมาณ 20% การขึ้นของดัชนีเกิดจากกำไรที่ดีขึ้น โดยที่ค่า P/E ยังไม่ได้ปรับตัวขึ้น
ขณะที่ FETCO เสนอว่าตลาดทุนเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ปัจจุบันอัตราการออมของไทยอยู่ที่ประมาณ 25% ของ GDP ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายการลงทุนไว้ที่ 30% ของ GDP ทำให้เกิดส่วนต่างอยู่ประมาณ 5% ไทยจึงต้องเร่งการออมผ่านตลาดทุนเพื่อจัดสรรเงินอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มการออมจะช่วยลดความเสี่ยงการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และเสนอให้รัฐบาลเน้นย้ำโครงการกองทุนออมระยะยาวอย่าง TISA ให้มีวงเงินสูงพอเพื่อกระตุ้นการออมในประเทศ
ด้าน ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า การเดินทางไปโรดโชว์ครั้งนี้ มีโอกาสพบนักลงทุนสองกลุ่มหลัก คือ นักลงทุนสถาบัน และบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ เช่น Microsoft, Google และ Pimco เป็นต้น
ดร.พิพัฒน์กล่าวต่อว่า นักลงทุนที่นิวยอร์กถือเป็น Global Investor ที่กระจายลงทุนทั่วโลก และครั้งนี้ก็ได้รับความสนใจจากบุคคลระดับบริหารที่มีอำนาจตัดสินใจของหลายองค์กร เช่น ซีอีโอของ Pimco
“ครั้งนี้นักลงทุนสถาบันค่อนข้างให้ความสนใจหุ้นไทย” ดร.พิพัฒน์กล่าว อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติมในหุ้นไทย หรือเรื่องมูลค่าของหุ้นไทย ณ ปัจจุบันว่าถูกหรือแพง ดร.พิพัฒน์ ชี้แจงว่าไม่ได้มีการพูดหรือส่งสัญญาณใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้
ส่วนประเด็นคำถามหลักครอบคลุมหลายเรื่อง ทั้งโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย, การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์, การจัดการกับกำแพงภาษี, นโยบายรองรับเรื่องของราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูง รวมทั้งนโยบายของไทยท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ
ขณะที่ฝั่ง corporate ที่จะเข้ามาลงทุนในไทย ส่วนหนึ่งกำลังติดตามกฎเกณฑ์ภาครัฐเกี่ยวกับเรื่องการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ หลังจากที่รัฐบาลชะลอการอนุมัติการลงทุนชั่วคราว

