×

Gastech และปมปัญหาความเป็นธรรมภูมิอากาศ

โดย THE STANDARD TEAM
17.09.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกงาน Gastech และประเด็นความเป็นธรรมภูมิอากาศ พร้อมภาพโรงงานอุตสาหกรรม

HIGHLIGHTS

  • โลกเหลือเพดานการปล่อยคาร์บอนสะสมเพียง 170 พันล้านตัน หรือเทียบเท่าการปล่อยอีกประมาณ 4 ปี แต่โครงสร้างพื้นฐานพลังงานฟอสซิลและศูนย์ข้อมูลถูกออกแบบให้ใช้งานยาวนานหลายทศวรรษ จึงเกิดความขัดแย้งระหว่างเวลาของระบบภูมิอากาศกับเวลาของการลงทุน
  • ดร.กฤษฎาชี้ว่า การดึงทรัพยากรน้ำในภาคตะวันออกเพื่อรองรับอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการแย่งชิงน้ำจากภาคเกษตรและครัวเรือน ซึ่งส่งผลให้แผนการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ (NAP) ด้อยประสิทธิภาพลง และสร้างความเปราะบางใหม่ให้กับชุมชน
  • เขายังมองว่า กลไกชดเชยทางสิ่งแวดล้อม เช่น Carbon Credit หรือ Biodiversity Credit มีข้อจำกัดพื้นฐานและไม่สามารถทดแทนความซับซ้อนของระบบนิเวศ ความทรงจำ และความผูกพันของชุมชนที่ถูกทำลายไปได้

การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรปที่กำลังเข้าสู่โค้งสุดท้าย ได้นำข้อตกลง UPOV 1991 กลับมาเป็นประเด็นถกเถียงที่สำคัญอีกครั้ง ด้วยความกังวลว่ากฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่นี้จะเข้ามาจำกัดสิทธิของเกษตรกรในการเข้าถึง เก็บรักษา และแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์

 

 
 

บทความโดย ดร.กฤษฎา บุญชัย ผู้ประสานงาน Thai Climate Justice for All (TCJA) หรือเครือข่ายความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ เสนอให้ประเทศไทยพิจารณาอย่างรอบคอบว่า จะยอมรับพันธกรณีที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างระบบนิเวศและสังคม หรือจะสงวนพื้นที่เชิงนโยบายเพื่อปกป้องวิถีชีวิตและความหลากหลายทางชีวภาพ

 

Gastech และปมปัญหาความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ

 

กลางเดือนกันยายน 2569 คนสองกลุ่มเดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อพูดถึงอนาคต แต่อนาคตที่พวกเขาพูดถึงดูเหมือนเป็นคนละโลก

 

ภายในงาน Gastech 2026 ที่ BITEC รัฐบาล บริษัทพลังงาน นักลงทุน และผู้พัฒนาเทคโนโลยีจากหลายประเทศพูดถึงก๊าซธรรมชาติ LNG ปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์ข้อมูล และความมั่นคงทางพลังงาน

 

ขณะที่ด้านนอก ชาวบ้านจากระยอง ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรีเรียกร้องให้ทบทวนทิศทางพลังงานและการพัฒนาที่กำลังเปลี่ยนทะเล แหล่งน้ำ พื้นที่เกษตร สุขภาพ และบ้านของพวกเขา

 

ความแตกต่างนี้ทำให้ Gastech มีความหมายมากกว่างานประชุมพลังงาน เพราะเบื้องหลังข้อถกเถียงเรื่องโรงไฟฟ้า ท่อก๊าซ นิคมอุตสาหกรรม หรือศูนย์ข้อมูล คือคำถามว่า ในเวลาที่วิกฤตภูมิอากาศและการสูญเสียธรรมชาติกำลังเปลี่ยนเงื่อนไขพื้นฐานของชีวิต เราจะยังสร้างอนาคตจากวิธีคิดเรื่องการพัฒนาแบบเดิมได้อีกนานเพียงใด

 

โลกกำลังนับถอยหลัง แต่อุตสาหกรรมลงทุนเป็นทศวรรษ

 

Global Carbon Budget 2025 ประเมินว่า นับจากต้นปี 2026 โลกเหลือ เพดานการปล่อยคาร์บอนสะสมประมาณ 170 พันล้านตัน CO₂ สำหรับโอกาสร้อยละ 50 ที่จะจำกัดภาวะโลกร้อนไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส หากการปล่อยยังอยู่ใกล้ระดับปี 2025 ปริมาณนี้เทียบได้กับการปล่อยอีกประมาณสี่ปี แม้การคำนวณมีช่วงความไม่แน่นอน แต่สาระสำคัญชัดเจนว่า พื้นที่สำหรับการปล่อยเพิ่มเติมกำลังหดตัวอย่างรวดเร็ว

 

ขณะที่โลกนับพื้นที่คาร์บอนที่เหลือเป็นหลักปี โรงไฟฟ้าก๊าซ ท่อส่งก๊าซ ท่า LNG และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานกลับถูกออกแบบให้ใช้งานเป็นเวลาหลายทศวรรษ การลงทุนวันนี้จึงสร้างทั้งสินทรัพย์และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่จะทำให้โครงสร้างเหล่านั้นถูกใช้งานต่อไป ความขัดแย้งสำคัญจึงเกิดขึ้นระหว่าง เวลาของระบบภูมิอากาศกับเวลาของการลงทุน

 

เมื่อพื้นที่คาร์บอนมีจำกัด ทุกการลงทุนระยะยาวย่อมเกี่ยวข้องกับการจัดสรรอนาคต พื้นที่คาร์บอนที่เหลือควรถูกใช้เพื่ออะไร ใครได้รับประโยชน์ ใครรับต้นทุน และผู้ที่ใช้พื้นที่ของชั้นบรรยากาศไปมากแล้วควรรับผิดชอบแตกต่างจากผู้ที่ยังต้องการพลังงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างไร นี่ทำให้เรื่องพลังงานเป็นเรื่อง Climate Justice หรือความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ

 

ความหมายของ Gastech ยิ่งชัดเมื่อ Chevron, ExxonMobil และ Shell ซึ่งเป็นผู้ร่วมเป็นเจ้าภาพของ Gastech 2026 ต่างอยู่ในฐานข้อมูล Carbon Majors ในกลุ่มผู้ผลิตฟอสซิลที่เชื่อมโยงกับการปล่อยสะสมระดับสูงของโลก

 

Gastech ไม่ได้กำหนดแผนพลังงานไทยโดยตรง แต่เป็นพื้นที่ที่รัฐบาล บริษัท นักลงทุน ผู้ซื้อ ผู้ผลิตเทคโนโลยี และผู้กำหนดนโยบายมาพบกัน สร้างเครือข่าย พัฒนาธุรกิจ และสร้างภาพว่าพลังงานแบบใดควรมีบทบาทในอนาคต

 

เศรษฐกิจแบบไหน กำลังสร้างความต้องการพลังงาน

 

ประเทศไทยประกาศ NDC 3.0 ตั้งเป้าให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิลดจาก 287.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2019 เหลือ 152 ล้านตันในปี 2035 หรือลดลงร้อยละ 47 พร้อมทิศทางสู่ Net Zero ในปี 2050 นั่นหมายความว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่พื้นที่สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องแคบลงอย่างรวดเร็ว

 

ในเวลาเดียวกัน นโยบายส่งเสริมการลงทุนกำลังสร้างความต้องการไฟฟ้าชุดใหม่ ข้อมูลของ BOI ระบุว่าโครงการ Data Center ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี 2024–2026 จำนวน 42 โครงการ มีกำลัง IT Load รวมประมาณ 3,400 เมกะวัตต์ และมูลค่าการลงทุนประมาณ 750,000 ล้านบาท ตัวเลขระดับนี้ทำให้ Data Center กลายเป็นตัวแปรสำคัญของระบบพลังงานไทย

 

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยกำลังรับฟังความคิดเห็นต่อ PDP 2026 ซึ่งจะกำหนดโครงสร้างระบบไฟฟ้าระยะยาว จึงเห็น ความย้อนแย้งเชิงนโยบายของรัฐ อย่างชัดเจน

 

ด้านหนึ่ง NDC กำหนดให้พื้นที่การปล่อยของประเทศแคบลง แต่อีกด้านหนึ่ง นโยบายเศรษฐกิจกำลังสร้างความต้องการไฟฟ้าจากกิจกรรมที่ใช้พลังงานสูง ขณะที่ PDP ต้องตัดสินใจว่าจะสร้างระบบพลังงานแบบใดมารองรับ

 

หากความต้องการใหม่นำไปสู่โรงไฟฟ้าก๊าซ การนำเข้า LNG หรือโครงสร้างพื้นฐานฟอสซิลเพิ่มเติม รัฐก็อาจกำลังสร้างเงื่อนไขที่ทำให้เป้าหมายภูมิอากาศของตนเองบรรลุได้ยากขึ้น เพราะสินทรัพย์เหล่านี้มีอายุหลายทศวรรษและสามารถสร้างพันธะต่อการใช้ฟอสซิลไปไกลกว่าปี 2035

 

ความย้อนแย้งจึงไม่ได้อยู่ที่ PDP เพียงแผนเดียว แต่เกิดจากนโยบายภูมิอากาศ พลังงาน และเศรษฐกิจที่ยังขาดกรอบร่วมว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตภายใต้ข้อจำกัดด้านคาร์บอนอย่างไร การถกเถียง PDP จึงควรย้อนกลับไปตรวจสอบ สมมติฐานความต้องการไฟฟ้า ว่าความต้องการใหม่เกิดจากเศรษฐกิจแบบใด ใครได้รับประโยชน์ และกิจกรรมเหล่านั้นมีคุณค่าต่อสังคมมากพอที่จะใช้พื้นที่คาร์บอนที่กำลังเหลือน้อยลงเพียงใด

 

การมีส่วนร่วมของประชาชนควรเริ่มตั้งแต่การกำหนดสมมติฐานของอนาคต ก่อนที่ตัวเลขความต้องการไฟฟ้าจะถูกทำให้กลายเป็นข้อเท็จจริงทางเทคนิคที่ระบบพลังงานมีหน้าที่เพียงสร้างกำลังผลิตตามให้ทัน

 

จากข้อจำกัดด้านคาร์บอนสู่ข้อจำกัดทางนิเวศ

 

Data Center ทำให้เห็นว่าโลกดิจิทัลที่ดูเหมือนไร้น้ำหนักมีร่างกายทางกายภาพขนาดใหญ่ เซิร์ฟเวอร์ต้องใช้ไฟฟ้า ระบบหล่อเย็นต้องใช้น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานต้องตั้งอยู่บนแผ่นดินจริง

 

ในภาคตะวันออก สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติคาดว่าความต้องการใช้น้ำใน EEC ในปี 2580 จะเพิ่มเป็น 3,615 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 22 จากปี 2567 ขณะที่ความต้องการน้ำของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 58 จนนำไปสู่แผนพัฒนาแหล่งน้ำ โครงข่ายน้ำ ระบบสูบและผันน้ำเพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว

 

น้ำในโลกภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นทั้งทรัพยากรทางเศรษฐกิจและฐานของความสามารถในการปรับตัวของครัวเรือน เกษตรกร ชุมชน และธรรมชาติ น้ำที่จัดสรรเพิ่มให้กิจกรรมหนึ่งจึงมีต้นทุนทางเลือก ในปีแล้ง น้ำปริมาณเดียวกันอาจเป็นน้ำสำหรับครัวเรือน สวนผลไม้ พื้นที่เกษตร พื้นที่ชุ่มน้ำ ลำน้ำ และระบบนิเวศที่ต้องรับมือกับความร้อนและความแห้งแล้ง

 

ปัญหาจึงลึกกว่าการมีน้ำ ‘เพียงพอ’ เพราะการสร้างอ่างเก็บน้ำ โครงข่ายน้ำ หรือระบบสูบและผันน้ำไม่ได้สร้างน้ำขึ้นใหม่ หากเปลี่ยนสถานที่ เวลา และผู้ที่เข้าถึงน้ำ รวมทั้งเปลี่ยนความสัมพันธ์ของน้ำกับระบบนิเวศทั้งลุ่มน้ำ แม่น้ำไม่ได้ทำหน้าที่เพียงส่งน้ำ จังหวะน้ำหลากและน้ำลดสัมพันธ์กับการวางไข่และอพยพของปลา การกระจายเมล็ดพันธุ์ การพาตะกอนและธาตุอาหาร การรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าริมน้ำ ปากแม่น้ำและชายฝั่ง

 

เมื่อการกักเก็บหรือผันน้ำเปลี่ยนจังหวะเหล่านี้ สิ่งที่เปลี่ยนจึงมีทั้งปริมาณน้ำและ จังหวะการทำงานของระบบนิเวศ ผลกระทบเดินทางไกลกว่าพื้นที่อ่างเก็บน้ำ ตะกอนและธาตุอาหารที่ลดลงกระทบพื้นที่เกษตรและระบบนิเวศท้ายน้ำ การไหลที่เปลี่ยนกระทบแหล่งวางไข่และอนุบาลสัตว์น้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำอาจไม่ได้รับน้ำตรงฤดูกาล

 

ขณะที่น้ำจืดที่ไหลลงสู่ปากแม่น้ำมีบทบาทต่อความเค็ม สารอาหาร และฐานของประมงชายฝั่ง การสร้างความมั่นคงทางน้ำให้กิจกรรมเศรษฐกิจแห่งหนึ่งจึงอาจสร้างความไม่มั่นคงทางนิเวศและอาหารในอีกพื้นที่หนึ่ง

 

สำหรับชุมชน ผลกระทบเหล่านี้ไม่จบลงที่คำว่า ‘สิ่งแวดล้อม’ เมื่อปลาและสัตว์น้ำลดลง อาหารและรายได้ลดตาม ครัวเรือนอาจมีหนี้เพิ่ม สมาชิกครอบครัวออกไปทำงานนอกพื้นที่ การทำประมงหรือเกษตรลดลงทำให้ความรู้เรื่องฤดูกาล พันธุ์พืช พันธุ์ปลา และการจัดการทรัพยากรขาดการส่งต่อ

 

ความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชนเปลี่ยนตามโครงสร้างอาชีพ ความสูญเสียทางนิเวศจึงเคลื่อนต่อไปเป็น ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสุขภาวะเป็นลูกโซ่

 

เมื่อแผนปรับตัวอาจถูกนโยบายอีกด้านลดทอน

 

ความย้อนแย้งเชิงนโยบายปรากฏอีกด้านเมื่อพิจารณา แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ หรือ NAP ซึ่งกำหนดการจัดการทรัพยากรน้ำเป็นหนึ่งในหกสาขาหลักของการปรับตัว เป้าหมายคือการลดความเปราะบางและเพิ่มความสามารถในการรับมือกับภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง แต่ความสามารถในการปรับตัวไม่ได้เกิดจากการมีแผนเพียงอย่างเดียว มันขึ้นอยู่กับว่าผู้คนและระบบนิเวศยังเหลือทรัพยากรสำหรับปรับตัวมากเพียงใด

 

หากนโยบายส่งเสริมการลงทุนสร้างความต้องการน้ำและพลังงานขนาดใหญ่ขึ้น ขณะที่ NAP พยายามเพิ่มความสามารถในการปรับตัวของเกษตรกร ชุมชน และระบบนิเวศ รัฐก็อาจกำลังสร้างความขัดแย้งภายในนโยบายของตนเอง ประสิทธิผลของ NAP อาจถูกลดทอน หากทรัพยากรพื้นฐานที่ทำให้การปรับตัวเกิดขึ้นจริงถูกจัดสรรไปสนับสนุนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ใช้ทรัพยากรเข้มข้น

 

การสร้างอ่างเก็บน้ำและระบบผันน้ำเพื่อเพิ่มความมั่นคงให้ภาคเศรษฐกิจบางส่วนยังอาจลดความยืดหยุ่นของระบบนิเวศที่ชุมชนใช้เป็นฐานในการรับมือกับวิกฤต พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าต้นน้ำ ระบบเกษตรที่หลากหลาย และแหล่งอาหารตามธรรมชาติล้วนทำหน้าที่เสมือนเครือข่ายความปลอดภัยในช่วงแล้ง น้ำท่วม หรือฤดูกาลผิดปกติ

 

การลดความหลากหลายเหล่านี้เพื่อสร้างระบบน้ำที่มีประสิทธิภาพสำหรับกิจกรรมบางประเภท จึงอาจเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรน้ำด้านหนึ่ง แต่ลดความสามารถในการปรับตัวของทั้งสังคมและระบบนิเวศในอีกด้านหนึ่ง

 

การปรับตัวของภาคส่วนหนึ่งจึงสามารถกลายเป็น maladaptation หรือการปรับตัวที่สร้างความเปราะบางใหม่ให้ผู้อื่น ได้ นี่คือ Adaptation Justice หรือความเป็นธรรมในการปรับตัว ในความหมายที่ลึกกว่าเรื่องงบประมาณและโครงการ

 

คำถามคือ ใครยังเหลือทรัพยากรสำหรับปรับตัว ใครมีอำนาจตัดสินใจเหนือทรัพยากรเหล่านั้น และธรรมชาติเองเหลือพื้นที่มากพอที่จะฟื้นคืนตัวหรือไม่ เมื่อแม่น้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่า และชายฝั่งสูญเสียความสามารถในการฟื้นตัว ชุมชนที่ดำรงชีวิตอยู่กับระบบนิเวศเหล่านั้นก็สูญเสียความสามารถในการปรับตัวไปพร้อมกัน

 

ดังนั้น NDC, PDP และ NAP ต้องถูกอ่านเป็นระบบเดียวกัน หากนโยบายเศรษฐกิจและพลังงานสร้างทั้งพันธะต่อฟอสซิลและการแย่งใช้ทรัพยากรที่จำเป็นต่อการปรับตัว ความสำเร็จของแผนหนึ่งก็สามารถถูกลดทอนโดยอีกนโยบายหนึ่ง

 

คุณค่าที่ราคาและเครดิตทดแทนไม่ได้

 

ความสัมพันธ์เหล่านี้ทำให้เห็นข้อจำกัดของการตีมูลค่าธรรมชาติ ระบบนิเวศไม่ได้ประกอบด้วยทรัพยากรแต่ละชนิดที่สามารถแยกออกมาตีราคาแล้วนำมารวมกันได้ แม่น้ำมีทั้งน้ำ ตะกอน ธาตุอาหาร ปลา พืช พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่า ปากแม่น้ำและทะเล แต่คุณค่าที่สำคัญเกิดจาก ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบเหล่านี้และกระบวนการที่ดำเนินต่อเนื่องผ่านเวลา

 

ต่อให้สามารถประเมินราคาปลาที่สูญเสีย รายได้ของครัวเรือน หรือมูลค่าบริการของพื้นที่ชุ่มน้ำได้ เงินจำนวนเดียวกันก็ไม่ได้สร้างแม่น้ำที่มีความสัมพันธ์ทางนิเวศแบบเดิมขึ้นมาใหม่ หรือสร้างความรู้ ความทรงจำ ความผูกพันกับพื้นที่ และเครือข่ายทางสังคมที่ก่อตัวผ่านหลายชั่วอายุคนกลับคืนมา การมีราคาจึงไม่เท่ากับการสามารถทดแทนได้

 

นี่คือข้อจำกัดพื้นฐานของค่าชดเชย Carbon Credit, Biodiversity Credit และกลไกชดเชยอื่นๆ เพราะกลไกเหล่านี้ต้องแปลงความซับซ้อนบางส่วนของธรรมชาติเป็นหน่วยที่วัด เปรียบเทียบ และแลกเปลี่ยนได้

 

แต่ระบบนิเวศแต่ละแห่งมีประวัติศาสตร์ สถานที่ ความสัมพันธ์ และกระบวนการฟื้นตัวเฉพาะ ความสมบูรณ์ที่สร้างขึ้นในพื้นที่หนึ่งจึงไม่สามารถลบความสูญเสียของอีกพื้นที่ออกจากโลกด้วยการหักลบทางบัญชี

 

ยิ่งในภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ความสูญเสียวันนี้ยังสามารถลดศักยภาพในการปรับตัวของอนาคต พื้นที่ชุ่มน้ำที่หายไปลดความสามารถรับน้ำหลาก ความหลากหลายของพันธุ์พืชที่ลดลงทำให้ระบบเกษตรมีทางเลือกน้อยลงเมื่ออุณหภูมิและฝนเปลี่ยน และความรู้ท้องถิ่นที่ขาดช่วงทำให้คนรุ่นต่อไปมีเครื่องมือรับมือกับความผันผวนน้อยลง ความเสียหายจึงไม่ได้สิ้นสุดในวันที่เกิดโครงการ แต่สามารถส่งต่อความเปราะบางไปถึงอนาคต

 

เมื่อปัญหาไปไกลกว่ามูลค่าของธรรมชาติ ตรงนี้ทำให้ Ecological Justice และ Rights of Nature มีความหมายมากกว่าการเพิ่ม “มูลค่าของธรรมชาติ” เข้าไปในระบบเศรษฐกิจ คำถามที่ลึกกว่าคือ มีสิ่งใดบ้างที่สังคมควรรักษาไว้ตั้งแต่ต้น โดยไม่เปิดให้การทำลายกลายเป็นทางเลือกที่สามารถซื้อ ชดเชย หรือแลกเปลี่ยนได้

 

เมื่อระบบเศรษฐกิจยอมให้การทำลายแห่งหนึ่งเกิดขึ้นโดยมีการชดเชยในอีกแห่ง มันกำลังใช้อำนาจกำหนดว่า ระบบนิเวศใดสามารถสูญเสียได้ ชีวิตใดสามารถถูกแทนที่ และความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับธรรมชาติแห่งใดสามารถถูกตัดขาดเพื่อแลกกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

 

Rights of Nature เปลี่ยนจุดตั้งต้นของความสัมพันธ์นี้ โดยถือว่าแม่น้ำ ป่า ทะเล ระบบนิเวศ และชุมชนของสิ่งมีชีวิตมีคุณค่า ความต่อเนื่อง และเงื่อนไขของการดำรงอยู่ของตนเอง แม่น้ำต้องเหลือความสามารถในการเป็นแม่น้ำ ทะเลต้องสามารถหล่อเลี้ยงและฟื้นคืนชีวิต ป่าต้องรักษาความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่ประกอบเป็นระบบนิเวศ และมนุษย์ต้องวางตนเองกลับเข้าไปเป็นสมาชิกของระบบชีวิต

 

กฎหมายไทยยังไม่ได้รับรอง Rights of Nature เป็นหลักทั่วไป แต่ Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework ยอมรับระบบคุณค่าที่หลากหลาย รวมถึง Rights of Nature และ Rights of Mother Earth สำหรับประเทศที่รับรองแนวคิดเหล่านี้ และกล่าวถึง Mother Earth Centric Actions ที่มีฐานคิดแบบ ecocentric และ rights-based

 

Rights of Nature จึงกำลังเคลื่อนจากพื้นที่ของปรัชญาและขบวนการทางสังคมเข้าสู่พื้นที่ของกฎหมาย นโยบาย และกรอบความหลากหลายทางชีวภาพระหว่างประเทศมากขึ้น แม้ยังไม่ได้มีสถานะเป็นหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ผูกพันทุกประเทศ

 

ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้อยู่ที่การตั้งคำถามกับฐานคิดที่วางมนุษย์ไว้เหนือระบบชีวิตอื่น และให้อำนาจเศรษฐกิจเป็นผู้ตัดสินว่าธรรมชาติส่วนใดสามารถถูกใช้ เปลี่ยน หรือสูญเสียได้

 

เมื่อมองเช่นนี้ Climate Justice จึงขยายไปสู่ Ecological Justice หรือความเป็นธรรมทางนิเวศ ซึ่งถามทั้งว่าพื้นที่คาร์บอน น้ำ ที่ดิน และทรัพยากรที่เหลือควรถูกแบ่งระหว่างมนุษย์อย่างไร และมนุษย์มีสิทธิจัดสรรพื้นที่ทั้งหมดนั้นให้แก่ตนเองเพียงใด

 

สิ่งที่ชาวบ้านกำลังปกป้อง

 

เมื่อทะเลเสื่อมโทรม สิ่งที่หายไปมีทั้งปลา อาหาร รายได้ ความมั่นคงของครอบครัว ความรู้ในการทำประมง และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับทะเล เมื่อแหล่งน้ำถูกดึงเข้าสู่อุตสาหกรรม ผลกระทบเดินทางต่อไปถึงสวน นา อาหาร ระบบนิเวศ และความสามารถของคนที่จะอยู่ในบ้านเกิด

 

สิ่งที่ชุมชนกำลังปกป้องคือความสัมพันธ์ของชีวิตทั้งระบบ ซึ่งอาจเรียกได้ว่า สุขภาวะทางนิเวศและวัฒนธรรม หรือ Ecological and Cultural Well-being ความอยู่ดีของมนุษย์เกิดขึ้นพร้อมกับทะเลที่ยังมีชีวิต น้ำที่เพียงพอ อาหารที่มั่นคง สุขภาพที่ดี ความสัมพันธ์ของชุมชน และความต่อเนื่องของความรู้และวัฒนธรรมที่ผูกพันกับพื้นที่

 

การมองชุมชนเหล่านี้เพียงในฐานะผู้คัดค้านการพัฒนาทำให้มองไม่เห็นข้อเสนอเกี่ยวกับอนาคตที่อยู่ภายในเสียงคัดค้านนั้น ชุมชนที่ถูกวางไว้ชายขอบของกระบวนการตัดสินใจอาจกำลังรักษาความรู้บางอย่างเกี่ยวกับอนาคต ซึ่งศูนย์กลางของการพัฒนาทำหล่นหายไประหว่างทาง

 

ความเหลื่อมล้ำจึงลึกกว่ารายได้หรือภาระมลพิษ มันคือ ความเหลื่อมล้ำของอำนาจในการนิยามว่าอนาคตที่พึงปรารถนาคืออะไร ใครกำหนดว่าพื้นที่ควรเป็นนิคมอุตสาหกรรม ศูนย์ข้อมูล หรือพื้นที่เกษตร ใครตัดสินว่าน้ำควรไหลไปที่ใด และความต้องการไฟฟ้าชนิดใดคือความจำเป็นของประเทศ

 

ในเวลาที่พื้นที่คาร์บอนกำลังหดลงและระบบนิเวศจำนวนมากกำลังสูญเสียความสามารถในการฟื้นตัว บางทีเสียงที่สังคมควรฟังให้มากขึ้นอาจเป็นเสียงที่ยังยืนอยู่นอกห้องซึ่งอนาคตกำลังถูกตัดสิน เพราะสิ่งที่ชุมชนเหล่านั้นกำลังบอกเราคือ โลกที่ต้องกอบกู้กลับคืนมาไม่ใช่ธรรมชาติที่ตั้งอยู่รอบตัวมนุษย์ แต่คือสายสัมพันธ์ของชีวิตที่มนุษย์เองดำรงอยู่ภายในนั้น

 

ความเจริญของโลกใหม่จึงต้องมีความหมายมากกว่าการรักษาเศรษฐกิจเดิมให้เดินต่อไปด้วยเทคโนโลยีที่สะอาดขึ้น ความท้าทายที่แท้จริงคือการสร้างเศรษฐกิจ สังคม ระบบพลังงาน และความสัมพันธ์กับธรรมชาติขึ้นใหม่ เพื่อให้ความอยู่ดีของมนุษย์เกิดขึ้นพร้อมกับการฟื้นคืนของโลกที่มีชีวิต

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising