ศุภชัย ใจสมุทร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานฝ่ายกฎหมายของพรรค ได้แสดงความคิดเห็นถึงข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเห็นของคณะกรรมไต่สวนและสืบสวนฯ ชุดที่ 26 และคณะอนุกรรมการวินิจฉัยและชี้ขาดฯ ชุดที่ 36 ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ผ่านเฟซบุ๊ก
ศุภชัยย้ำว่า ประเด็นดังกล่าวไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นเพียงคำถามง่าย ๆ ว่า “ใครช่วยใคร” แต่ควรพิจารณาว่า ความเห็นของฝ่ายใดตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และหลักกฎหมายมากกว่ากัน
ศุภชัยระบุว่า ประเด็นสำคัญคือ รัฐธรรมนูญ มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 62 กำหนดมาตรฐานไว้ว่า ต้อง “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการกระทำความผิด ดังนั้น การกล่าวหาบุคคลจึงไม่อาจอาศัยเพียงภาพรวมของข้อกล่าวหา “หรือเลือกเชื่อพยานหลักฐานเฉพาะส่วนที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่านั้น
“สิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจัง คือข้อสังเกตที่ว่าปรากฏอยู่ในสำนวนของคณะที่ 26 ว่า การวินิจฉัยข้อเท็จจริงบางส่วนอาจมีความขัดแย้งกันเอง กล่าวคือ การกระทำเดียวกันถูกนำไปใช้สนับสนุนข้อกล่าวหาในสำนวนหนึ่ง แต่ในอีกสำนวนหนึ่งกลับมีความเห็นให้ยกคำร้อง จึงเกิดคำถามโดยตรงต่อความสม่ำเสมอในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน”
ศุภชัยยังเห็นว่า สิ่งที่คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 พึงทำ คือการเลือกใช้แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเลือก สว. เป็นหลักในการชั่งน้ำหนักพยาน เพราะเป็นบรรทัดฐานที่มีอยู่จริง ไม่ใช่การสร้างมาตรฐานขึ้นใหม่
โดยหลักสำคัญจากคำพิพากษาศาลฎีกา ต้องพิสูจน์ให้ได้ทั้งว่าการกระทำที่กล่าวหาเกิดขึ้นจริง และมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงผู้สมัครที่ถูกกล่าวหา หากพิสูจน์ไม่ได้ ศาลย่อมยกคำร้อง ดังปรากฏชัดในคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 8/2568 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 55/2568 ซึ่งศุภชัยชี้ว่า นี่คือหัวใจสำคัญของเรื่อง
ศุภชัยระบุด้วยว่า คดีเลือก สว. ไม่ควรตัดสินจากจำนวนข่าว จำนวนครั้งที่มีคนออกมาแถลง หรือแรงกดดันทางการเมือง แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร และมีหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลนั้นจริงหรือไม่
พร้อมระบุว่า เมื่อแนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักไว้แล้ว การยึดแนวทางของศาลเป็นมาตรฐานในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ย่อมมีเหตุผลมากกว่าการตัดสินคดีตามกระแส
“ในกระบวนการยุติธรรม ‘ข้อกล่าวหา’ ไม่ใช่ ‘ข้อพิสูจน์’ และกระแสสังคมไม่อาจมีน้ำหนักเหนือพยานหลักฐานและกฎหมายได้” ศุภชัยทิ้งท้าย


