‘เอกนิติ’ เผย กระทรวงคมนาคม จ่อหารือ กระทรวงการคลัง เดินหน้าเปลี่ยนรถ รถตู้-รถเมล์-แท็กซี่ คันเก่า สู่ยานยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ภายในสัปดาห์นี้ คาดโซลาร์รูฟท็อปเสนอ ครม. ทันไตรมาส 4 ปีนี้
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยความคืบหน้าของแผนงานที่ 2 ด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาทว่า กระทรวงคมนาคมจะเข้าหารือกับลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ภายในสัปดาห์นี้ (17-21 สิงหาคม) เกี่ยวกับมาตรการเปลี่ยนผ่าน ‘รถสาธารณะ’ จากรถสันดาปมาเป็นรถไฟฟ้า
สำหรับมาตรการผลักดันการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อลดภาระค่าไฟของประชาชนนั้น ดร.เอกนิติเผยว่า กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างหารือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนและเสนอเข้าที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสร็จสิ้นภายในไตรมาส 4 นี้
พร้อมกันนี้ ดร.เอกนิติย้ำว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญสัญญาณเปราะบางอีกครั้ง หลังดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2/2569 พลิกกลับมาขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส จากพลังงานนำเข้าที่มีต้นทุนพุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังยืดเยื้อ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน
“เราพึ่งพาแก๊สธรรมชาตินำเข้ากว่า 65% พอน้ำมันแพงอีก เศรษฐกิจก็ถูกกระทบอีก เศรษฐกิจไทยอ่อนแออย่างนี้ เราถึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน และต้องทำควบคู่กันหลายภาคส่วน” ดร.เอกนิติกล่าว
วางกรอบเปลี่ยนผ่านพลังงาน 3 ด้าน
ด้าน ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แต่ละนโยบายภายใต้แผนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มีวัตถุประสงค์ 3 ด้านด้วยกันได้แก่
1) เป็นตัว ‘Jump Start’ เร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานในประเทศ
2) บรรเทาภาระค่าไฟฟ้า และค่าโดยสารของประชาชน
3) สร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ
โดยเม็ดเงิน 200,000 ล้านภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินจะทำหน้าที่เป็นตัวเร่งหรือ ‘Jump Start’ ให้เกิดการลงทุนพร้อมกันในหลายภาคส่วน ทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงาน ซึ่งทางฝั่งผู้ผลิต จะช่วยสร้างแหล่งพลังงานสะอาดใหม่ ยกระดับระบบสายส่งและสมาร์ทมิเตอร์ ขณะที่ฝั่งผู้ใช้ไฟฟ้า จะปรับเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น พร้อมพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
นอกจากมาตรการระยะสั้นเพื่อเร่งการลงทุนแล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าวางรากฐานระยะยาว เช่น การผลักดันระบบ Direct PPA ซึ่งจะเปิดทางให้ ‘ผู้ประกอบการและภาคธุรกิจขนาดใหญ่’ สามารถซื้อขายไฟจากผู้ผลิตพลังงานสะอาดได้โดยตรง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาวอีกด้วย
โดย รัฐบาลมุ่งเปลี่ยนผ่านพลังงานผ่าน 3 แนวทางหลัก ดังนี้
- การเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพิ่มการผลิตและใช้พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์รูฟท็อป ระบบสายส่ง และระบบกักเก็บพลังงาน
- การขนส่ง เปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็นรถ EV
- การเพิ่มศักยภาพประชากร พัฒนาทักษะแรงงานรองรับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ช่างติดตั้งโซลาร์และช่างซ่อมบำรุงรถ EV
เดินหน้าโละ รถตู้-รถเมล์-แท็กซี่ เก่าสู่ EV
ก่อนหน้านี้ ดร.เอกนิติเผยว่า ในการดำเนินมาตรการเปลี่ยนผ่านจากรถสันดาปมาเป็นรถไฟฟ้า รัฐบาลจะเริ่มต้นดำเนินการในส่วนของ ‘รถยนต์สาธารณะ’ ก่อนดำเนินการเปลี่ยนผ่านไปสู่ ‘รถยนต์นั่งส่วนบุคคล’
สำหรับเหตุผลที่ต้องเดินหน้าในส่วนของ ‘รถยนต์สาธารณะ’ ก่อนเป็นลำดับแรก เนื่องจาก รถตู้ รถแท็กซี่ รถเมล์ มีปริมาณการใช้งานสูง และส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ขณะที่ ‘รถยนต์นั่งส่วนบุคคล’ ยังคงมีมาตรการ EV 3.5 ที่ภาครัฐสนับสนุนอยู่อีกคันละ 50,000 บาท
สำหรับขั้นตอนกำจัดรถเก่าออกจากระบบ จะมีการหารือกับกระทรวงคมนาคมในการถอนทะเบียน ส่วนการกำจัดซากรถ แยกชิ้นส่วน อยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรม ในการจัดหาหน่วยงานที่สามารถกำจัดซากรถได้ตามมาตรฐาน ซึ่งอาจดึงภาคเอกชนช่วยในการกำจัดซากรถ

