ศุภชัย ใจสมุทร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานฝ่ายกฎหมายของพรรค นำเสนอความคิดเห็นทางกฎหมายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะมีกำหนดการพิจารณาในวันที่ 14 กันยายน 2569
ศุภชัยเน้นย้ำถึงหลักการตรวจสอบที่ต้องดำเนินไปตามเงื่อนไขทางกฎหมาย มากกว่าการพิจารณาจากความกังวลหรือกระแสเรียกร้องของสังคม พร้อมจำแนกประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ 7 ประการ เพื่อเป็นบริบทในการทำความเข้าใจอำนาจและหน้าที่ของ กกต.
ศุภชัยชี้แจงในประเด็นแรกและประเด็นที่สองว่า ข้อกังขาของสังคมไม่สามารถนำมาเทียบเท่ากับเกณฑ์ “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ซึ่งไม่ได้กำหนดให้ กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาทันทีเมื่อเกิดข้อสงสัย หรือสังคมเรียกร้อง กกต. ไม่ได้มีหน้าที่เพียงส่งต่อทุกข้อกล่าวหาไปยังศาลเพื่อให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยในชั้นต่อไป แต่มีหน้าที่สืบสวน ไต่สวน ตรวจสอบ และชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน
หากพยานหลักฐานไม่ถึงเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนด กกต. มีอำนาจพิจารณายุติเรื่อง หากให้ทุกคดีถูกส่งขึ้นศาลโดยอัตโนมัติ การกำหนดมาตรฐานพยานหลักฐานในกฎหมายก็จะไม่มีความหมาย
ศุภชัยอธิบายถึงความสำคัญของสำนวนการสืบสวน เนื่องจากมาตรา 226 วรรคสอง กำหนดให้นำสำนวนของ กกต. เป็นหลักในการพิจารณาของศาลฎีกา กกต. จึงต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานให้สิ้นกระแสความ โดยเฉพาะกรณีพยานบุคคลที่มีการกลับคำให้การ ต้องพิจารณาเงื่อนไข เหตุผล และตรวจสอบว่าพยานมีส่วนได้เสียหรือได้รับประโยชน์หรือไม่ โดยอาศัยพยานหลักฐานภายนอกประกอบ
นอกจากนี้ การพิจารณาความรับผิดต้องกระทำเป็นรายบุคคล โดยต้องพิสูจน์การกระทำและเชื่อมโยงพยานหลักฐานไปถึงผู้ถูกกล่าวหาอย่างชัดเจน ไม่สามารถใช้ความผิดปกติในภาพรวมของการเลือก สว. มาเป็นเหตุให้ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนต้องรับผิดตามไปด้วย
ศุภชัยระบุถึงหลักความรับผิดชอบ (Accountability) ภายใต้หลักนิติธรรม (Rule of Law) ว่าหมายถึงความสามารถในการอธิบายเหตุผลของการใช้อำนาจตามกฎหมาย การพิจารณายุติเรื่องเมื่อพยานหลักฐานไม่เพียงพอถือเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย ไม่ใช่ความล้มเหลวของระบบตรวจสอบ
ในทางกลับกัน การส่งคดีขึ้นศาลทั้งที่หลักฐานไม่ถึงเกณฑ์เพียงเพื่อลดแรงกดดันจากสังคม ถือเป็นการละทิ้งหน้าที่ในการใช้ดุลพินิจ หลักนิติธรรมนี้ต้องคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหาให้ได้รับกระบวนการที่เป็นธรรมและมีโอกาสโต้แย้ง โดยต้องไม่ใช้หลักการส่งคดีขึ้นศาลไปก่อนเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาไปพิสูจน์ตนเองในภายหลัง
ศุภชัยสรุปว่า ในวันที่ 14 กันยายน กกต. มีหน้าที่ตอบคำถามตามรัฐธรรมนูญอย่างตรงไปตรงมาว่า พยานหลักฐานในสำนวนมีความชอบด้วยกฎหมาย มีความน่าเชื่อถือ และเชื่อมโยงถึงผู้ถูกกล่าวหาจนถึงระดับ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” หรือไม่ หากพยานหลักฐานถึงเกณฑ์ ต้องดำเนินการส่งศาล หากพยานหลักฐานไม่ถึงเกณฑ์ ต้องยุติเรื่อง
โดยการตัดสินใจทั้งสองทางต้องมีเหตุผลทางกฎหมายรองรับ ซึ่งความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมจะต้องวัดจากการบังคับใช้กฎหมายตามพยานหลักฐาน เพื่อไม่ให้มีบุคคลใดอยู่เหนือกฎหมาย และในขณะเดียวกันต้องไม่มีบุคคลใดถูกตัดสินจากกระแสสังคมจนทำให้กฎหมายสูญเสียความหมาย


