แม้กระแสข่าวการปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะถูกจับตาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตัวเลขระดับ 30% แต่ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป โดยยังต้องรอความชัดเจนจากภาครัฐ
ประเด็นสำคัญ
ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมเป็นห่วงว่า การเปิดเผยตัวเลขภาษีในช่วงที่ยังไม่มีข้อสรุป อาจกระทบต่อพฤติกรรมของทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยผู้บริโภคอาจเร่งตัดสินใจซื้อรถก่อนภาษีใหม่มีผล
ขณะที่ค่ายรถอาจเร่งนำเข้ารถยนต์มาสต๊อกล่วงหน้า ซึ่งอาจทำให้ตลาดเกิดความเคลื่อนไหวที่ไม่สะท้อนความต้องการที่แท้จริง (ดีมานด์เทียม)
สุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า แม้ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าภาครัฐจะปรับขึ้นภาษีรถยนต์ EV นำเข้าเป็น 30% เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและยังต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย โดยยังไม่ได้ฟันธงว่าจะอยู่ที่ระดับ 10%, 20% หรือ 30%
สำหรับรถยนต์นำเข้ามีหลายระดับ โดยเฉพาะรถยนต์ที่ไม่มีการผลิตในประเทศไทยและเป็นการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งอัตราภาษีอาจอยู่ในระดับสูง ดังนั้นจึงต้องรอความชัดเจนจากตัวเลขที่ภาครัฐจะพิจารณา
“ยังไม่ได้ฟันธง แต่มีหลายระดับ โดยเฉพาะในส่วนของรถนำเข้า ถ้าไม่มีการผลิตในประเทศเลย ก็จะเป็นการนำเข้าล้วนๆ ซึ่งอันนี้ก็จะเยอะ จะสูงสุดขนาดไหน ต้องรอดูตัวเลข”
ห่วงข่าวตัวเลขภาษี ป่วนตลาด
สุวัชร์ กล่าวอีกว่า ภาคอุตสาหกรรมต้องการเห็นความชัดเจน เนื่องจากการเปิดเผยข่าวเกี่ยวกับการปรับขึ้นภาษีทั้งที่ยังไม่มีข้อสรุป อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ประกอบการและผู้บริโภค
หากตลาดรับรู้ว่าภาษีจะปรับขึ้น ผู้ที่มีแผนจะซื้อรถอาจเร่งตัดสินใจซื้อก่อนการปรับขึ้นภาษี ขณะที่ผู้ประกอบการอาจเร่งนำเข้ารถยนต์เข้ามาสต๊อกล่วงหน้า ส่งผลให้ตลาดเกิดความเคลื่อนไหวจากการเร่งซื้อและเร่งนำเข้า
โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่มีการจัดงานมอเตอร์โชว์ครั้งใหญ่ จึงต้องติดตามว่าหากมีการส่งสัญญาณตัวเลขภาษีที่ชัดเจน เช่น 30% หรือ 40% จะส่งผลต่อพฤติกรรมของตลาดอย่างไร เพราะทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคสามารถนำตัวเลขดังกล่าวไปคำนวณต้นทุนและราคาขายได้ทันที
“ผมคาดเดาไม่ได้ แต่เชื่อว่าแน่นอนว่ามันก็ต้องสูง ถ้ายิ่งมีการพูดถึงตัวเลข 30% หรือ 40% คนก็คำนวณตัวเลขได้ เพราะสามารถนำไปคูณได้เลย”
สุวัชร์ ย้ำว่า ตัวเลขภาษีระดับ 30% กว่า ไม่ได้มาจากข้อเสนอของสมาคมหรือกลุ่มอุตสาหกรรมเพียงฝ่ายเดียว แต่ที่ผ่านมา 10 สมาคมยานยนต์ได้มีการเสนอแนวทางและตัวเลขต่อภาครัฐ โดยตัวเลขระดับ 30% กว่า มีเหตุผลเพื่อให้รถยนต์นำเข้ากับ รถยนต์ที่ประกอบในประเทศมีระดับการแข่งขันที่ใกล้เคียงกัน
รออนุกรรมการตกผลึก ก่อนเสนอเข้าบอร์ด EV
สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ครั้งต่อไป สุวัชร์กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมต้องการเห็นความ ชัดเจนของแนวทางมากขึ้น เพราะหากยังไม่มีข้อสรุป ซึ่งก่อนหน้านี้ขีดเส้นไว้ที่ภายในเดือนกันยายน ก็ต้องรอต่อไปโดยไม่ทราบกรอบเวลาที่แน่นอน
ทั้งนี้ การประชุมบอร์ด EV ไม่ได้กำหนดตายตัวว่าจะต้องประชุมทุก 2 เดือน แต่ขึ้นอยู่กับภาครัฐ หากมีประเด็นที่ต้องพิจารณาก็สามารถเรียกประชุมได้
ปัจจุบันมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาประเด็นต่างๆ โดยจากเดิมมี 3 คณะ ปัจจุบันลดลงเหลือ 2 คณะ ซึ่งกระบวนการจะต้องรอให้อนุกรรมการหารือและได้ข้อสรุปก่อน จึงจะเสนอเข้าสู่บอร์ดใหญ่ต่อไป
“อันดับแรกต้องดูอนุก่อน ถ้าอนุคุยถึงเมื่อไหร่ ได้ข้อสรุป ก็จะเห็นความชัด แล้วก็จะต้องตามด้วยบอร์ดใหญ่”
ห่วงแบรนด์ใหม่เข้าตลาดง่าย แต่ผู้บริโภคอาจรับความเสี่ยง
สุวัชร์ กล่าวถึงการเข้ามาของแบรนด์รถยนต์ใหม่ โดยเฉพาะแบรนด์จากจีนว่า ผู้ประกอบการบางรายอาจสามารถเข้ามาทำตลาดได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนในประเทศจำนวนมาก หากสามารถนำเข้ารถยนต์มาจำหน่ายและสร้างยอดขายได้ แต่หากยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ธุรกิจก็อาจยุติการดำเนินงานได้
ดังนั้น สิ่งที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญคือการ ให้ข้อมูลและสร้างความเข้าใจแก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับการเลือกซื้อรถยนต์ รวมถึงการวางหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกนักลงทุน
โดยในแผนการขอรับสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ควรมีแผนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการดูแลลูกค้า และความรับผิดชอบต่อลูกค้า หากเกิดกรณีถอนการลงทุน ปิดกิจการ หรือไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ รวมถึงแนวทางการชดเชยหรือเยียวยาผู้บริโภค
ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญต่อผู้บริโภค เพราะหากซื้อรถจากแบรนด์ที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ อาจเกิดคำถามตามมาว่า หลังจากนั้นจะมีใครรับผิดชอบด้านบริการหลังการขาย การซ่อมบำรุง และการดูแลรถที่จำหน่ายไปแล้ว
วางรากฐานซัพพลายเชน ดันเป้า GDP โต 5.5% ใน 12 ปี
สุวัชร์ย้ำว่า ภาคอุตสาหกรรมต้องการให้ภาครัฐมีความชัดเจนในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของตัวเลข หากมีการให้ข่าวที่ยังไม่มีการเคาะตัวเลขที่ชัดเจนจะมีผลต่อภาวะตลาด รวมถึงทิศทางนโยบายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ ก็ต้องมีความชัดเจน ตามกรอบเวลา เพราะความล่าช้าอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในกรอบเวลาที่วางไว้
อย่างไรก็ตาม จากการหารือด้านยุทธศาสตร์ร่วมกับภาครัฐ มีการวางเป้าหมายเศรษฐกิจไทยในระยะ 12 ปีข้างหน้าให้ GDP ขยายตัวในระดับ 5.5% โดยอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหนึ่ง ในอุตสาหกรรมสำคัญที่จะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องร่วมกันจัดทำแผนเพื่อกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมให้ชัด พร้อมวางรากฐานซัพพลายเชนยานยนต์ในระยะยาว เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถเดินหน้ารับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและเป้าหมายเศรษฐกิจของประเทศได้
อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวระบุว่า ล่าสุด เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ขณะนี้ได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตเร่งดำเนินการศึกษาและพิจารณารายละเอียด
โดยเน้นย้ำให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็น จากภาคอุตสาหกรรมเพื่อนำข้อเสนอแนะและปัจจัยต่าง ๆ มาประกอบการพิจารณาอย่างรอบคอบ
โครงสร้างการจัดเก็บภาษีเบื้องต้นแบ่งออกเป็น 3 ขั้น ได้แก่
- กลุ่มผลิตในประเทศและใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local content) จำนวนมาก จะเสียภาษีต่ำที่สุด
- ผู้ผลิตที่มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศระดับปานกลาง แต่มีศักยภาพพัฒนาไปสู่การใช้ชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มขึ้นในอนาคต หรือจำเป็นต้องนำเข้าบางรุ่นเพื่อทดลองตลาด จะเสียภาษีปานกลาง
- รถนำเข้าสำเร็จรูป (CBU) จากต่างประเทศแล้วนำมาจำหน่ายในประเทศไทย จะเสียภาษีสูงที่สุด

