×

นายกฯ ฝาก วปอ. เป็นเครือข่ายแห่งความเข้าใจ-ลงมือทำ ช่วยสื่อสารทิศทางประเทศ หวังไทยกำหนดอนาคตตัวเอง ปราศจากแรงกดดันภายนอก

โดย THE STANDARD TEAM
07.09.2026
  • LOADING...
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดกิจกรรม NDC’68 Symposium ของ วปอ.

วันนี้ (7 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเป็นประธานการจัดกิจกรรม NDC’68 Symposium ภายใต้แนวคิด ‘Resilient Thailand’ ของหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ

 

ทันทีที่เดินทางถึง นายกรัฐมนตรีได้รับชมการนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ก่อนร่วมถ่ายภาพที่ระลึกบริเวณบูธถ่ายภาพโปสเตอร์ลายหนังสือพิมพ์ หลังจากนั้นได้รับฟังรายงานการดำเนินงานจากผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (ผอ.วปอ.)

 

จากนั้นนายกรัฐมนตรีรับฟังผลการศึกษาและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติจากนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 68 และกล่าวเปิดกิจกรรม NDC’68 Symposium ภายใต้แนวคิด ‘Resilient Thailand’ ว่า รู้สึกยินดีที่ได้กลับมาเยือน วปอ. อีกครั้ง และในฐานะศิษย์เก่า ตระหนักดีว่าสิ่งสำคัญที่ได้รับจากหลักสูตรไม่ใช่เพียงความรู้ในห้องเรียน แต่คือการได้เห็นประเทศไทยในหลายมิติ และสร้างเครือข่ายคนที่จะร่วมกันรับผิดชอบอนาคตประเทศ

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วปอ. รุ่นที่ 68 เป็นรุ่นแรกของตนเอง และได้ให้คนที่มีชื่อออกไปแล้วกลับเข้ามาใหม่ เพื่อไม่ให้เรื่องของการเมืองหรืออารมณ์ใดที่ทำให้เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของ วปอ. ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเป็นเรื่องของความมั่นคง เป็นเรื่องที่คณะกรรมการ กองบัญชาการทหารสูงสุด และกระทรวงกลาโหม กลั่นกรองมาเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น เรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้ คนนอกไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง และควรให้เกียรติกับผู้ที่ได้รับการกลั่นกรองมาแล้ว ในฐานะศิษย์เก่าของ วปอ.

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แนวคิด ‘Resilient Thailand’ สอดคล้องกับทิศทางการทำงานของรัฐบาล ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ กติกาการค้า เทคโนโลยี AI พลังงาน และโครงสร้างประชากร ดังนั้น ประเทศไทยต้องไม่เพียงอยู่รอด แต่ต้องสามารถก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคงและแข็งแกร่ง

 

ขณะที่ความมั่นคงของประเทศในวันนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการป้องกันภัยจากประเทศเพื่อนบ้านหรือภัยคุกคาม แต่หมายถึงการทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมจากภายใน สามารถรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลงและอิทธิพลจากภายนอกได้ โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี AI พลังงาน และโครงสร้างประชากร

 

รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก คือ การเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ การปฏิรูประบบราชการ และการพัฒนาคนหรือพัฒนาทุนมนุษย์ โดยการเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ รัฐบาลต้องการสร้างเครื่องยนต์ใหม่ควบคู่กับการเสริมความแข็งแกร่งของเครื่องยนต์เดิม โดยส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งดิจิทัล AI เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์แห่งอนาคต พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ อาหาร การแพทย์ รวมถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ซึ่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจมีความสำคัญไม่แพ้ความมั่นคงทางทหาร

 

โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยเผชิญความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลเข้ามาทำงานในช่วงที่ความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นมีการใช้กำลังปะทะกัน สิ่งที่รัฐบาลและกองทัพต้องทำคือการเตรียมความพร้อมด้านการป้องกันประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งได้รับผลกระทบและมีความกังวลมากกว่าประชาชนในพื้นที่ชั้นใน เพราะไม่รู้ว่าจะมีเหตุการณ์หรือเสียงปะทะเกิดขึ้นใกล้บ้านอีกเมื่อใด

 

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลมีหน้าที่ทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัย และหากมีการรุกรานหรือเกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก ประเทศไทยก็ต้องมีความพร้อมในการตอบสนอง เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าใจผิดว่าสามารถเข้ามารุกรานประเทศไทยได้โดยไม่มีผลกระทบ พร้อมยืนยันว่า สิ่งที่รัฐบาลและกองทัพดำเนินการด้านการป้องกันประเทศตลอดช่วงที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์ และจำเป็นต้องรักษาความพร้อมดังกล่าวต่อไป เพราะความสัมพันธ์ทางการทูตยังไม่กลับคืนสู่ภาวะปกติ

 

แม้ประเทศจะต้องเตรียมพร้อมด้านความมั่นคง แต่ประชาชนและภาคเอกชนยังสามารถใช้ชีวิตและดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตามปกติ ทั้งการลงทุน การขยายธุรกิจ และการวางแผนพัฒนาประเทศ เพราะประเทศไทยต้องรักษาสมดุลระหว่างการรับมือกับภัยคุกคามและการเดินหน้าเศรษฐกิจ

 

ส่วนการปฏิรูประบบราชการไม่ใช่เพียงการลดจำนวนข้าราชการ แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และบทบาทของภาครัฐ โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยลดขั้นตอนและภาระประชาชน ขณะเดียวกัน รัฐต้องเข้มแข็งและทำงานได้รวดเร็วในภารกิจที่จำเป็น

 

สำหรับการพัฒนาคน รัฐบาลต้องการให้คนไทยก้าวทันเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงเป็นแรงงานในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ แต่ต้องเป็นวิศวกร เป็นนักพัฒนาระบบ เป็นผู้ประกอบการ และสามารถนำโครงสร้างพื้นฐานใหม่มาสร้างธุรกิจ และทำให้ประเทศมีรายได้สูงขึ้น จึงต้องเดินหน้าการอัปสกิล รีสกิล

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ประเทศไทยต้องไม่ปิดตัวเองจากโลก แต่ต้องเปิดประเทศ เชื่อมโยงกับโลก ดึงเทคโนโลยี ความรู้ และคนเก่งเข้ามา พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะรับผลการศึกษาของ วปอ. รุ่นที่ 68 ให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาต่อยอดเป็นนโยบายของรัฐบาล

 

พร้อมอยากเห็น วปอ. เป็นมากกว่าเครือข่ายผู้นำ แต่เป็นเครือข่ายแห่งความเข้าใจและเครือข่ายแห่งการลงมือทำ พร้อมฝากให้ทุกคนช่วยสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าประเทศไทยกำลังเดินไปในทิศทางใด เมื่อเกิดความเข้าใจแล้ว ความร่วมมือต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้นและบรรลุตามเป้าหมาย

 

หากทุกคนช่วยกัน เชื่อว่าประเทศไทยไม่เพียงแต่จะรับมือกับภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ของโลกได้ แต่จะเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศไทย โดยปราศจากแรงกดดันจากภายนอก และเดินไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่ง

 

ภายหลังประธานนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 68 ได้มอบของที่ระลึกให้กับนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเสื้อแจ็กเก็ตรุ่น วปอ. 68 โดยที่แถบด้านขวาติดแถบสัญลักษณ์ วปอ. 61 ซึ่งเป็นรุ่นของนายกรัฐมนตรี พร้อมกับตราสัญลักษณ์หมู่นกหัวขวานที่แขนเสื้อด้านซ้าย ซึ่งเป็นหมู่ที่นายอนุทินสังกัดอยู่ในสมัยเรียน วปอ. 61

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising