เวลาเราเห็นภาพซูเปอร์มาร์เกตนำอาหารที่ยังรับประทานได้ไปทำลาย หรือเห็นแบรนด์สินค้าบางแห่งเลือกกำจัดสินค้าคงคลังแทนที่จะนำไปบริจาค คำถามแรกที่เกิดขึ้นในใจของคนส่วนใหญ่มักเป็นคำถามด้านจริยธรรม
ประเด็นสำคัญ
- ทำไมไม่ส่งต่อให้คนที่ต้องการ?
- ทำไมไม่บริจาคให้มูลนิธิหรือชุมชน?
- หรืออย่างน้อย ทำไมไม่นำสินค้าที่เหลือเหล่านั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากกว่าการทำลาย?
คำอธิบายที่เราได้ยินกันบ่อยมักเกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ การควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัยของผู้บริโภค หรือความกังวลว่าสินค้าจะย้อนกลับเข้าสู่ตลาด แต่ในฐานะคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยง ผมอยากชวนมองอีกด้านหนึ่งครับ
บางครั้งสิ่งที่กำหนดการตัดสินใจของธุรกิจ อาจไม่ใช่ความตั้งใจของผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นกติกา ต้นทุน ความรับผิดชอบ และแรงจูงใจที่ระบบกฎหมายกับภาษีออกแบบไว้
ในโลกธุรกิจ การตั้งคำถามว่า ‘ใครเป็นคนดีหรือไม่ดี’ อาจยังไม่พอ เราอาจต้องถามต่อว่า
ระบบกำลังทำให้ทางเลือกใดง่ายกว่า ปลอดภัยกว่า และมีต้นทุนน้อยกว่ากัน?
เมื่อความตั้งใจที่ดีแพ้ให้กับต้นทุนและความเสี่ยง
นักเศรษฐศาสตร์มีคำหนึ่งที่ใช้อธิบายเรื่องนี้ว่า Incentive Structure หรือ ‘โครงสร้างแรงจูงใจ’ แนวคิดนี้มองว่า พฤติกรรมของคนและองค์กรไม่ได้เกิดจากความเชื่อหรือความตั้งใจเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการตอบสนองต่อรางวัล ต้นทุน ความเสี่ยง และผลกระทบที่ตามมาจากแต่ละทางเลือก
ลองนึกภาพว่าธุรกิจแห่งหนึ่งมีสินค้าส่วนเกินอยู่สองทางเลือก
ทางเลือกแรกคือทำลายสินค้า ซึ่งอาจมีขั้นตอนชัดเจน คำนวณต้นทุนได้ และมีหลักฐานทางบัญชีรองรับ
ทางเลือกที่สองคือการบริจาค ซึ่งในความเข้าใจของคนทั่วไปควรเป็นเรื่องง่ายกว่า เพราะสินค้ายังมีประโยชน์และมีผู้ต้องการใช้งาน แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการอาจต้องพิจารณาทั้งเอกสาร ภาระภาษี เงื่อนไขของผู้รับบริจาค การขนส่ง คุณภาพสินค้า รวมถึงความรับผิดหากสินค้าเกิดปัญหาภายหลัง
เมื่อทางเลือกที่ดู ‘ถูกต้อง’ ในเชิงสังคม กลับมีต้นทุนและความไม่แน่นอนมากกว่า ธุรกิจก็อาจเลือกทางที่ง่ายและควบคุมความเสี่ยงได้มากกว่า แม้ทางเลือกนั้นจะดูไม่สมเหตุสมผลในสายตาของสาธารณชนก็ตาม
นี่ไม่ได้หมายความว่าทุกกรณีเกิดจากภาษี หรือผู้ประกอบการไม่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคม แต่สะท้อนว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมของทั้งระบบไม่สามารถพึ่งพาความตั้งใจที่ดีเพียงอย่างเดียวได้
ภาษีไม่ใช่แค่เครื่องมือเก็บเงิน
เวลาพูดถึงภาษี คนจำนวนมากมักนึกถึงหน้าที่หลักเพียงเรื่องเดียว คือการจัดเก็บรายได้ให้รัฐบาลเพื่อนำไปใช้จ่ายด้านสาธารณะ แต่ในความเป็นจริงภาษียังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางของระบบเศรษฐกิจด้วย
หากรัฐต้องการกระตุ้นการลงทุน ก็อาจให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่โครงการหรืออุตสาหกรรมเป้าหมาย หากต้องการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ก็อาจเปิดให้ธุรกิจหักค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ หากต้องการผลักดันพลังงานสะอาดหรือรถยนต์ไฟฟ้า ก็สามารถออกแบบมาตรการทางภาษีให้ต้นทุนของเทคโนโลยีใหม่ลดลง และทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเปลี่ยนพฤติกรรมได้เร็วขึ้น
กล่าวอีกแบบหนึ่ง ภาษีคือภาษาที่รัฐใช้สื่อสารกับตลาดว่า พฤติกรรมใดควรได้รับการสนับสนุน และพฤติกรรมใดควรมีต้นทุนสูงขึ้น เพราะฉะนั้น คำถามสำคัญของระบบภาษีจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘รัฐจะเก็บเงินได้เท่าไร’ แต่รวมถึงคำถามว่า ‘ภาษีแบบนี้กำลังทำให้คนและธุรกิจตัดสินใจอย่างไร’
เปลี่ยนแรงจูงใจ พฤติกรรมก็เปลี่ยน
ประเทศไทยมีตัวอย่างของการใช้แรงจูงใจทางเศรษฐกิจเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมอยู่ไม่น้อย การส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ช่วยดึงดูดธุรกิจเข้าสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย ขณะที่มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับกองทุนเพื่อการออม มีส่วนกระตุ้นให้ประชาชนวางแผนการเงินในระยะยาวมากขึ้น
ในทำนองเดียวกัน สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าก็มีส่วนทำให้ผู้บริโภคและผู้ผลิตค่อยๆ เปลี่ยนจากรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าเร็วขึ้น ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนหลักการเดียวกันว่า เมื่อสมการด้านต้นทุนและผลประโยชน์เปลี่ยน พฤติกรรมก็สามารถเปลี่ยนตามได้
ดังนั้น หากรัฐต้องการให้ธุรกิจลดของเสีย บริจาคสินค้าส่วนเกิน หรือใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามากขึ้น การรณรงค์ให้ผู้ประกอบการ ‘มีความรับผิดชอบ’ อาจยังไม่เพียงพอ รัฐอาจต้องย้อนกลับมาดูว่า กติกาที่มีอยู่ทำให้พฤติกรรมเหล่านั้นเกิดขึ้นได้ง่ายเพียงใด
บทเรียนจากธุรกิจประกันภัย
หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นภาพชัดของการใช้ภาษีเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม คืออุตสาหกรรมประกันภัย
ประเทศไทยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่การทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และประกันบำนาญมาเป็นเวลานาน เหตุผลไม่ได้อยู่ที่รัฐต้องการสนับสนุนบริษัทประกันภัยเป็นพิเศษ แต่อยู่ที่รัฐมองเห็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมจากการที่ประชาชนมีเงินออมระยะยาวและมีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงของตัวเอง
เมื่อประชาชนมีเงินออมสำหรับวัยเกษียณมากขึ้น ภาระของรัฐในอนาคตก็อาจลดลง เมื่อประชาชนมีประกันสุขภาพ ภาระค่าใช้จ่ายบางส่วนก็สามารถถูกกระจายไปยังระบบประกันภัยและภาคเอกชนได้
ในมุมนี้ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจึงไม่ใช่เพียงการที่รัฐยอมสูญเสียรายได้ในวันนี้ แต่เป็นการลงทุนเชิงนโยบาย เพื่อแลกกับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว รัฐยอมให้ประชาชนจ่ายภาษีน้อยลงบางส่วน เพื่อจูงใจให้เกิดพฤติกรรมที่อาจช่วยลดความเสี่ยงและภาระของทั้งระบบในอนาคต
คำถามคือ หลักคิดแบบเดียวกันนี้สามารถนำมาใช้กับเศรษฐกิจหมุนเวียนได้หรือไม่?
ถ้าต้องการ Circular Economy ต้องทำให้การหมุนเวียนคุ้มกว่าเดิม
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิด Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้กลายเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภาคธุรกิจจำนวนมากเริ่มลงทุนด้านการลดของเสีย การรีไซเคิล การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
แต่ในทางปฏิบัติ การนำทรัพยากรส่วนเกินกลับมาใช้ใหม่หรือส่งต่อไปยังผู้ที่ต้องการ อาจไม่ได้ง่ายเหมือนการวาดลูกศรเป็นวงกลมไว้ในรายงานความยั่งยืน ผู้ประกอบการยังต้องพิจารณาต้นทุนในการคัดแยก จัดเก็บ ขนส่ง ตรวจสอบคุณภาพ และจัดทำเอกสาร รวมถึงความรับผิดทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น
บางกรณี การกำจัดสินค้ากลับเป็นกระบวนการที่ชัดเจนและคาดการณ์ต้นทุนได้ง่ายกว่า ขณะที่การบริจาคหรือการนำกลับมาใช้ใหม่มีตัวแปรที่ต้องจัดการมากกว่า แน่นอนว่ากฎหมายไทยมีมาตรการสนับสนุนการบริจาคบางรูปแบบอยู่แล้ว และระบบภาษีไม่ได้เป็นอุปสรรคในทุกกรณี แต่ประเด็นที่ควรตั้งคำถามคือ มาตรการที่มีอยู่เพียงพอและง่ายต่อการใช้งานหรือยัง
หากประเทศไทยต้องการให้การบริจาคอาหารส่วนเกิน การนำสินค้าเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ และการลดของเสียเกิดขึ้นในวงกว้าง ระบบกฎหมายและภาษีอาจต้องถูกออกแบบให้สอดคล้องกับเป้าหมายนั้นมากขึ้น
ไม่ใช่เพียงอนุญาตให้ทำได้ แต่ต้องทำให้การทำสิ่งเหล่านี้ไม่กลายเป็นภาระที่ยุ่งยากเกินความจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการ
นโยบายที่ดี ต้องทำให้ทางเลือกที่ถูกต้องเป็นทางเลือกที่ง่าย
ที่ผ่านมารัฐใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุน การออม การทำประกัน และการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ เพราะรัฐเข้าใจว่าหากพฤติกรรมใดสร้างประโยชน์ต่อสังคม การออกแบบแรงจูงใจที่เหมาะสมจะช่วยให้พฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นได้เร็วและกว้างขึ้น
หลักการเดียวกันนี้ควรถูกนำมาใช้กับการลดของเสียและเศรษฐกิจหมุนเวียน หากการบริจาค การรีไซเคิล และการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่สร้างประโยชน์ต่อสังคม รัฐก็ควรพิจารณาว่าจะลดต้นทุน ลดความซับซ้อน และจำกัดความเสี่ยงของผู้ประกอบการได้อย่างไร
เพราะท้ายที่สุด ธุรกิจไม่ได้ตัดสินใจอยู่ในโลกของอุดมคติเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดำเนินงานอยู่ภายใต้ต้นทุน ความเสี่ยง การแข่งขัน และกติกาที่รัฐเป็นผู้ออกแบบ
ครั้งต่อไปที่เราเห็นธุรกิจเลือกทำลายสินค้าที่ดูเหมือนยังมีประโยชน์ ก่อนจะรีบสรุปว่าเป็นเพราะผู้ประกอบการขาดจริยธรรม เราอาจต้องลองถามให้ลึกขึ้นอีกหนึ่งชั้นว่า ระบบกำลังให้รางวัลกับการส่งต่อทรัพยากร หรือกำลังทำให้การทำลายเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่า?
กฎหมายที่ดีไม่ควรมีหน้าที่เพียงลงโทษพฤติกรรมที่สังคมไม่ต้องการ แต่ควรออกแบบให้ ‘การทำสิ่งที่ถูกต้อง’ เป็นทางเลือกที่ง่าย คุ้มค่า และมีความเสี่ยงต่ำที่สุดสำหรับทุกฝ่าย เพราะบางครั้ง หากเราต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมของธุรกิจ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนอาจไม่ใช่ความตั้งใจของผู้ประกอบการ แต่อาจเป็นสมการที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของพวกเขา
ภาพ: Roman Samborskyi / Shutterstock

