วันนี้ (26 กันยายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านการพัฒนาทุนมนุษย์และเกษตรกร เปิดเผยถึงแผนเผชิญเหตุเพื่อรับมือสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงทั่วประเทศว่า ได้สั่งการให้กระทรวงและหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแล เร่งขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือฉุกเฉินอย่างเป็นระบบในทุกมิติ และลงพื้นที่สถานีสูบน้ำปากคลองรังสิตเพื่อติดตามการทำงานของกรมชลประทาน และบูรณาการร่วมกับกรุงเทพมหานครในการเร่งแก้ปัญหาโดยด่วน
สำหรับมาตรการของกระทรวง อว. ได้สั่งการให้หน่วยงานและสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ประสบภัยหรือพื้นที่เสี่ยง ปรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์แทนการเรียนในพื้นที่ (On-site) เพื่อความปลอดภัย พร้อมให้จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือ จัดเตรียมศูนย์พักพิง จุดพักรถ และหน่วยบริการสุขภาพสำหรับผู้ประสบภัย ตลอดจนเตรียมความพร้อมกำลังพลในการลงพื้นที่ช่วยเหลือซ่อมแซมที่พักอาศัย ยานพาหนะ และดูแลสุขภาพของประชาชนเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
ทั้งนี้ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้มอบหมายให้ ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำรองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ประสานงานข้ามหน่วยงาน โดยบูรณาการร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำรถยกสูงเข้าช่วยเหลือและอพยพกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก ออกจากพื้นที่ประสบภัย พร้อมเพิ่มเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และกำลังทหารช่างพัฒนา เข้าช่วยเหลือเร่งด่วนในพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก โดยประชาชนสามารถแจ้งขอความช่วยเหลือผ่านตัวแทนในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันที
ด้าน นิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า มีความห่วงใยประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง จึงกำชับให้หน่วยงานในสังกัด พม. ทั้งศูนย์ สถาน บ้าน นิคม หน่วยงานของการเคหะแห่งชาติ บ้านมั่นคงของ พอช. และศูนย์สร้างสุข ทั่วประเทศ เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงให้เตรียมอพยพผู้รับบริการไปยังสถานที่ปลอดภัย หรือศูนย์พักพิงที่รัฐและท้องถิ่นจัดไว้ พร้อมทั้งใช้ข้อมูล MSO Logbook ในการชี้เป้าให้ท้องถิ่นเข้าอพยพช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้ทันท่วงที โดยให้รายงานสถานการณ์ทุกวัน และประชาชนสามารถขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วน พม. 1300 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง
ขณะที่ กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนด 5 มาตรการเร่งด่วน ยึดหลักความปลอดภัยและการเรียนต้องไม่สะดุด โดยมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาสั่งปิดเรียนหรือปรับรูปแบบการสอนได้ทันที พร้อมยืดหยุ่นการส่งงานเพื่อลดภาระครอบครัว สำหรับการเยียวยา สพฐ. ได้จัดสรรงบเขตพื้นที่การศึกษาละ 350,000 บาท เพื่อเร่งซ่อมแซมอาคารเรียน ส่วนการสอบของคุรุสภาใน 3 ศูนย์สอบที่ได้รับผลกระทบ ได้เตรียมจัดสอบชดเชยไว้แล้ว นอกจากนี้ ยังเตรียมระดมทีมอาชีวะอาสาลงพื้นที่ช่วยซ่อมแซมระบบไฟฟ้าและบ้านเรือนหลังน้ำลด
สำหรับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศูนย์ SWOC ได้ติดตามสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด โดยมีการปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งยังอยู่ในกรอบความปลอดภัย พร้อมใช้ยุทธศาสตร์ ‘หน่วงตอนบน ควบคุมตอนกลาง เร่งระบายตอนล่าง’ กักน้ำในเขื่อนหลักเพื่อเหลื่อมเวลามวลน้ำ และเร่งเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ร่นเวลาการระบายน้ำลงอ่าวไทยจาก 5 ชั่วโมงเหลือเพียง 10 นาที ส่วนภาคตะวันออกได้ระดมเครื่องสูบและผลักดันน้ำเข้าช่วยพื้นที่เสี่ยงแล้ว
ส่วน กระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคมเตรียมแผนรองรับการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในพื้นที่เสี่ยง โดยพิจารณาย้ายหน่วยเลือกตั้งหรือเลื่อนวันเลือกตั้งตามความเหมาะสมของสถานการณ์วิกฤตในแต่ละจังหวัด นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานตั้งจุดบริการช่วยเหลือด้านการเดินทาง และเตรียมจัดทีมช่างผู้เชี่ยวชาญเปิดศูนย์ตรวจเช็กและซ่อมแซมยานพาหนะ ทั้งเครื่องยนต์ทั่วไปและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ถูกน้ำท่วม เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและฟื้นฟูวิถีชีวิตของประชาชนอย่างเร่งด่วน
ด้าน ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ได้หารือกับ ประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อกำชับทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมเข้าสนับสนุนพื้นที่ ภายใต้หลักการ ‘คนต้องปลอดภัย วัฒนธรรมต้องไม่เสียหาย’ โดยระดมเครือข่ายวัฒนธรรม ศาสนา ศิลปิน และชุมชนทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมช่วยเหลือทั้งถุงยังชีพ สิ่งของจำเป็น และเครื่องสมณบริขาร พร้อมสั่งการให้เร่งสำรวจและป้องกันความเสียหายต่อศาสนสถาน โบราณสถาน โบราณวัตถุ พิพิธภัณฑ์ และแหล่งเรียนรู้ ตลอดจนใช้ระบบติดตามสถานการณ์ภายใต้หลัก ‘รายงานครั้งเดียว ใช้ข้อมูลร่วมกัน’ เพื่อให้เห็นข้อมูลชุดเดียวกันและช่วยเหลือพื้นที่ได้ทันท่วงที


