การเยือนไทยพร้อมคณะธุรกิจของมิน อ่อง หล่าย สะท้อนความพยายามฟื้นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ แต่ รศ. ดร.นิสิต พันธมิตร ชี้ว่า โอกาสจะยังไม่เปลี่ยนเป็นการลงทุนจริง หากเมียนมาไม่ปลดล็อกข้อจำกัดด้านเงินตราต่างประเทศ กฎนำเข้า-ส่งออก และวิกฤตความเชื่อมั่นต่อระบบธนาคาร
ประเด็นสำคัญ
การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ พล.อ. อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม 2569 ตามคำเชิญของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะแขกของรัฐบาล ไม่ได้มีความหมายเพียงในเชิงพิธีการ แต่เป็นบททดสอบสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-เมียนมาในช่วงที่ทั้งสองประเทศต้องเผชิญปัญหาร่วมกัน ทั้งการค้าชายแดน พลังงาน แรงงาน ความมั่นคง และอาชญากรรมข้ามชาติ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า การเยือนครั้งนี้สะท้อนการกลับมาพูดคุยกันอีกครั้งหรือไม่ แต่คือจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้เพียงใด โดยเฉพาะในบริบทที่ระบบการเงิน กฎการค้า และความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจเมียนมายังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการลงทุน
การเยือนเกิดขึ้นภายใต้บริบทที่ไทยเสนอแนวทาง Calibrated Re-Engagement หรือการกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาอย่างระมัดระวังและเป็นขั้นเป็นตอน โดยให้เหตุผลว่า การพูดคุยโดยตรงยังจำเป็นต่อการแก้ปัญหาที่กระทบทั้งไทย เมียนมา และภูมิภาค ขณะเดียวกัน ไทยยังยืนยันถึงความสำคัญของกระบวนการสันติภาพและฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน
อย่างไรก็ตาม การยกระดับความสัมพันธ์ย่อมมาพร้อมคำถามว่า ผลลัพธ์ที่ไทยจะได้รับคืออะไร และการเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลเมียนมากลับเข้าสู่ความร่วมมือระดับภูมิภาคจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติหรือไม่
THE STANDARD WEALTH สัมภาษณ์พิเศษ รศ. ดร.นิสิต พันธมิตร นักเศรษฐศาสตร์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถึงความหมายทางเศรษฐกิจของการเยือนครั้งนี้ โอกาสของภาคธุรกิจไทย และข้อจำกัดที่ยังขวางการฟื้นตัวของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
จากม่านปิดสู่ ‘เศรษฐกิจแบบม่านเปิด’
นิสิตมองว่า การที่มิน อ่อง หล่ายเดินทางมาพร้อมตัวแทนภาคธุรกิจจำนวนมาก ไม่ใช่เพียงส่วนประกอบของพิธีการ แต่เป็นความพยายามส่งสัญญาณว่า เมียนมาต้องการกลับมาเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง
“ผมเรียกตอนนี้ว่าเป็นเศรษฐกิจแบบม่านเปิด”
คำว่า ‘ม่านเปิด’ ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจเมียนมากลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่หมายถึงภาคธุรกิจเริ่มมองเห็นช่องทางเจรจาและความเป็นไปได้ใหม่ หลังเผชิญความไม่แน่นอนต่อเนื่องมาหลายปี
นิสิตตั้งข้อสังเกตว่า การรวบรวมคณะธุรกิจขนาดใหญ่ให้เดินทางมาพร้อมกันภายในเวลาอันรวดเร็ว สะท้อนว่ารัฐบาลเมียนมาต้องการให้ภาคธุรกิจมีบทบาทเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นความสัมพันธ์กับไทย
แต่การเปิดม่านทางการทูตยังไม่เท่ากับการเปิดระบบเศรษฐกิจ การพบกันของผู้นำและการจัดเวทีธุรกิจสามารถสร้างบรรยากาศเชิงบวกได้ ทว่าไม่สามารถทดแทนระบบการเงินที่เชื่อถือได้หรือกฎระเบียบที่ผู้ประกอบการสามารถคาดการณ์ได้
คอขวดไม่ใช่การขาดโอกาส แต่คือเงินเข้าออกไม่ได้
นิสิตประเมินว่า ภาคธุรกิจไทยไม่ได้ขาดความสนใจในเมียนมา ไทยมีทั้งเงินทุน เครื่องจักร เทคโนโลยี บุคลากร และประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน
สิ่งที่ยังขาดคือระบบที่ทำให้เงิน สินค้า และผลตอบแทนจากการลงทุนเคลื่อนย้ายได้อย่างถูกต้องและเป็นปกติ
อ.นิสิตมองว่า ภาคธุรกิจไทยมีความพร้อม แต่ผลลัพธ์จากการเยือนจะเกิดขึ้นจริงได้ก็ต่อเมื่อเมียนมาปลดล็อกข้อจำกัดด้านการเงินที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุน
ข้อจำกัดสำคัญครอบคลุมตั้งแต่การเข้าถึงเงินตราต่างประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนที่แตกต่างระหว่างช่องทางทางการกับตลาดจริง การขอใบอนุญาตนำเข้า ตลอดจนกฎที่เชื่อมการนำเข้าสินค้าเข้ากับรายได้จากการส่งออก
เมื่อผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าถึงเงินตราต่างประเทศได้เพียงพอ การนำเข้าวัตถุดิบ น้ำมัน และเครื่องจักรก็เกิดขึ้นได้ยาก ภาคการผลิตจึงไม่สามารถเดินได้เต็มที่ และยิ่งทำให้รายได้จากการส่งออกลดลง กลายเป็นวงจรที่กดทับกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งระบบ
อีกคำถามสำคัญคือ นักลงทุนจะสามารถนำเงินทุนและกำไรกลับออกจากเมียนมาได้หรือไม่
สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก ธุรกรรมบางส่วนอาจยังอาศัยช่องทางไม่เป็นทางการ แต่สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรการคว่ำบาตร และหลักธรรมาภิบาล การใช้ช่องทางดังกล่าวไม่ใช่ทางเลือกที่ยอมรับได้
สิ่งที่นักลงทุนต้องการจึงไม่ใช่เพียงคำเชิญให้กลับเข้าไปลงทุน แต่คือความชัดเจนว่า จะนำเงินเข้าอย่างไร ชำระค่าสินค้าผ่านช่องทางใด และสามารถนำรายได้หรือกำไรกลับออกมาได้ภายใต้กติกาที่ตรวจสอบได้หรือไม่
หากคำถามพื้นฐานเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบ ข้อตกลงที่ประกาศบนเวทีก็อาจไม่สามารถเปลี่ยนเป็นโครงการลงทุนจริง
ความเชื่อมั่นต้องมาก่อนเทคโนโลยีการเงิน
เบื้องหลังข้อจำกัดด้านเงินตราต่างประเทศคือปัญหาที่ลึกกว่า คือความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคธุรกิจต่อระบบธนาคาร
นิสิตอธิบายว่า ความผันผวนทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงกฎทางการเงินบ่อยครั้ง ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเลือกถือเงินสดหรือทำธุรกรรมนอกระบบ มากกว่านำเงินเข้าสู่ธนาคาร
“ทุกคนต้องเชื่อมั่นในระบบก่อน แต่ตอนนี้ความเชื่อมั่นในระบบมันสูญเสียไป”
เมื่อประชาชนไม่แน่ใจว่าจะสามารถถอนหรือใช้เงินฝากได้ตามต้องการ เงินก็ไม่ไหลเข้าสู่ระบบธนาคาร เมื่อธนาคารไม่มีฐานเงินฝากเพียงพอ ความสามารถในการปล่อยสินเชื่อและสนับสนุนการค้าก็ลดลงตามไปด้วย
การพัฒนาระบบชำระเงินดิจิทัลหรือการเชื่อมโยงการชำระเงินข้ามพรมแดนอาจช่วยให้ธุรกรรมสะดวกขึ้น แต่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทดแทนความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินได้
โจทย์สำคัญของธนาคารกลางเมียนมาจึงไม่ใช่เพียงการควบคุมค่าเงิน แต่คือการทำให้ภาคธุรกิจมั่นใจว่า กฎจะมีความต่อเนื่อง เงินฝากจะสามารถใช้ได้ และผู้ประกอบการจะได้รับการปฏิบัติภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
โอกาสของไทยยังมี แต่ต้องไม่ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป
นิสิตมองว่า เศรษฐกิจไทยและเมียนมามีลักษณะเกื้อกูลกัน หรือเป็น Complementary Economies
ไทยมีเงินทุน เครื่องจักร ทักษะด้านการผลิต ระบบบริการ และความรู้เกี่ยวกับตลาด ขณะที่เมียนมามีแรงงาน ทรัพยากร ตลาดภายในประเทศ และความต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
โอกาสจึงมีตั้งแต่อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร โรงงานประกอบชิ้นส่วน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโทรคมนาคม ไปจนถึงการค้าปลีก การท่องเที่ยว การศึกษา การแพทย์ และบริการสุขภาพ
ไทยยังมีข้อได้เปรียบจากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ ความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่สะสมมานาน และความเข้าใจสภาพตลาดมากกว่านักลงทุนจากประเทศที่อยู่ห่างไกล
นิสิตกล่าวว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการเมียนมาต้องการสื่อถึงภาคธุรกิจไทยคือ “อย่าทิ้งเราไปไหน” เพราะหากสถานการณ์เปิดมากขึ้น ผู้ประกอบการที่ยังรักษาเครือข่าย บุคลากร และความเข้าใจพื้นที่ไว้ จะสามารถกลับเข้าไปดำเนินธุรกิจได้เร็วกว่าผู้เล่นรายใหม่
แต่การรักษาความสัมพันธ์ไม่ควรถูกตีความว่าไทยต้องเร่งลงทุนโดยลดมาตรฐานการประเมินความเสี่ยง
เมียนมาในปัจจุบันมีโครงสร้างอำนาจที่ซับซ้อน หลายพื้นที่ยังมีผู้ควบคุมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายกลุ่ม การรับรองจากรัฐบาลกลางเพียงฝ่ายเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ นักลงทุนต้องประเมินทั้งความปลอดภัย เส้นทางขนส่ง คู่ค้า ความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตร และความสามารถในการบังคับใช้สัญญา
Engage ได้ แต่ต้องกำหนดผลลัพธ์ให้ชัด
สำหรับนิสิต ไทยไม่สามารถเลือกว่าจะมีเมียนมาเป็นเพื่อนบ้านหรือไม่ ทั้งสองประเทศเชื่อมโยงกันผ่านพรมแดน แรงงาน การค้า พลังงาน และความมั่นคง การตัดช่องทางพูดคุยจึงไม่ได้ทำให้ปัญหาเหล่านี้หายไป
“ความเห็นต่างได้ แต่ประเทศต้องไปต่อ”
อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นในการพูดคุยไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลให้ไทยลดทอนคำถามเรื่องความรับผิดชอบ หรือรีบนำความสัมพันธ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยไม่มีเงื่อนไข
คำว่า Calibrated Re-Engagement จะมีความหมายก็ต่อเมื่อไทยสามารถชี้ให้เห็นได้ว่า การกลับมามีปฏิสัมพันธ์ทำให้เกิดผลลัพธ์อะไร
กฎเงินตราต่างประเทศมีความแน่นอนขึ้นหรือไม่ การค้าชายแดนเข้าสู่ระบบมากขึ้นหรือไม่ นักลงทุนสามารถโอนรายได้อย่างถูกกฎหมายได้หรือไม่ และความร่วมมือในการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ ยาเสพติด ความมั่นคงชายแดน และมลพิษข้ามพรมแดนมีผลในทางปฏิบัติเพียงใด
ตัวชี้วัดเหล่านี้สำคัญกว่าจำนวนคณะธุรกิจ จำนวน MOU หรือภาพพิธีต้อนรับ เพราะเป็นสิ่งที่จะบอกได้ว่า การเยือนครั้งนี้ช่วยเปลี่ยนเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและความมั่นคงจริง หรือเป็นเพียงการเปิดพื้นที่ทางการทูตให้รัฐบาลเมียนมา
ม่านเปิดแล้ว แต่ระบบหลังม่านยังต้องพิสูจน์ตัวเอง
การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของมิน อ่อง หล่าย อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และเปิดช่องให้ไทยนำปัญหาที่กระทบประชาชนโดยตรงกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา
แต่ความสำเร็จไม่ควรวัดจากระดับของพิธีต้อนรับ หรือมูลค่าความร่วมมือที่ประกาศในระหว่างการเยือน
สำหรับภาคธุรกิจ ตัวชี้วัดคือเงินสามารถเข้าและออกได้หรือไม่ กฎการค้ามีความชัดเจนเพียงใด และระบบธนาคารสามารถฟื้นความเชื่อมั่นได้หรือยัง
สำหรับรัฐบาลไทย ตัวชี้วัดคือการ Engage ช่วยลดปัญหาข้ามแดน อาชญากรรม และความไม่แน่นอนตามแนวชายแดนได้จริงหรือไม่ โดยไม่ทำให้ไทยกลายเป็นเพียงพื้นที่สำหรับฟื้นสถานะทางการเมืองของรัฐบาลเมียนมา
ม่านทางเศรษฐกิจอาจเริ่มเปิดแล้ว แต่ก่อนที่เงินทุนจะกลับเข้าไป เมียนมาต้องพิสูจน์ว่า พร้อมสร้างกติกาที่ชัดเจน โปร่งใส และทำให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจอยู่ในระบบได้จริง

