ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดแนวคิดจัดตั้ง ‘Thailand Brain Initiative’ วางวิทยาศาสตร์สมองเป็นฐานสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพคนไทยตั้งแต่วัยเด็ก วัยทำงาน ผู้พิการ จนถึงผู้สูงอายุ ภายใต้แนวคิด ‘Every Mind, Full Potential’
พร้อมมอบหมายสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD เป็นโต้โผเชื่อมเครือข่ายมหาวิทยาลัย นักวิจัย แพทย์ วิศวกร ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายศาสตร์ ร่วมพัฒนา Framework ผลักดันสู่กรอบระดับชาติ หวังสร้างความเชี่ยวชาญด้าน Brain Science ของไทย และต่อยอดสู่ New Growth Engine ภายใต้เศรษฐกิจที่แข่งขันด้วยปัญญามากกว่าต้นทุน
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวระหว่างการบรรยายในงาน ‘Brain Longevity Bootcamp 2026’ ซึ่ง OKMD ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ กรุงเทพมหานคร จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 14–16 สิงหาคม 2569 ณ ห้องสมุดสิ่งแวดล้อม สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) กรุงเทพมหานครโดยการจัดงานครั้งนี้เป็นครั้งที่ 1 จากทั้งหมด 4 ครั้ง
โดยระบุว่า แนวคิด Thailand Brain Initiative เกิดขึ้นจากการมองศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับสมองให้ลึกกว่าการศึกษาด้านการแพทย์เพียงอย่างเดียว และนำความเข้าใจเรื่องสมองไปเชื่อมโยงกับสุขภาพ การเรียนรู้ ผู้พิการ วัฒนธรรม เทคโนโลยี ตลอดจนเศรษฐกิจใหม่
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ที่ผ่านมาหลายประเทศให้ความสำคัญกับการศึกษาสมองอย่างจริงจัง ทั้งโครงการ Blue Brain Project และ Brain Initiative ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำไปสู่การลงทุนด้านงานวิจัยและองค์ความรู้จำนวนมาก ขณะที่ประเทศไทยเองมีฐานความรู้ นักวิจัย และบริบทเฉพาะที่สามารถสร้างความได้เปรียบ โดยเฉพาะการศึกษาสมองและพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับสุขภาวะ จิตใจ การทำสมาธิ ความรู้สึก ตลอดจนวัฒนธรรมและประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า หากประเทศไทยสามารถลงลึกถึงกลไกการทำงานของ Neurocircuit หรือวงจรประสาท เข้าใจว่าอารมณ์ ความรู้สึก และกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้เกิดการกระตุ้นของสมองอย่างไร เชื่อมโยงกับฮอร์โมนและระบบชีวภาพอย่างไร จะช่วยเปลี่ยนองค์ความรู้หรือภูมิปัญญาที่ปัจจุบันอาศัยประสบการณ์และความรู้สึก ไปสู่องค์ความรู้ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และสามารถนำไปสร้างนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ได้
สำหรับ Thailand Brain Initiative เบื้องต้นวางกรอบการขับเคลื่อนใน 5 มิชชันหลัก ได้แก่ Brain Health & Well-being หรือ ‘Live Better’ นำวิทยาศาสตร์สมองไปพัฒนาสุขภาพและสุขภาวะ เชื่อมโยงกับ Scientific Wellness ซึ่งมีศักยภาพเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ
มิชชันที่สอง Learning & Human Potential มุ่งนำความเข้าใจเกี่ยวกับสมองมาปลดล็อกศักยภาพการเรียนรู้ ตั้งแต่เด็กไปจนถึงคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะการออกแบบการเรียนรู้แบบ Personalized ที่สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานของสมองแต่ละคน
มิชชันที่สาม Neurotechnology & Disability พัฒนาเทคโนโลยีสมองและเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้พิการ รวมถึง Brain–Computer Interface หรือ BCI เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสื่อสาร การเคลื่อนไหว การฟื้นฟู และการดำรงชีวิตอย่างเป็นอิสระ หรือ Independent Living
มิชชันที่สี่ Sensory & Neurocultural Economy นำ Neuroscience มาศึกษาและ “ถอดรหัส” ทุนทางวัฒนธรรมและประสบการณ์แบบไทย ตั้งแต่รสชาติ สี เสียง กลิ่น ไปจนถึงความรู้สึกและประสบการณ์ทางวัฒนธรรม เพื่ออธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ว่าสิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กับสมอง ฮอร์โมน ระบบชีวภาพ และสิ่งแวดล้อมอย่างไร ก่อนต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ
และมิชชันที่ห้า Brain-Inspired Computing ศึกษาการทำงานของสมองทั้งภาวะปกติและผิดปกติ เพื่อนำหลักการทำงานของสมองไปพัฒนาเทคโนโลยี Computing, Neural Network, Multi-sensory AI ตลอดจน Chip และ Hardware รูปแบบใหม่
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำในหลายสาขา โดยเฉพาะ Sensory และ Cultural Neuroscience เนื่องจากไทยมีทุนทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็งอยู่แล้ว หากสามารถนำวิทยาศาสตร์สมองเข้ามาอธิบายและสร้างองค์ความรู้ใหม่ จะช่วยยกระดับทุนวัฒนธรรมจากสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง ไปสู่ฐานการสร้างนวัตกรรมและเศรษฐกิจใหม่
ทั้งนี้ ประสบการณ์จากการพัฒนา Brain–Computer Interface และเทคโนโลยีสำหรับผู้พิการในอดีต ทำให้เห็นว่า งานวิจัยไม่ควรสิ้นสุดอยู่เพียงต้นแบบในห้องปฏิบัติการ แต่ต้องพัฒนาไปถึงมาตรฐาน การผลิต การซ่อมบำรุง ทรัพย์สินทางปัญญา และ Commercialization เพื่อให้ประชาชนจำนวนมากสามารถเข้าถึงได้
“ถ้าเราทำเทคโนโลยีขึ้นมาแล้วสร้างความหวังให้คนพิการ แต่สุดท้ายไม่สามารถทำให้เขาใช้ได้จริง ก็ไม่ตอบโจทย์ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้เทคโนโลยีมีคุณภาพดี ราคาประหยัด และขยายผลได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
พร้อมระบุว่า การ Commercialization ไม่ได้ขัดกับการสร้างประโยชน์เพื่อสังคม ตรงกันข้าม หากสามารถสร้างผลิตภัณฑ์หรือ Startup ที่แข่งขันในตลาดโลกและสร้างรายได้ ก็สามารถนำทรัพยากรกลับมาพัฒนาเทคโนโลยีให้คนไทยเข้าถึงได้มากขึ้น เป็นการเดินหน้าทั้งมิติธุรกิจและ Social Impact ไปพร้อมกัน
รมว.อว. กล่าวด้วยว่า อีกโจทย์สำคัญคือการสร้างระบบนิเวศรองรับ เพราะแม้จะมีอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการที่ดีเพียงใด แต่หากผู้ใช้ Wheelchair ยังไม่สามารถออกจากบ้าน ขึ้นรถโดยสาร เดินทางไปทำงาน หรือใช้พื้นที่สาธารณะได้อย่างสะดวก เทคโนโลยีก็ยังไม่สามารถสร้าง Independent Living ได้อย่างแท้จริง การพัฒนาจึงต้องคิดทั้งระบบ ตั้งแต่เทคโนโลยี มาตรฐาน สภาพแวดล้อม ระบบขนส่ง ไปจนถึงการใช้ชีวิตในสังคม
นอกจากนี้ ยังมองว่า การเข้ามาของ AI จะช่วยเร่งการวิเคราะห์ข้อมูลสมองและค้นหา Pattern ที่ในอดีตต้องใช้เวลาศึกษาจากตัวแปรจำนวนมาก แต่การนำ AI มาใช้ต้องเดินควบคู่กับการสร้างความเข้าใจเชิงวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะกลไกของ Neurocircuit เพื่อให้สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดสมองจึงตอบสนองในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ใช่เพียงทราบผลจาก Algorithm เท่านั้น
สำหรับบทบาทของ OKMD ศ.ดร.ยศชนันได้มอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นโต้โผในการตั้งต้น Thailand Brain Initiative เชื่อมโยงกับหน่วยงานด้านนโยบายอย่าง สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) มหาวิทยาลัย นักวิจัย แพทย์ วิศวกร ภาคเอกชน และคนต่างเจเนอเรชันเข้ามาร่วมกันออกแบบ ไม่ใช่ให้ OKMD ดำเนินการเพียงหน่วยงานเดียว โดยหลังจากนี้จะมีการหารือในกลุ่มย่อยเพื่อพัฒนา Framework และผลักดันไปสู่กรอบระดับชาติ รวมถึงสร้างเครือข่าย สถาบัน และ Community ด้าน Brain Science ที่เข้มแข็งของประเทศไทย
ทั้งนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ตั้งเป้าให้การพัฒนาแนวทางดังกล่าวมีความชัดเจนภายในสิ้นปี 2569 เพื่อวางรากฐานการขับเคลื่อนในระยะต่อไป โดยมองว่าไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันในระบบเศรษฐกิจด้วย “ราคาถูก” เพราะข้อจำกัดด้านขนาดประชากรทำให้ยากต่อการแข่งขันกับประเทศขนาดใหญ่ แต่ควรสร้างความได้เปรียบด้วยศักยภาพทางปัญญา ความรู้ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมของคนไทย
“ประเทศไทยควรเดินไปสู่ Intelligence Economy ใช้ความฉลาดและศักยภาพของคนไทยเป็นฐานการแข่งขัน เรามีคนเก่ง มีผลงานระดับโลก และมีศักยภาพที่จะทำเรื่องเหล่านี้ได้ หากสร้าง Network ขึ้นมาช่วยกันทำ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
พร้อมย้ำว่า Thailand Brain Initiative จะไม่ใช่เพียงเรื่องของการศึกษาสมอง แต่เป็นโอกาสในการสร้าง New Growth Engine ที่เชื่อม Brain Science เข้ากับ AI, Computing, Scientific Wellness และเศรษฐกิจวัฒนธรรม เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ภายใต้แนวคิด ‘Every Mind, Full Potential’ ปลดล็อกทุกสมองให้ไปถึงศักยภาพสูงสุด


