ท่ามกลางมวลน้ำที่ทะลักเข้าท่วมชุมชนเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง จนถนนหลายสายแปรเปลี่ยนสภาพกลายเป็นคลอง ระดับน้ำในพื้นที่ต่ำหรือแอ่งกระทะ เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ระดับเอว หน้าอก ไปจนถึงระดับคอ เหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้นอกจากจะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่หลายหมื่นคนแล้ว ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคธุรกิจและผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ตั้งอยู่ในจุดวิกฤต
ประเด็นสำคัญ
ณัฐพงษ์ อร่ามรัศมีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอแคร์ เมดิคัล จำกัด ผู้ผลิต นำเข้า และจัดจำหน่ายวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์รายใหญ่ ได้เปิดใจถ่ายทอดวินาทีชีวิต การตัดสินใจฝ่าน้ำสูงระดับคอเพื่อกู้ข้อมูลสำคัญขององค์กร รวมถึงมูลค่าความเสียหายและบทเรียนจากมหาอุทกภัยที่ไร้สัญญาณเตือนล่วงหน้า
น้ำทะลักกลางดึก ไร้สัญญาณเตือนจากภาครัฐ
บริษัท ไอแคร์ เมดิคัล จำกัด ดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายเวชภัณฑ์สิ้นเปลืองทางการแพทย์ เช่น ผ้าก๊อซ สำลี ถุงมือยาง หน้ากากอนามัยภายใต้แบรนด์ ‘Medicare’ รวมถึงบริการอบฆ่าเชื้อ (Sterilization) โดยมีรายได้ต่อปีกว่า 200 ล้านบาท และจัดส่งเวชภัณฑ์ให้แก่โรงพยาบาลทั่วประเทศเป็น 1,000 แห่ง
ณัฐพงษ์ ย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของวิกฤตว่า ทางบริษัทไม่ได้รับการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าจากหน่วยงานท้องถิ่นเลย มีเพียงเพื่อนส่งข้อมูลเตือนภัยในโซเชียลมีเดียมาให้ดูว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากในช่วงวันที่ 24-27 กันยายน 2569 แต่เนื่องจากสภาพอากาศในขณะนั้นแดดจัด จึงไม่ได้เอะใจ จนกระทั่งคืนวันศุกร์ (25 กันยายน 2569) ที่ฝนตกหนักสะสม มวลน้ำได้เริ่มทะลักเข้าท่วมพื้นที่ตั้งแต่ช่วงดึก เวลาประมาณ 23.00 น. ทว่าระบบเตือนภัยและการประกาศอย่างเป็นทางการกลับเกิดขึ้นในเวลา 09.00 น. ของวันถัดมา
“ไม่มีแจ้งเตือนเลยจากหน่วยงานในท้องที่ เราก็นอนตามปกติ คืนนั้นฝนตกหนักตอนตีหนึ่งครึ่ง พอ 7 โมงเช้าลูกน้องโทรมาบอกว่าน้ำท่วมแล้ว ขับรถไปดู 9 โมงเช้า รถก็ข้ามเข้าไปไม่ได้แล้ว” ณัฐพงษ์ กล่าว
ณัฐพงษ์ยังเล่าถึงสภาพของซอยเคหะร่มเกล้า 33 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงาน ว่า มีลักษณะเป็นพื้นที่ต่ำ เมื่อข้ามสะพานข้ามคลองเข้าสู่ตัวชุมชน ระดับน้ำบนถนนได้ยกระดับสูงขึ้นจนถึงระดับเอวและระดับคออย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อาคารโรงงานถูกน้ำทะลักเข้าท่วมทันทีโดยไม่ทันตั้งตัว
ลุยน้ำระดับคอ แย่งชิงเซิร์ฟเวอร์บิล 100 ล้าน
ในขณะที่ระบบไฟฟ้าและประปาภายในโรงงานถูกตัดขาด และพนักงานต้องอพยพออกจากพื้นที่เนื่องจากระดับน้ำลึกเกินกว่าจะอาศัยอยู่ได้ ณัฐพงษ์ เปิดเผยว่า ได้ตัดสินใจลุยน้ำท่วมที่สูงถึงระดับคอเข้าไปยังอาคารสำนักงาน เป้าหมายเดียวในภารกิจเสี่ยงชีวิตครั้งนั้น คือการถอดและอุ้มเซิร์ฟเวอร์หลัก (Server) ของบริษัทขึ้นไปยังชั้น 4
“ข้อมูลทุกอย่างอยู่ในนั้นหมดในเซิร์ฟเวอร์มีบัญชีลูกหนี้เกือบ 100 ล้านบาท บิลมีตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักแสนเป็นหมื่นๆ บิล เพื่อนเตือนว่าอย่าเข้าไป เดี๋ยวไฟดูดตาย แต่ผมคิดในใจว่า ถ้าเซิร์ฟเวอร์เป็นอะไรไป มันคือตายทั้งเป็น ลุยเข้าไปอุ้มถอดเซิร์ฟเวอร์ขึ้นชั้นสี่ แล้วก็ลุยน้ำกลับออกมาถึงได้รู้ว่าน้ำมันอยู่ที่คอแล้ว” CEO ไอแคร์ เมดิคัล กล่าว
หากข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์เสียหาย บริษัทจะไม่สามารถออกใบกำกับภาษี ไม่สามารถติดตามหนี้จากคู่ค้าภาครัฐและเอกชนได้ ซึ่งจะส่งผลให้ระบบปฏิบัติการหลังบ้านหยุดชะงักลงโดยสมบูรณ์
ซากความเสียหาย รถขนส่ง 10 คันจมน้ำ และชะตากรรมของ SME
ผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของบริษัทอย่างมหาศาล เครื่องจักรและวัตถุดิบนำเข้าที่อยู่บริเวณชั้น 1 ของโรงงานจมน้ำเสียหายทั้งหมด ขณะที่รถบรรทุกขนส่งสินค้าของบริษัทจำนวน 10 คัน ซึ่งบรรทุกเวชภัณฑ์เตรียมเดินทางไปส่งโรงพยาบาลต่างจังหวัดจมน้ำเสียหายทั้งหมด
แม้บริษัทจะพยายามสร้างบังเกอร์กั้นน้ำและสูบน้ำออกจากคลังสินค้าอีกแห่งที่อยู่ห่างออกไป 2 กิโลเมตรเพื่อปกป้องสินค้าส่วนที่เหลือ แต่ ณัฐพงษ์ ยอมรับว่าความเสียหายครั้งนี้หนักหนาสาหัสที่สุดครั้งหนึ่ง
- ด้านการผลิตและสายส่ง: เครื่องจักรและวัตถุดิบชั้น 1 เสียหายทั้งหมด ต้องทิ้งเนื่องจากวัตถุดิบสัมผัสน้ำ
- ด้านระบบขนส่ง: รถปิกอัพและรถขนส่ง 10 คัน จมน้ำพร้อมสินค้า
- ด้านโอกาสทางธุรกิจ: เสียโอกาสในการส่งมอบสินค้าแก่โรงพยาบาลตามกรอบเวลา และเสี่ยงต่อการสูญเสียฐานลูกค้าให้แก่คู่แข่ง
ในมิติการเยียวยา ณัฐพงษ์ ระบุว่า ไม่ได้คาดหวังกับมาตรการช่วยเหลือเงินชดเชยจากภาครัฐ เนื่องจากวงเงินช่วยเหลือสำหรับผู้ประกอบการมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับความเสียหายจริง โดยหวังพึ่งเพียงกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติที่เคยทำไว้กับธนาคารว่าจะครอบคลุมความเสียหายจากอุทกภัยครั้งนี้
“ครั้งนี้หนักจริงๆ คนโดนหนักๆ อาจจะไม่เยอะเท่าปี 2554 แต่เรากลายเป็นส่วนน้อยที่โดนหนัก ค่าเสียโอกาสที่ไม่มีของส่ง ลูกค้าไปซื้อที่อื่น แล้วไม่กลับมา แค่นี้เราก็เละแล้ว” ณัฐพงษ์กล่าว
เมื่อถูกถามว่า มีสิ่งใดที่อยากฝากถึงภาครัฐหรือหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการน้ำและบรรเทาอุทกภัยในครั้งนี้บ้าง ณัฐพงษ์ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความอัดอั้นของคนทำธุรกิจที่ต้องแบกรับความเสี่ยงเพียงลำพัง ว่า “พี่ไม่เชื่อหรอกว่า ของแบบนี้มันป้องกันไม่ได้ หรือจัดการไม่ได้”
พร้อมฝากไปถึงผู้มีอำนาจว่า ผู้ประกอบการหลายคนที่เจอวิกฤตน้ำท่วมรุนแรงในลักษณะนี้ อาจจะไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อีกเลยและต้องปิดกิจการไปอย่างถาวร เพราะไม่มีใครมีเงินถุงเงินถัง สำรองไว้ขาดทุน ทุกคนต่างกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินมาลงทุนกันทั้งสิ้น
ในวันที่โรงงานต้องหยุดการผลิต และไม่สามารถสร้างรายได้แม้แต่บาทเดียว แต่ภาระทางการเงินกลับไม่เคยหยุดตามน้ำท่วม เมื่อเปิดโรงงานไม่ได้เดือนหนึ่ง ดอกเบี้ยก็ยังเดิน รายได้ก็ไม่มี จะไม่เจ๊งเหรอ
ขณะเดียวกัน ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่น การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ณัฐพงษ์ ชี้ว่านั่นไม่ใช่การช่วยเหลือที่แท้จริง แต่เป็นการซ้ำเติมด้วยภาระหนี้ก้อนใหม่ เมื่อเกิดวิกฤตใหญ่ระดับอุทกภัย ลำพังศักยภาพของเอกชนรายย่อยจึงไม่สามารถก้าวผ่านไปได้โดยลำพัง ขณะที่ภาครัฐกลับปล่อยเกียร์ว่าง ถ้าเป็นแบบนี้ ต่อไปประเทศไทยจะเหลือแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ (L) ส่วน S กับ M จะตายกันหมด
นอกจากนี้ กติกาทางของธนาคารพาณิชย์และธนาคารแห่งประเทศไทยยังซ้ำเติมรายย่อย โดยประเมินอัตราดอกเบี้ยตามความแน่นอนของรายได้ บริษัทขนาดใหญ่ที่มีฐานทุนหนาแน่นจึงได้อัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า บีบให้ความสามารถในการแข่งขันของ SME ลดลงจนแทบยืนอยู่ไม่ได้ในตลาด
ภาพสะท้อนวิกฤตเคหะร่มเกล้า และการตั้งหลักใหม่
ปัจจุบัน (28 กันยายน) สถานการณ์น้ำท่วมในชุมชนเคหะร่มเกล้าและพื้นที่โดยรอบ มีประชาชนติดค้างและได้รับความเดือดร้อนหลายหมื่นคน ขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม และยาสามัญ ขณะที่หน่วยงานภาครัฐ เช่น กองทัพ ได้สนับสนุนรถ GMC, รถ FTS และเรือท้องแบน ร่วมกับมูลนิธิกู้ภัยในพื้นที่เพื่อช่วยอพยพผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบาง
สำหรับแผนการฟื้นฟูธุรกิจของ บริษัท ไอแคร์ เมดิคัล จำกัด ณัฐพงษ์ วางแผนที่จะย้ายส่วนงานออฟฟิศและคลังสินค้าชั่วคราวมายังพื้นที่บ้านพัก เพื่อเร่งกู้ระบบปฏิบัติการหลังบ้านให้กลับมาออกบิลและดำเนินงานได้โดยเร็วที่สุด ควบคู่ไปกับการประเมินสภาพเครื่องจักรหลังน้ำลด
เหตุการณ์มหาอุทกภัยที่กระทบในพื้นที่เคหะร่มเกล้า และพื้นที่กรุงเทพมหานครในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงปัญหาระบบการแจ้งเตือนภัยและการระบายน้ำเชิงโครงสร้างของเมืองเท่านั้น แต่ยังฉายให้เห็นถึงความทรหดและการดิ้นรนปะทะวิกฤตของผู้ประกอบการไทย ที่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงเพื่อรักษาความคงอยู่ของธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานทางการแพทย์ของประเทศ


