รศ. ดร. อนุสรณ์ เตือนอย่าประมาทอุทกภัยซ้ำซาก ชี้ภัยพิบัติไม่ใช่แค่เรื่องธรรมชาติ แต่เป็นความล้มเหลวเชิงโครงสร้างในการบริหารจัดการ ‘ทุนธรรมชาติ’ พร้อมเสนอต้องเร่งทำ Flood Way ใน กทม. ฝั่งตะวันออก ขุดลอกคูคลอง ทำแก้มลิง แนะถมทะเลสร้างเขื่อนกั้นเมือง VS ย้ายเมืองหลวง หนีกรุงเทพฯ จมทะเล
ประเด็นสำคัญ
รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ชี้ว่า ตลอดระยะเวลา 30-40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญภัยพิบัติน้ำท่วมและน้ำแล้งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนถึงความล้มเหลวของนโยบายการบริหารจัดการภัยพิบัติของหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ที่ขาดการลงทุนอย่างมียุทธศาสตร์และอย่างมีบูรณาการ
โดยความเสียหายจากมหาอุทกภัยปี 2554 ส่งผลกระทบต่อประชาชน 16 ล้านคน ใน 74 จังหวัด ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบ และสั่นสะเทือนห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก มูลค่าความเสียหายรวมสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาทตามการประเมินของธนาคารโลก ขณะที่ภัยพิบัติน้ำท่วมในจังหวัดสงขลาและ 9 จังหวัดภาคใต้เมื่อปลายปีที่แล้ว กระทบประชาชน 3.5 ล้านคน เสียชีวิต 162 คน เกิดความเสียหายมากกว่า 1,500 ล้านบาทต่อวัน หรือมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่า 25,000 ล้านบาท
สำหรับสถานการณ์ล่าสุด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระบุว่า ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 21 จังหวัด 93 อำเภอทั่วประเทศ โดยมีพื้นที่ได้รับผลกระทบสะสม 36 จังหวัด รวม 33,302 ครัวเรือน 102,957 คน
ยื่น 3 ข้อถามนายกฯ จี้รื้อระบบงบรายปีสู่ ‘แผนแม่บท 30-100 ปี’
เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ก่อนเกิดน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑล รศ. ดร. อนุสรณ์ ได้ตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี (โดยมี รองนายกรัฐมนตรี ทรงศักดิ์ ทองศรี มาตอบแทน) เรื่องมาตรการเตรียมความพร้อม แผนแม่บทระยะยาว และการประเมินความเสี่ยงจากวิกฤตอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อปกป้องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ท่ามกลาง Climate Change, น้ำทะเลหนุนสูง, แผ่นดินทรุดตัว และปัญหาการใช้งบแก้ปัญหาน้ำแบบรายปี โดยยื่น 3 ข้อถามสำคัญ ได้แก่
- การประเมินความเสียหายและระบบการเงิน รัฐได้ประเมินมูลค่าความเสียหายกรณีท่วมขัง 1 เดือนหรือไม่ พร้อมศักยภาพสถาบันการเงิน-ประกันภัย และมาตรการช่วยภาคธุรกิจและประชาชน
- แผนแม่บทระยะยาวและความคุ้มค่า มีวิสัยทัศน์จัดทำ ‘แผนแม่บทป้องกันอุทกภัย 30-100 ปี’ แทนงบรายปีหรือไม่ และได้ประเมิน Cost-Benefit Analysis ระหว่างงบป้องกันเทียบกับงบเยียวยาอย่างไร
- วิกฤตแผ่นดินทรุด มีข้อมูลพื้นที่แผ่นดินทรุดรุนแรงที่สุดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลหรือไม่ พร้อมมาตรการทางวิศวกรรม กฎหมาย และงบประมาณในการชะลอและแก้ไขปัญหาอย่างไร
ทั้งนี้ ในวันดังกล่าว รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความมั่นใจว่าสามารถบริหารจัดการน้ำท่วมได้ และบอกว่าไม่น่าจะเกิดปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑล
เสนอทำ Flood Way กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก และฟื้นฟู ‘ทุนธรรมชาติ’
รศ. ดร. อนุสรณ์ เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาอุทกภัยน้ำท่วมซ้ำซากต้องอาศัยมาตรการโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวควบคู่ไปกับมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและมาตรการเยียวยาเร่งด่วนที่โปร่งใสและเข้าถึงจริง โดยพื้นที่ กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ต้องมีการลงทุนทำ Flood Way (ทางระบายน้ำหลาก) ซึ่งเป็นช่องทางหรือพื้นที่ที่ถูกกำหนดและออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อใช้เบี่ยงและระบายน้ำปริมาณมหาศาลให้ออกห่างจากพื้นที่เศรษฐกิจ ชุมชนหนาแน่น หรือเมืองใหญ่ ลงสู่ทะเลหรือพื้นที่รองรับน้ำได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่พื้นที่กรุงเทพฯ ตะวันตกเฉียงใต้ (เขตตลิ่งชันและทวีวัฒนา) ได้ร่วมกับ กทม. สนับสนุนการขุดลอกคูคลองอย่างสม่ำเสมอ กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อให้ระบายน้ำได้เร็วและท่วมขังน้อยลง
นอกจากนี้ ได้เตือนผู้บริหารประเทศและ กทม. ว่าต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาท แม้ฝนต้นฤดูจะน้อย แต่กราฟฝนสะสม 4 ปีเฉพาะเดือนกันยายนที่พุ่งสูงทำสถิติเหมือนหลอกให้ตายใจ ทำให้ปริมาณน้ำฝนมาถล่มหนักจนรับมือไม่ทันและระบบเตือนภัยก็ไม่แจ้งล่วงหน้า สำหรับมาตรการเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในภาพรวม ประกอบด้วย
- การบริหารจัดการพื้นที่รับน้ำ ทำแก้มลิง เตรียมทุ่งรับน้ำ ขุดลอกและปรับปรุงพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น บางระกำโมเดล ให้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำ และปรับปฏิทินเพาะปลูกหลบฤดูน้ำหลาก
- สิ่งก่อสร้างป้องกันน้ำและระบบระบายน้ำ สร้างเขื่อนคันกั้นน้ำ และผนังกั้นน้ำริมแม่น้ำหรือพื้นที่เศรษฐกิจให้แข็งแรง ได้มาตรฐานอย่างเป็นระบบ ปรับปรุงระบบระบายน้ำและลำน้ำหลัก ขุดลอกคูคลอง สร้างและซ่อมแซมประตูระบายน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ในจุดเสี่ยง รวมถึงพัฒนาศูนย์เตือนภัยพิบัติระดับภูมิภาคและท้องถิ่นที่แม่นยำ เชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์
- การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานทางนิเวศ น้ำท่วมซ้ำซากแท้จริงแล้วมิใช่เพียง ‘ภัยธรรมชาติ’ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากแต่เป็นผลลัพธ์ของความล้มเหลวเชิงโครงสร้างในการบริหารจัดการ ทุนธรรมชาติ (Natural Capital) โดยเฉพาะการเสื่อมโทรมของป่าต้นน้ำ ซึ่งเป็น โครงสร้างพื้นฐานทางนิเวศ (Ecological Infrastructure) ที่สำคัญที่สุดในการควบคุมวัฏจักรน้ำ การฟื้นฟูป่าต้นน้ำจึงเป็น ‘การลงทุนสาธารณะ’ ที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมสูง
ทางเลือกระดับชาติ ถมทะเลสร้างเขื่อนกั้นเมือง VS ย้ายเมืองหลวง หนีกรุงเทพฯ จมทะเล
สิ่งที่เป็นความเสี่ยงสูงสุดของสังคมไทยในอนาคต คือ กรุงเทพฯ กำลังจะค่อยๆ จมลงและจะอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลในที่สุด จนพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องเผชิญมหาอุทกภัย รศ. ดร. อนุสรณ์ จึงเสนอให้รัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมกันระดมความคิดเห็นและนำเสนอทางออก โดยตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษา 2 ทางเลือกใหญ่อย่างจริงจัง ดังนี้
- เนเธอร์แลนด์โมเดล ถมทะเลและสร้างเขื่อนกั้นน้ำเพื่อป้องกันกรุงเทพฯ (เสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาเรื่องถมทะเลและการสร้างเขื่อนป้องกันกรุงเทพฯ)
- อินโดนีเซียโมเดล ย้ายเมืองหลวง เพื่อลดการขยายตัวของกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมกระจายความเจริญไปยังภูมิภาคอื่นๆ (เสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาเรื่องการย้ายเมืองหลวง)
เปิดขั้นตอนและเกณฑ์เยียวยา กทม. ประกาศเขตสาธารณภัยครอบคลุม 50 เขต
พรรคประชาชนได้ประสานงานร่วมกับสำนักงานเขตและผู้บริหารกรุงเทพมหานคร โดย กทม. ได้ขยายพื้นที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต มีผลตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 2569 เพื่อให้หน่วยงานเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบต้องดำเนินการ 3 ขั้นตอน ดังนี้
- แจ้งความเสียหาย แจ้งต่อสำนักงานเขตในพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สำรวจข้อเท็จจริง ทำบัญชีผู้ประสบภัยและทรัพย์สิน และออกหนังสือรับรองผู้ประสบภัย
- เตรียมเอกสาร แบบสอบข้อเท็จจริงผู้ประสบอุทกภัย, สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, หนังสือรับรองผู้ประสบภัย, บันทึกประจำวัน, เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์หรือการครอบครองที่พักอาศัย และภาพถ่ายความเสียหาย
- เก็บหลักฐาน ถ่ายภาพหรือวิดีโอความเสียหายของบ้าน ทรัพย์สิน เครื่องมือประกอบอาชีพ ไว้เป็นหลักฐาน
สำหรับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาของ กทม. มีดังนี้
- ค่าสร้าง/ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย จ่ายตามความเสียหายจริง ไม่เกินหลังละ 49,500 บาท
- ค่าที่พักชั่วคราว/เช่าบ้าน เสียหายบางส่วน ไม่เกิน 3,000 บาท/ครอบครัว, เสียหายทั้งหลัง ไม่เกิน 3,000 บาท/เดือน (ไม่เกิน 2 เดือน)
- ค่าดำรงชีพเบื้องต้น กรณีเสียหายทั้งหลัง ครอบครัวละไม่เกิน 3,800 บาท, เสียหายบางส่วน ครอบครัวละไม่เกิน 1,800 บาท
- เงินทุนประกอบอาชีพ: ครอบครัวละไม่เกิน 11,400 บาท (กรณีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ประกอบอาชีพเสียหายจนใช้การไม่ได้)
- เงินบาดเจ็บและค่ารักษาพยาบาล เงินปลอบขวัญบาดเจ็บ ไม่เกินรายละ 2,300 บาท, ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก ไม่เกิน 2,000 บาท, ผู้ป่วยใน ไม่เกิน 4,000 บาท
- กรณีเสียชีวิต ค่าจัดการศพ ไม่เกิน 29,700 บาท และเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้เสียชีวิต ไม่เกิน 29,700 บาท/ครอบครัว
- การแจกจ่ายสิ่งของจำเป็น เครื่องอุปโภคบริโภค ยารักษาโรค เครื่องครัว เครื่องนุ่งห่ม เครื่องนอน และอุปกรณ์การเรียน
หากประชาชนไม่ได้รับเงินช่วยเหลือหรือได้รับไม่ครบตามความเสียหายจริง สามารถยื่น ‘แบบคำขออุทธรณ์ผลการตรวจสอบข้อมูลผู้ประสบอุทกภัย’ พร้อมหลักฐานภาพถ่ายและเอกสารรับรอง ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในเวลาที่กำหนด โดยสามารถติดต่อแจ้งเหตุได้ที่ สำนักงานเขตพื้นที่, สายด่วน กทม. 1555, แอปพลิเคชัน Traffy Fondue และศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร โทร. 02-248-5115 ตลอด 24 ชั่วโมง
ภาพ: ‘อนุสรณ์’ เสนอทางรอด

