×

ศุภชัยกางหลักกฎหมายคดีทุจริตเลือก สว. ย้ำ กกต. ต้องไม่ตอบตามกระแสกดดัน

โดย THE STANDARD TEAM
13.09.2026
ศุภชัย ใจสมุทร สส. พรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวประเด็นคดีทุจริตเลือก สว.

ศุภชัย ใจสมุทร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานฝ่ายกฎหมายของพรรค นำเสนอความคิดเห็นทางกฎหมายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะมีกำหนดการพิจารณาในวันที่ 14 กันยายน 2569

 

ศุภชัยเน้นย้ำถึงหลักการตรวจสอบที่ต้องดำเนินไปตามเงื่อนไขทางกฎหมาย มากกว่าการพิจารณาจากความกังวลหรือกระแสเรียกร้องของสังคม พร้อมจำแนกประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ 7 ประการ เพื่อเป็นบริบทในการทำความเข้าใจอำนาจและหน้าที่ของ กกต.

 

ศุภชัยชี้แจงในประเด็นแรกและประเด็นที่สองว่า ข้อกังขาของสังคมไม่สามารถนำมาเทียบเท่ากับเกณฑ์ “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ซึ่งไม่ได้กำหนดให้ กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาทันทีเมื่อเกิดข้อสงสัย หรือสังคมเรียกร้อง กกต. ไม่ได้มีหน้าที่เพียงส่งต่อทุกข้อกล่าวหาไปยังศาลเพื่อให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยในชั้นต่อไป แต่มีหน้าที่สืบสวน ไต่สวน ตรวจสอบ และชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน

 

หากพยานหลักฐานไม่ถึงเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนด กกต. มีอำนาจพิจารณายุติเรื่อง หากให้ทุกคดีถูกส่งขึ้นศาลโดยอัตโนมัติ การกำหนดมาตรฐานพยานหลักฐานในกฎหมายก็จะไม่มีความหมาย

 

ศุภชัยอธิบายถึงความสำคัญของสำนวนการสืบสวน เนื่องจากมาตรา 226 วรรคสอง กำหนดให้นำสำนวนของ กกต. เป็นหลักในการพิจารณาของศาลฎีกา กกต. จึงต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานให้สิ้นกระแสความ โดยเฉพาะกรณีพยานบุคคลที่มีการกลับคำให้การ ต้องพิจารณาเงื่อนไข เหตุผล และตรวจสอบว่าพยานมีส่วนได้เสียหรือได้รับประโยชน์หรือไม่ โดยอาศัยพยานหลักฐานภายนอกประกอบ

 

นอกจากนี้ การพิจารณาความรับผิดต้องกระทำเป็นรายบุคคล โดยต้องพิสูจน์การกระทำและเชื่อมโยงพยานหลักฐานไปถึงผู้ถูกกล่าวหาอย่างชัดเจน ไม่สามารถใช้ความผิดปกติในภาพรวมของการเลือก สว. มาเป็นเหตุให้ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนต้องรับผิดตามไปด้วย

 

ศุภชัยระบุถึงหลักความรับผิดชอบ (Accountability) ภายใต้หลักนิติธรรม (Rule of Law) ว่าหมายถึงความสามารถในการอธิบายเหตุผลของการใช้อำนาจตามกฎหมาย การพิจารณายุติเรื่องเมื่อพยานหลักฐานไม่เพียงพอถือเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย ไม่ใช่ความล้มเหลวของระบบตรวจสอบ

 

ในทางกลับกัน การส่งคดีขึ้นศาลทั้งที่หลักฐานไม่ถึงเกณฑ์เพียงเพื่อลดแรงกดดันจากสังคม ถือเป็นการละทิ้งหน้าที่ในการใช้ดุลพินิจ หลักนิติธรรมนี้ต้องคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหาให้ได้รับกระบวนการที่เป็นธรรมและมีโอกาสโต้แย้ง โดยต้องไม่ใช้หลักการส่งคดีขึ้นศาลไปก่อนเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาไปพิสูจน์ตนเองในภายหลัง

 

ศุภชัยสรุปว่า ในวันที่ 14 กันยายน กกต. มีหน้าที่ตอบคำถามตามรัฐธรรมนูญอย่างตรงไปตรงมาว่า พยานหลักฐานในสำนวนมีความชอบด้วยกฎหมาย มีความน่าเชื่อถือ และเชื่อมโยงถึงผู้ถูกกล่าวหาจนถึงระดับ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” หรือไม่ หากพยานหลักฐานถึงเกณฑ์ ต้องดำเนินการส่งศาล หากพยานหลักฐานไม่ถึงเกณฑ์ ต้องยุติเรื่อง

 

โดยการตัดสินใจทั้งสองทางต้องมีเหตุผลทางกฎหมายรองรับ ซึ่งความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมจะต้องวัดจากการบังคับใช้กฎหมายตามพยานหลักฐาน เพื่อไม่ให้มีบุคคลใดอยู่เหนือกฎหมาย และในขณะเดียวกันต้องไม่มีบุคคลใดถูกตัดสินจากกระแสสังคมจนทำให้กฎหมายสูญเสียความหมาย


READ MORE





Latest Stories