วันนี้ (14 กันยายน) เวลา 08.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีคำวินิจฉัยในคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในวันนี้ ว่ามีแรงกดดันอะไรต่อรัฐบาลหรือไม่ว่า ตนว่าไม่มี ซึ่งรัฐบาลยืนยันชัดเจนมาโดยตลอดว่า ใครทำอะไรก็ต้องรับผิดชอบ และรัฐบาลไม่ได้เข้าไปวุ่นวายหรือเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องของ กกต.ที่ต้องดำเนินการตามพยานหลักฐาน
เมื่อถามถึงการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 กันยายน ที่มีความพยายามเชื่อมโยงและปลุกระดมมวลชน วรศิษฎ์กล่าวว่า เป็นสิทธิของเขา แต่สุดท้ายต้องทำงานบนข้อเท็จจริงมากกว่า
เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวของหลายกลุ่มในช่วงนี้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ วรศิษฎ์กล่าวว่า ไม่มี เพราะรัฐบาลทำงานเต็มที่มาโดยตลอด อย่างที่ทุกคนเห็นตั้งแต่ตั้งคณะรัฐมนตรีมา รัฐบาลเจอปัญหาทั้งภายในและภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ค่อนข้างเยอะพอสมควร ดังนั้นตอนนี้ทุกคนต้องโฟกัสว่าจะทำอย่างไรให้เคลียร์ปัญหาเหล่านี้ให้เสร็จสิ้น และให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ง่ายที่สุด
เมื่อถามย้ำว่า มีความกังวลหรือไม่ หากคำวินิจฉัยของ กกต.ออกมาแล้วทำให้กลุ่มที่เคลื่อนไหวไม่พอใจและออกมาเคลื่อนไหวกดดันต่อ วรศิษฎ์กล่าวว่า ไม่กังวล อย่างที่บอก ทุกอย่างอยู่บนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน
จากนั้น วรศิษฎ์ขึ้นไปที่ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อรายงาน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงความคืบหน้าการบรรจุข้าราชการท้องถิ่น เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง หลังมีการเพิกถอนผู้ทุจริตเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม
วรศิษฎ์กล่าวว่า วันนี้มารายงานเรื่องกรอบเวลาการบรรจุข้าราชการท้องถิ่นรอบที่ 4 สำหรับบุคคลที่รอเรียกบัญชีอยู่ โดยตั้งใจว่าจะมีการเรียกบรรจุในช่วงเดือนตุลาคม ทั้งนี้ วันที่ 17 กันยายน จะมีการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ซึ่งจะนำเสนอรูปแบบกรอบเวลาให้ ก.กลาง พิจารณา และจะมีการสรุปวันบรรจุ โดยจะดำเนินการให้เร็วที่สุด เพราะเชื่อว่าผู้ที่รอบรรจุอยู่รอมาหลายเดือนแล้ว
เมื่อถามถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้อนุทินระบุว่า การตรวจสอบการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นจะไม่จบเพียงเท่านี้ และจะสาวไปมากกว่านี้ วรศิษฎ์กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่จบแค่นี้อยู่แล้ว เพราะในส่วนของกระทรวงมหาดไทยพยายามเร่งดึงคนที่สอบได้ด้วยความบริสุทธิ์กลับเข้าสู่ระบบโดยเร็วที่สุด และถอดคนที่มีคะแนนผิดปกติออกไปให้เร็วที่สุด ถือว่าเดินมาถึงจุดที่สำเร็จได้ในระดับหนึ่ง
ส่วนการเอาผิดทางอาญาไม่มีทางจบแค่นี้ อย่างที่เห็นเมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีมีการแถลงเพิ่มเติมเรื่องการริบทรัพย์ และระหว่างนั้นก็เห็นว่ามีการจับกุมเพิ่มเติมเป็นรายวัน โดยให้ทีมทำงาน ตำรวจ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขยายผลออกไปเรื่อยๆ และดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด



