วันนี้ (10 สิงหาคม) เวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะ แถลงผลการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569 โดยระบุว่า อนุกรรมการชุดนี้ได้เริ่มเดินเครื่องขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาล กลุ่มที่ 2 ด้านการค้าและบริการ
ศุภจีกล่าวว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้ได้รับโจทย์ 5 ด้าน ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและ Wellness เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตร ค้าปลีกค้าส่ง และการค้าระหว่างประเทศ แต่การทำงานจะไม่จำกัดอยู่ในกรอบเดิม เพราะโจทย์เศรษฐกิจในวันนี้ต้องแก้ทั้งระยะสั้นและวางโครงสร้างระยะยาวไปพร้อมกัน
ที่ประชุมจึงจัดตั้งคณะทำงาน 4 ชุด เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน ไม่ใช่การเพิ่มคณะกรรมการโดยไม่มีตัวขับเคลื่อนจริง ได้แก่ คณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy สินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจชุมชนและ SME และการค้าระหว่างประเทศ
ศุภจีกล่าวว่า แนวคิด Visitor Economy จะมองกว้างกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม ครอบคลุมผู้เดินทางเข้าประเทศ ทั้งนักท่องเที่ยว ผู้เรียน ผู้ติดต่อธุรกิจ และผู้สนใจลงทุน เพื่อให้การเดินทางเข้ามาในไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น โดยเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม ประสบการณ์ บริการ เมืองรอง และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SME จะยกระดับจากโจทย์ค้าปลีกค้าส่งไปสู่ฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศ เพราะ SME และชุมชนมีสัดส่วนราว 35% ของรายได้รวมประเทศ จึงจำเป็นต้องเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
วีรศักดิ์ โค้วสุรัตน์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy กล่าวว่า คณะทำงานจะลงพื้นที่หารือกับภาคส่วนต่างๆ ทุกสัปดาห์ เพื่อค้นหา 4-5 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการภายใน 6-12 เดือนแรก ทั้งการสร้างโอกาสและขจัดอุปสรรค
อุปสรรคสำคัญมีทั้งผู้ประกอบการที่ใช้นอมินี ซึ่งใช้ความได้เปรียบกดทับธุรกิจไทย และกฎระเบียบภายในประเทศที่ถ่วงรั้งผู้ประกอบการไทยเอง จึงต้องปลดล็อกกติกาที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ธุรกิจไทยขยับไปแข่งขันในตลาดโลกได้เร็วขึ้น
กอบศักดิ์ ภูตระกูล กล่าวว่า ภาคเกษตรต้องเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิมไปสู่เกษตรสมัยใหม่และมูลค่าสูง โดยดูครบตั้งแต่ต้นน้ำคือการผลิต กลางน้ำคือการแปรรูป และปลายน้ำคือการตลาด โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกมามากเกินความต้องการของตลาด
ส่วน SME ต้องปรับทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่การเข้าสู่ธุรกิจ การขอใบอนุญาต การขยายกิจการ ไปจนถึงการก้าวสู่ตลาดโลก ปัญหาใบอนุญาตจำนวนมาก เช่น ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมหรือร้านอาหาร เป็นภาระต้นทุนที่ต้องเร่งแก้ไข
ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมจะร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy โดยใช้ทุนวัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างประสบการณ์ใหม่และเพิ่มรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
ด้านการค้าระหว่างประเทศ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าบริบทโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การค้าเชื่อมโยงกับภูมิรัฐศาสตร์และกฎกติกาใหม่มากขึ้น จึงต้องใช้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) เปิดตลาดใหม่ รักษาตลาดเดิม และปรับสมดุลการค้า โดยเพิ่มบทบาท SME ในโครงสร้างการส่งออก
ศุภจีกล่าวว่า รัฐบาลจะเชื่อมงานนี้กับคณะเศรษฐกิจด้านอื่น โดยเฉพาะคณะของเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เพื่อปรับสมดุลการส่งเสริมการลงทุน ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มการใช้วัตถุดิบ แรงงาน และผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่การผลิต
ภาพรวมการประชุมครั้งแรกจึงถือเป็นการเริ่มเดินเครื่องกลไกเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างเป็นระบบ จากการตั้งโจทย์ใหญ่สู่คณะทำงานเฉพาะด้าน พร้อมกรอบการทำงาน 6-12 เดือนแรก เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ปลดล็อกข้อจำกัด และวางฐานเศรษฐกิจการค้า บริการ เกษตร SME และชุมชนให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว


