วันนี้ (23 กันยายน) ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 1011/2569 ในคดีระหว่าง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับพวกรวม 2 คน ผู้ฟ้องคดี และนายกรัฐมนตรีกับพวกรวม 9 คน ผู้ถูกฟ้องคดี โดยมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลางที่ไม่รับคำขอของยิ่งลักษณ์ให้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีใหม่
ประเด็นสำคัญ
คดีนี้สืบเนื่องจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขแดงที่ อผ. 160-163/2568 ซึ่งยิ่งลักษณ์ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ให้เธอรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว โดยศาลปกครองสูงสุดพิพากษาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว เฉพาะส่วนที่กำหนดให้ยิ่งลักษณ์รับผิดเกินกว่า 10,028,861,880.83 บาท
เหตุใดหนังสือกระทรวงพาณิชย์จึงไม่ใช่หลักฐานใหม่
ในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ยิ่งลักษณ์อ้างหนังสือกระทรวงพาณิชย์ ด่วนที่สุด ที่ พณ 0302.3/781 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ศาลปกครองสูงสุดจึงพิจารณาว่า หนังสือฉบับนี้เป็นพยานหลักฐานใหม่ที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงซึ่งศาลรับฟังเป็นยุติแล้วเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญหรือไม่
หนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ชี้แจงยิ่งลักษณ์เกี่ยวกับคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ลับ ที่ 453/2559 ลงวันที่ 19 กันยายน 2559 ซึ่งให้เจ้าหน้าที่รัฐ 6 รายชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยชี้แจงว่า คำสั่งนั้นดำเนินการถูกต้องตามรูปแบบที่กำหนดไว้แล้ว เจ้าหน้าที่บางรายที่อยู่ภายใต้คำสั่งได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ของศาลปกครองสูงสุด นอกจากนี้ คำสั่งดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ภายใต้คำสั่ง ไม่ได้ใช้บังคับกับบุคคลอื่น
ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า เนื้อหาของหนังสือเป็นการตอบข้อหารือระหว่างยิ่งลักษณ์กับกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับมาตรการบังคับทางปกครองตามคำสั่งที่ให้เจ้าหน้าที่ทั้ง 6 รายรับผิดจากกรณีทุจริตในกระบวนการนำข้าวของรัฐไปจำหน่ายตามสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G จำนวน 4 ฉบับ แต่คำสั่งกระทรวงพาณิชย์ฉบับนั้น ไม่ใช่คำสั่งทางปกครองที่เป็นเหตุแห่งคดีที่ยิ่งลักษณ์ฟ้อง ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับคำสั่งกระทรวงการคลัง
ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงวินิจฉัยว่า หนังสือกระทรวงพาณิชย์ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่ที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงซึ่งศาลปกครองสูงสุดรับฟังเป็นยุติแล้วเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
เหตุใดข้อโต้แย้งเรื่องการคำนวณความรับผิดจึงไม่เข้าเกณฑ์รื้อคดี
ยิ่งลักษณ์ยังอ้างว่า ศาลปกครองสูงสุดกำหนดให้เธอรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในสัดส่วนร้อยละ 50 โดยคำนวณจากฐานความเสียหายตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ลับ ที่ 453/2559 ทั้งที่เธอไม่ได้เป็นบุคคลที่อยู่ภายใต้คำสั่งดังกล่าว
อีกประเด็นหนึ่ง ยิ่งลักษณ์อ้างว่า ศาลนำข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม. 178/2560 และ อม. 179/2560 รวมทั้งคำพิพากษาในชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ อม.อธ. 2-3/2562 ลงวันที่ 6 กันยายน 2562 มาประกอบการพิจารณา ทั้งที่เธอไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าว และข้อเท็จจริงเหล่านั้นเกิดขึ้นภายหลังกระทรวงการคลังออกคำสั่งให้เธอชดใช้ค่าเสียหาย
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ตั้งแต่ปีการผลิต 2555/56 ถึง 2556/57 ครอบคลุมกระบวนการทั้งหมด ทั้งการตรวจสอบคุณสมบัติและรับรองเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ การนำข้าวไปจำนำ การเก็บรักษาข้าวเปลือกในโรงสีและโกดังกลาง การสวมสิทธิชาวนา การนำข้าวจากต่างประเทศมาสวมสิทธิ ตลอดจนการระบายข้าวแบบ G to G ความเสียหายของโครงการจึงรวมทั้งขั้นตอนรับจำนำและขั้นตอนระบายข้าว
ศาลระบุว่า ในคำพิพากษาเดิม ศาลปกครองสูงสุดใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานเกี่ยวกับความเสียหายในขั้นตอนระบายข้าวแบบ G to G ที่ปรากฏในสำนวน ทั้งในชั้นศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด รวมถึงคำคู่ความที่คู่กรณียื่นต่อศาลแล้ว ข้อกล่าวอ้างของยิ่งลักษณ์ในส่วนนี้จึงเป็นการโต้แย้งการใช้ดุลพินิจของศาลในการพิจารณาและวินิจฉัยคดีเดิม
ศาลเห็นว่า ข้อโต้แย้งดังกล่าวไม่ใช่กรณีที่ศาลรับฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดหรือมีพยานหลักฐานใหม่ที่อาจเปลี่ยนข้อเท็จจริงอันเป็นยุติในสาระสำคัญ และไม่ใช่ข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนพิจารณาที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม จึงไม่เข้าเงื่อนไขการพิจารณาคดีใหม่ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ศาลปกครองสูงสุดจึงเห็นว่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของยิ่งลักษณ์ฟังไม่ขึ้น และเห็นพ้องกับศาลปกครองกลางที่ไม่รับคำขอพิจารณาคดีใหม่ไว้พิจารณา ก่อนมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลาง
ทั้งนี้ คำสั่งวันที่ 23 กันยายน เป็นการวินิจฉัยว่าจะรับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่หรือไม่ ไม่ใช่การพิพากษากำหนดจำนวนเงินชดใช้ค่าเสียหายใหม่


